บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

September Biohacking 2026: 6min zone4 flow with IF 21/3(eat late night):Reading continuity

2026-09-01 ใน Moon Forge

Introduction

  • เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้สักพัก จึงต้องหาวิธีที่ทำให้ตนเองมีสมาธิ โฟกัสได้ดี เพื่อทดแทน Catecholamine boost ที่หายไปจากการไม่ได้วิ่ง zone4
  • ลองเปลี่ยนมา Fasting(อดอาหาร) ตอนกลางวัน(ตอนทำงาน) และ กินอาหารในตอนเย็น-ดึก IF20/4 และนอนดึก-ตื่นสายขึ้น โดยหวังว่าจะใช้การ Fasting เพื่อให้มีการหลัง Catecholameine อ่อนๆ ช่วยให้โฟกัสได้ดี คุมกล้ามเนื้อมือได้ละเอียด และ ทำงานได้ราบรื่น

Method

  • อดตั้งแต่เช้า ยันเลิกงาน ระหว่างวันจิบน้ำเกลือ(1/2tsp in 1.5L of water)
  • กินมื้อเย็น 17-20.00น(IF 21/3) ในวันปกติ ส่วนวันหยุด อาจกิน 16-20.00น(IF 20/4)
    • อาจแบ่งเป็นสองมื้อ มื้อแรกและมื้อสอง
  • ออกกำลังกาย(6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4) หลังกินมื้อแรก พอออกกำลังเสร็จก็มากินต่อมื้อที่สอง
  • เข้านอน 23-24.00 น เพื่อให้มีช่วงเวลาย่อยอาหาร 3-4ชมก่อนนอน และตื่น 7 โมง

Result

  • ไม่ได้ออกกำลังกายก่อนทำงาน แต่ใช้การอดในช่วงที่ทำงาน ก็ทำให้สามารถโฟกัสกับงานได้ดี(high focus) ตื่นตัว คุมกล้ามเนื้อมือขณะทำหัตถการได้ละเอียด อารมณ์นิ่ง แม้งานจะเครียดหรือกดดันก็ยังสงบได้(calm alertness) จะเรียกว่า zen mode ก็ได้
    • ถ้าออกกำลังกายก่อนทำงาน จะเกิดเป็น Hyperfocus เรียกว่า god mode
  • การอดตอนเช้าทำให้ควบคุมตนเองระหว่างวันได้ดี อารมณ์ไม่แปรปรวน จาก GABA ที่ค่อยๆสร้างขึ้นในระหว่างการอด จากภาวะ ketone ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ชม.การอดที่ 12 ขึ้นไป
  • BDNF ระหว่างการอดในตอนกลางวัน ทำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง และควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ติดสิ่งบันเทิงน้อยลง(หรือดูก็ได้ แต่จะไม่ดูและอ่านหนังสือแทนก็ได้เสมอไม่มีปัญหา)
  • ช่วงที่อด จะใช้ความคิดได้ดี แต่รับข้อมูลใหม่ได้ไม่ดีนัก - ช่วงที่อด สามารถเขียนบทความได้ดี คิดนึกอะไรออกได้อย่างไหลลื่น แต่ถ้าจะอ่านหนังสือรับข้อมูลใหม่ที่ซับซ้อนจะรู้สึกฝืนมาก เหมือนการดึงข้อมูลเก่ามาใช้คิดวิเคราะห์สามารถทำได้ดีในช่วงที่อด(เพราะเป็นแขนงประสาทเดิมที่สร้างไว้อยู่แล้ว) ส่วนการรับข้อมูลใหม่สามารถทำได้ดีกว่าในช่วงที่กิน(เพราะมีสารอาหารให้เซลล์ประสาทสร้างแขนงประสาทใหม่ได้อย่างไม่จำกัด)
    • แต่การฝืนอ่านในช่วงเวลาอดเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะ เป็นการกระตุ้นสมองให้มีการสร้างโครงข่ายประสาท(wiring) สำหรับรองรับทักษะการอ่าน ในแบบที่ประหยัดพลังงาน เมื่อพยายามฝึกอ่านไปเรื่อยๆ จะทำให้อ่านได้เร็ว ไหลลื่น อ่านได้เรื่อยๆทั้งวันโดยไม่ล้า
    • จริงๆ ตอนอด เราไม่ได้อ่านหนังสือไม่ได้ เพียงแต่สมองเราพยายามทำความเข้าใจทุกอย่าง ทุกรายละเอียด ไม่ปล่อยผ่านแบบสักว่าอ่านเหมือนตอนกิน ทำให้บางเนื้อหาที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ เราจะอ่านได้ช้ามากในช่วงอด แต่ความเข้าใจในรายละเอียดก็ลึกซึ้งกว่ามากเช่นกัน
      • หลังจากฝืนอ่านตอนอดอาหาร 20-22hr มาได้สักพัก พบว่าอ่านได้ไหลลื่นขึ้นจริง อ่านเข้าใจได้ดี โดยไม่ต้องใช้พลังงานสมองทุ่มกับการทำความเข้าใจเหมือนเมื่อก่อนที่อ่านในช่วงกินอาหาร(แบบว่า ทุ่มพลัง 10 เพื่อให้ได้ความเข้าใจ 1) แต่มันจะเข้าใจแบบ 1:1 เลย
  • ในช่วงอด เหมือนเราจะพูดได้คล่องขึ้น ใช้คำพูดได้ดีขึ้น เขียนบทความได้อย่างมีระเบียบแบบแผนขึ้นด้วย รวมถึงพิมพ์คล่องขึ้นมาก
  • ได้ BDNF สองรอบ(รอบแรก Fasting, รอบสอง Exercise zone4) และ BDNF ที่เกิดในขณะที่ใช้ทักษะนั้นๆ (Fasting ตอนทำงาน/อ่านหนังสือ,​ ออกกำลังกาย แล้วนั่งสมาธิ) ทำให้พัฒนาทักษะได้เร็วกว่า(ตามงานวิจัย ACM ที่ว่าถ้าฝึกทักษะใดในช่วงที่ BDNF สูง จะพัฒนาได้ดีกว่า) เมื่อเทียบกับแบบที่ กินตอนเช้าแล้วอดตอนนอน ซึ่งจะทำให้ตอนกลางวันร่างกายไม่ได้อยู่ในช่วงอด(ไม่ได้ BDNF) และ ค่อยไปเกิด BDNF ในขณะนอนหลับ จะไม่ได้ประโยชน์ในการพัฒนาทักษะเฉพาะจุด แต่จะได้ประโยชน์ในเรื่องการฟื้นฟูสุขภาพระบบประสาทโดยรวม
    • หลังจากทดสอบ อดช่วงกลางวันในระหว่างทำงาน แล้วกินแค่มื้อเย็น(IF 20/4) มาได้สักพัก พบว่าทักษะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจริง ทักษะการทำงานพัฒนาไปอีกขึ้น เช่นงานหัตถการ มือเบาขึ้น คุมน้ำหนักมือได้ดีขึ้น แต่เสร็จไวขึ้น(เคสยากจาก 1 ชม เหลือ 30 นาที) และแต่ก่อน กิน+ออกกำลังกายในช่วงเช้าแล้วอดถึงวันถัดไป ก็คิดว่าดีแล้ว แต่การอดตอนทำงาน แล้วกิน+ออกกำลังกายตอนเย็น ดีกว่าเป็นเท่าตัว
  • มีทางเลือกว่า จะออกกำลังกายต่อในช่วงท้ายของการอดเลย หรือจะกินอาหารย่อยง่ายก่อนมื้อหนึ่ง(160g berry+yoghurt+nutto และ ไข่ต้ม 10 ฟอง)แล้วค่อยไปวิ่ง(pre-workout feeding)
    • มีงานวิจัยว่า ออกกำลังกายในช่วงท้ายของการอด ทำได้ BDNF ที่เข้มข้นเพิ่มขึ้นไปอีก มากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งแยกกัน(แต่ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน มีนัยสำคัญหรือไม่) แต่โดยส่วนตัวพบว่า หลังการวิ่งขณะอดอาหาร ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ดี จะค่อนข้างกระวนกระวาย(ร่างกายต้องการอาหารจึงไม่สงบ adrenaline มากไป) หรือไม่ก็ซึมทื่อๆเบลอๆ(เกิด cortisol แทน)
      • งานวิจัยจะเป็นแบบไหนเราอาจไม่รู้ได้ทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะทดลองกับตนเองด้วยทฤษฎีไหน สุดท้ายต้องอิงตามผลลัพธ์เชิงประจักษ์(objective results)ในชีวิตจริง ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง
    • แต่เปลี่ยนมา กินก่อนแล้วค่อยออกกำลังกาย (pre-workout feeding) แล้ว พบว่าหลังวิ่งกลับทำสมาธิได้ดีกว่าเดิม(ออกกำลังกายตอนอดแล้วนั่งสมาธิ) รู้สึกพอดีๆ จิตรวมและอยู่กับลมหายใจได้ ซึ่งการออกกำลังกายของเรา ส่วนใหญ่เป็นการวิ่งใน zone4 สั้นๆเพียง 6 นาที ทำให้ได้ lactate ท่วมท้น และ ได้ BDNF หลายเท่าอยู่แล้ว ไม่ต้องแคร์เรื่องการรีด BDNF เพิ่ม จากการอดระหว่างออกกำลังกายมากนักก็ได้(ที่เราก็ไม่รู้ว่าจะเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน)
      • สามารถกินอาหารย่อยง่ายก่อนออกกำลังกาย โดยส่วนตัวกินไข่ต้ม 10 ฟอง แล้ววิ่ง 6min zone4/1hr zone2/4x4 พบว่าวิ่งได้ปกติ ไม่จุกเสียด เพราะเป็นการวิ่งเร็วระยะสั้นๆ หรือวิ่งช้ามากๆระยะไกล ไม่ได้กระทบกับระบบย่อยอาหาร(แต่ถ้าวิ่ง zone3 น่าจะอาการออกใน 15-30 นาที)
    • หลังออกกำลังกาย ในช่วงที่ BDNF ยังสูง(มีงานวิจัยว่าจะจางลงใน 20 นาที) หรืออย่างน้อยๆระบบประสาทอยู่ในช่วงพักตัว(parasympathetics) ให้มานั่งสมาธิต่อ จะทำให้พัฒนาทักษะในด้านสมาธิได้ดีมากๆ ซึ่งสมาธิที่ดีขึ้นเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ในขณะทำกิจกรรมอื่นๆระหว่างวันได้ดี
  • การออกกำลังกาย(เช่น 6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4)แม้จะทำในช่วงเย็น แต่ก็ส่งผลมาถึงในอีกวันด้วย ทำให้สมองยังคงสามารถคิดได้ไว สลับ focus ได้ไวระหว่างหลายๆงานได้อย่างคล่องแคล่ว(ตัวอย่างที่เห็นคือ ขับรถได้ดี)
  • มื้อที่สอง หลังออกกำลังกาย ให้กินคาร์บเชิงซ้อน 160 g(ถั่วและธัญพืชรวม 8-10 ชนิด) ถ้าน้อยกว่านี้ มือจะไม่มีแรงทำงานในวันถัดไป - handskill ทื่อลง ไม่สามารถ control ได้ละเอียดเหมือนเดิม
    • ถ้าวันไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย จะทำให้ HRV สูงขึ้นได้ แม้จะไม่ออกกำลังกาย(แต่ยังคงต้องอดมาตลอดวัน ~20 ชม นะ)
  • ผลของการกินก่อนนอน 2-3 ชม(วัดจาก Huawai watch GT 6 pro ติดที่ข้อเท้าขวาด้านในตอนนอน)
    • Deep sleep เฉลี่ยที่ 2 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่
    • Light sleep เฉลี่ยที่ 3 ชม ลดลงจากช่วงที่อดตอนนอน ที่ 3:30 ชม.
    • REM sleep เฉลี่ยที่ 1 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่ แต่ฝันเยอะ ซึ่งมักจะเป็นฝันแต่เรื่องไม่ดีเท่าไหร่ จิตตกประมาณนึง
    • ตื่นกลางดึกขึ้นมาปัสสาวะทุกวันอย่างน้อย 1 ครั้งแล้วไปนอนต่อ
    • ถ้าคืนไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย คะแนน deep sleep continuity จะดีขึ้น (บางวันคะแนนขึ้นเต็ม 100 แม้จะตื่นมาปัสสาวะกลางดึก), แต่ถ้ากินคาร์บเชิงซ้อนย่อยยากคะแนนจะตก (เช่น เหลือ 88)
    • ปรับแอร์ให้เย็นขึ้น จาก 27c เหลือ 26c และเปลือยท่อนบน ใส่แต่กางเกง+ห่มผ้า ได้ HRV สูงขึ้นอีก(จากเดิม ~55ms ไปเป็น ~60-70ms) และอาการฝันร้ายหายไป น่าจะเป็นเพราะ อากาศเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิแกนกลาง(Core body temperature)ที่สูงจากการย่อยอาหารลงได้ และทำให้หลับได้สนิทขึ้น
    • ถ้าออกกำลังกาย เช่น 6min zone4 จะหลับได้สนิทขึ้น
    • ต้องนอนมากขึ้นเป็น 8 ชม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็น 6-7 ชม เพราะ การตื่นมาปัสสาวะกลางดึกจากการย่อยอาหาร ทำให้ระบบ sympathetic ทำงาน ร่างกายตื่นตัว ต้องใช้เวลากว่าจะหลับสนิทอีกครั้ง
  • ผิวหน้าลอก เป็น Seborrheic dermatitis
    • ?? ไม่เกี่ยวกับการนอนดึก เพราะ วันที่อดข้ามวัน แม้จะนอนดึก ผิวหน้าก็ยังคงเรียบเนียน
    • ?? น่าจะเกี่ยวกับการกินดึก ที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งต้องหาทางแก้ไขต่อไป เรารู้สึกว่าการกินดึกทำให้ผิวหน้ามันขึ้น
    • หรือเพราะ? นาฬิกาชีวิตในร่างกายยังปรับตัวกับการนอนดึกไม่ได้ growth hormone เลยยังไม่หลั่งออกมาเท่าไหร่ จนผิวหน้าอักเสบ
    • sol อาจแก้ด้วยการล้างหน้าให้บ่อยขึ้น จากเดิมที่ล้างแค่ตอนเย็น ให้เพิ่มตอนเช้าด้วย เพื่อขจัดความมันจากอาหารมื้อเย็นที่มาออกบนหน้าในช่วงเช้า โดยอาจล้างด้วยโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน หรือเจือจางปริมาณโฟมลงครึ่งๆ
      • หรือไม่ก็ทดลองล้างหน้าแค่ตอนเช้า ตอนเย็นล้างแค่น้ำเปล่า เพราะ หน้าจะมันจริงจากอาหารที่กินในมื้อค่ำ ซึ่งแต่ก่อนกินเช้า แล้วล้างหน้าตอนเย็นมันก็พอดีกัน แต่ตอนนี้กินเย็น เลยต้องล้างตอนเช้าแทน แต่มันก็มีเหงื่อตอนกลางวันด้วยนี่นะ งั้นก็ล้างสองรอบแหละ แต่เจือจางปริมาณโฟมลง
  • สรุปตารางเวลาในภาพรวม(ดูเพิ่มเติมในบทความ The Life Monolith: Late night time restricted feeding - ค้นหาเอาได้ในหมวด Timeline)
    • 6-7.00น ตื่น และอดตลอดวัน จิบน้ำเกลือ 1/2tsp in 1.5L water
    • 17.00น กลับจากการทำงาน และเริ่มกินมื้อแรก(160g berry+yoghurt+nutto และ ไข่ต้ม 5 นาที ยางมะตูม 10 ฟอง)
    • 18.00น ไปวิ่ง 6min zone4/45min zone2/Norwegion 4x4 ตามกำหนดการ จากนั้นในช่วงที่ระบบประสาทอยู่ในช่วงพักตัว(parasympathetics)หลังวิ่ง ให้ฝึกนั่งสมาธิต่อ 15-30 นาที
    • 19.00น กินคาร์บเชิงซ้อน 160g(ธัญพืช+ถั่วรวมหลายชนิด)
    • 24.00 น เข้านอน ทำวนๆไป จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ

Discussion

Conclusion(โดย AI)

Fact logs

📊 Monthly Tracking Table

*Notes:1=Worse/Unsatisfied, 2=Good/Same-same, 3=Excellent/Satisfied

DateExercise:Avg.pace(+warm, rest period)Morn Weight (kg)Eating Finished time:Fasting (hr):Heavily seasoned food(1/0)Meditation Focus continuity
Notes
HandskillGod mode
[Hyperfocus] = 1
Zen mode
[Calm alertness] = 2
God+Zen =3
Reading
:Focus continuity
:Time(hrs):PagesBlock codeDay Dopamine [eg. Entertainment]Night DopamineEye exercise
Reading description
#tag
Sleep timehrDeep sleep hrHRV(ms)Temp(c)
Biohacking description
#tag
Notes:Zone2 60min
HIIT(zone4) =90s & walk 90s x6
4x4(Norwegian) =zone4-5 4min & walk 3min x4
zone4-5 =10min zone2(warm up) then 6min zone4-5
-<50kg might inhibit
god mode in fasting,
but cortisol instead
0=All day Fasting-Hyperfocus 200%,
appears in the 2nd-3rd day
of prolonged fasting
1 = can't focus at all
2 = get some distract
3 = perfect flow
P=Prime block
M=Major block
1=yes, 0=no, 0.5=Music1=yes, 0=no, 0.5=Music1: Pencil push up 10min
2: Isometric 10min
Less than 7 hr
decrease focus
continunity
29---20:3020:3002#meditation after waking up is better-Zen mode
32-P1201Zen mode(Fasting while working - low energy) is much more stable than god mode(eat+exercise - high energy)
00:346:332:024727#eat dinner
30---20:002112#meditaion is good but no awareness(a lot of "โมหะ")--11:301M511-#masturbation in the morning, everything is so dull(included reading)23:486:351:335427#So tired after waking up, I shouldn't do late-TRF any more?
31---20:002112#meditation is good but still no awareness
#eat less carb
3zen mode1---012#ultrafine handskill in Zen mode; didn't read because under flickering light was hard to concentrate00:105:521:525827#eat less carb(bean) from 160g - > 100g, Higher HRV
1---20:002112#meditation is good, but feel sleepy3Zen mode113s101-#Zen mode is good for work & thinking, but not good for consuming information(reading)22:308-5927#eat proper carb = Higher HRV?
- No exercise = Less carb
2---20:002112#meditation is good, but feel sleepy2-222s1,w1012#working drop slightly(slightly dull of fine hand control), it started after decreased Carb intake?
#reading is good
23:357:072:405327#eat more carb(100g->160g beans), HRV drop slightly
3---20:302012#meditation is good, but feel sleepy3Zen mode + Ultrafine handskill----01-#ultrafine handskill(zen mode) is back after eating more catb(100g -> 160g beans)0:116:342:086527#eating easy to digest (but complex fiber) carb, HRV goes up
#Sleep continuity 100!
4---20:302011-3#meditation is drop in the morning
#but in the evening(at the last hour of fasting) mediation is so good(calm&happy)
2-115l2012#a little bit impulsive working
#Quite hard to initiate reading but reading flow is good
0:516:152:036127#eating easy to digest (but complex fiber) carb, HRV goes up
#Sleep continuity 100!
56min zone46:23-20:302012#Return exercising, no performance drop--118l201-#Reading is quite hard to begin0:386:2625627#eat complex carb but harder to digest
66min zone46:22-202002--12-l10120:165:470:545427#eat chicken breast - > hard to digest, less deep sleep?
745min zone2 + 2min sprint7:43-21:3020122-11-l111-#didn't read much under flickering light23:556:131:485427
86min zone46:33-21:3022123zen + god mode10.5-s20120:236:332:065227
96min zone46:35-20:30211231111s201-#reading is hard to initiate and maintain while fasting, but slowly improving
#quite sleepy at night, more time is need to adapt to the new circardian rhythm
23:486:351:545627
1045min zone28:12-212011#can't maintain focus more than 10 min while meditation33111s201-#zone2 exercise increase HRV - > better meditation in the next day
#waking up for peeing make me can't fall in deep sleep after that -> meditation before sleep again?
00:356:391:426826#zone2 increase HRV, even eat much
116min zone4-56:29-21:302113#Exercise while fasting, then meditate with much better focus and calmness33211s20120:3772:486126#sleep in the cold room increase HRV
124x46:33-21:302112#avg heart rate increase because fasting in a day burn more stored energy
#meditation after fasted exercise
--20.51s101-1:2661:316326#sleep in the cold room increase HRV
1345min zone28:12-212212--21.54s10120:446:261:366526#sleep in the cold room increase HRV, even eat much fat(cheese, butter, cocoa) before sleep
146min zone46:2850.82122123-223w101-0:056:3026526
156min zone46:3521:302112210.5-l111-1:045:5125326#sleep with clothes on(normally no clothes, just blanket
1650min zone28:15212212321-l10120:456:132:035926
176min zone46:3721:302112311.5-l1, l201-0:256:271:586726
184x46:3321:302212310.5,16l2, w10.51-1:166:381:225726
1945min zone28:3150.502402--10--112#Can't focus at all, CNS fatigue from 4x4?0:536:2026627
206min zone46:42193613#Meditation after pre-feeding workout--222w10.51-0:246:141:557026

Opinions

📝 Refactoring

  • 27

    • เปลี่ยนมาอดตอนเช้า และกินตอนเย็น อ่านหนังสือและทำงานไหลลื่น และทำได้ดีมาก

    • วันนี้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ อดตอนเช้า(ตอนทำงาน) แล้วกินตอนเย็น เพื่อให้อาศัยภาวะ ketosis จะได้ Catecholamine(Adrenaline & Epinephrine) และได้ผลลัพธ์เป็น Hyperfocus และ ultrafine handskill
      • ได้ผลดีมาก Hyperfocus และ Ultrafine handskill กลับมาแล้ว ทั้งๆที่ชั่วโมงการอดแค่ 14 ชม ไม่ได้ออกกำลังกายใดๆเพื่อเร่ง ketosis
      • อ่านหนังสือได้อย่างมาสมาธิดีมาก ทำงานหัตถการเสร็จ ก็สลับมาอ่านหนังสือต่อได้ชิลๆ ไม่มีเหนื่อยล้าจากการเค้นสมาธิแต่อย่างใด สมองใสทั้งวัน
      • ความจำดีขึ้นด้วย
      • ข้อดีที่เหนือกว่าการออกกำลังกาย + กินตอนเช้า คือ ไม่มีความหงุดหงิด ภาวะ ketosis ทำให้เกิด GABA เกิดเป็น Zen mode(Calm alertness) อารมณ์เย็น นิ่ง ไม่แปรปรวน ไม่มองคนเป็นศัตรู ต่อให้โกรธก็หายเร็ว มีความเสถียร และต่อเนื่อง => ผลคือ ต่อให้ทำงานยาก ก็ไม่รีบร้อน ทำหัตถการได้อย่างพริ้วไหวจนเสร็จ
      • นอกจากนี้ ความรู้สึกสงบจากการ Fasting ระหว่างวัน ทำให้สามารถใช้ฝึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะ สมองทำงานได้อย่างราบรื่นจนไม่ต้องไปพึ่งพาการเสพสิ่งบันเทิง
        • ดีกว่าการกินตอนเช้า ที่ทำให้อารมณ์ไม่คงที่ตลอดวัน
      • ข้อเสีย
        • พออดถึงชม.ที่ 18 จะรู้สึกไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก อ่านหนังสือไม่เข้าหัว แต่พอถึงชม.ที่ 20 แรงกลับมา และ เริ่มอ่านหนังสือได้ และพอถึงชม.ที่ 23 ก็ขับรถได้ดีมาก รอบคอบสามารถประเมินและวางแผนล่วงหน้า
    • หรือถ้าขาหายจากการบาดเจ็บแล้ว เราจะย้ายการออกกำลังกายจากตอนเช้ามาไว้ตอนเย็นดีนะ โดยออกกำลังก่อนกิน OMAD ตอนเย็น และอาจนอนให้ดึกขึ้นเป็น 4-5 ทุ่ม ตื่นตี 5-6โมง จากเดิมที่นอน 2 ทุ่ม ตื่นตี 3
      • เพราะ รูปแบบการนอนเช้าตื่นเช้า(2 ทุ่ม ตื่นตี 3) ก็มีข้อเสีย คือ
        • ช่วงเวลาเช้า ที่เคยคิดไว้ว่า จะไว้อ่านหนังสือ ก็ต้องแทรกกับเวลากิน จนสุดท้ายช่วงเช้าก็ไม่ได้อ่านหนังสือเท่าไหร่อยู่แล้ว
        • ช่วงเวลาทำงาน ก็หงุดหงิดง่าย ชอบดราม่า อารมณ์อ่อนไหว แม้ว่าจะได้การ boost พิเศษจากการออกกำลังกาย zone4 แต่ถูกความแปรปรวนจากการกินอาหาร เป็นตัวถ่วงพลังสมอง เพิ่ม cognitive load, ร่างกายอึดอัด ทำให้หงุดหงิดง่าย
        • แม้ว่าจะกินและออกกำลังกาย ตอนกลางวัน ก็ไม่ได้มีสมาธิอ่านหนังสือได้เท่าไหร่(อ่านตอนท้องว่างยังดีกว่า)
      • แต่กรณีของการออกกำลังกายตอนเช้าและอดต่อตอนกลางวัน โดยไม่กิน อันนี้พังนะ เพราะ สมองตื้อ แม้ว่าอารมณ์จะนิ่ง สมองใส แต่ไม่เหลือพลังงานใดๆมาให้ใช้ สมองไม่เหลือแรงจะคิด
    • การออกกำลังกายตอนเย็น อาจทำให้สมองที่ล้า กลับมา refresh อีกครั้ง(Neurochemical reset) และทำให้อ่านหนังสือต่อได้อีก
      • นอกจากนี้ยังทำให้ได้ BDNF 2 รอบ? รอบแรก = ตอน Fasting ตอนเช้า, รอบสอง = ตอนออกกำลังกายตอนเย็น
    • อาจไม่กิน OMAD แต่แบ่งกิน 2 มื้อ แบบ IF 20/4 ก็ได้ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาดูดซึมโปรตีนไปซ่อมแซมได้ดีขึ้น แต่ก็จะนอนดึกขึ้นเช่น 23-24.00น(ถ้าร่างกายชินกับเวลานี้แล้วคงไม่เป็นไร แล้วไปตื่น ตี 6-7 โมง)
      • เริ่มกินมื้อแรกตอน 17:00น กินเสร็จตอน 20:00น ไข่ 10 ฟอง ธัญพืช 120g EVOO 2 tbsp คอหมูย่าง 100g เบอร์รี่ 200g yoghurt cheese 1 tbsp
      • ข้อดี

        • HRV สูงถึง 60ms, deep sleep 2hr
      • ข้อเสีย

        • ตัวจะร้อนง่ายกว่าในตอนนอน ทำให้หลับยากและหลับไม่สนิท(deep sleep continuity ไม่ดี) ต้องถอดเสื้อนอน แล้วห่มผ้ามัสลีน
        • ต้องลุกมาปัสสาวะตอนกลางคืน(หลังกิน 6-8 ชม) เพราะ ก่อนนอน กินอาหารที่อมน้ำเยอะ(กากใยจากธัญพืช)
        • กรดไหลย้อนตอนกลางคืน ตื่นมามีแสบกลางอก => ถ้าออกกำลังกายตอนเย็น ก่อนกินอาหาร น่าจะช่วยได้
  • 29

    • เมื่อคืนไม่มีปัสสาวะกลางดึก แสดงว่าร่างกายปรับตัวได้
    • อ่านหนังสือตอนอด(Fasting) อ่านได้ไหลลื่น ต่อเนื่อง ราบรื่นมาก สมาธิดี สมองใส - อดตอนเช้าแล้วค่อยไปกินมื้อเย็นก็ดีนะ
      • การอ่านตอนอดเหมือนเครื่องยนต์ที่จูนมาอย่างดี ใช้พลังงานทุกหยดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่มีเขม่ากระตุก แต่การอ่านหลังกิน เหมือนเครื่องยนต์ที่จูนมาจนกินน้ำมันมากเกินไป แม้จะดูมีพลังอัดของกระบอกสูบเยอะ แต่ผลลัพธ์ไม่เสถียร ไม่นิ่ง คุมยาก
    • ตอนอดอาหารเช้าเหมือนเราจะคุยรู้เรื่องกว่าตอนกินอาหารเช้าแฮะ(แม้ว่าจะออกกำลังกายร่วมด้วยนะ)
    • ทำสมาธิตอนเช้าได้ดีมาก จับกับลมหายใจ มีสติกับจิตที่แอบไปคิดได้เรื่อยๆ
  • 30

    • Early vs Late time restricted eating

    • วันนี้ Fasting นั่งสมาธิได้ดีพอสมควร และอ่านหนังสือได้ดีมาก เหมือน Zen mode(Fasting) จะคุมตัวเองได้ดีกว่า God mode(Eating + exercising) และ มีข้อดีอีกอย่างคือ ทำซ้ำได้ง่าย ได้มาตรฐานที่ดีเหมือนกันทุกวัน แต่ก็มีจุดด้อยกว่าเล็กน้อย ในกรณีที่ต้องใช้พลังการประมวลผลสูงๆ ที่ God mode จะทำได้ดีกว่า เช่น เนื้อหาซับซ้อน หรือ เคสหัตถการที่ไม่เคยเจอมาก่อน(ต้องใช้สมองคิดหาทางแก้แบบที่ไม่เคยเจอ) เป็นต้น
  • 31

    • วันนี้รู้สึกตื่นมาเพลียๆ อาจจะยกเลิกการกินมื้อเย็นดีไหมนะ? แต่ถ้าเรากินมื้อเช้า เราอาจทำงานแบบที่ไม่มี zen mode ช่วย แล้วก็ไม่ได้ออกกำลังกาย zone 4 ด้วย(ไม่มี God mode)
      • แต่วันนี้ zen mode ก็ยังทำงานได้ดี เพียงแต่อาจลดสัดส่วนของ carb ลง ในมื้อเย็น จากเดิม 160g เหลือ 100g ดีไหมนะ แล้วเพิ่มพวก fat แทน?
        • เหมือนกับว่า ถ้าเราไม่ได้ออกกำลังกายในช่วงนี้ การลดคาร์บนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องเติม Fat หรอก
    • รู้สึกเหมือนว่าทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุ โครงสร้างชีวิตเรามักจะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
    • Zen mode สามารถสยบปีศาจในตัว ลดอีโก้ และยังทำงานได้เฉียบคมแต่นุ่มนวล ซึ่งดีกว่า God mode ที่สามารถพลิกกลับให้ปีศาจในตัวขึ้นมามีอำนาจได้ทุกเมื่อ
      • ในการปะทะระหว่าง God กับปรมาจารย์ Zen - God อาจจะชนะในตอนแรก เพราะกำลังเยอะกว่า แต่ Zen จะชนะในที่สุด เพราะ God ตกหลุมพรางอีโก้และพลังของตนเองจนกลายเป็นปีศาจ
      • อีกนัยหนึ่งคือ God อาจไม่ใช่ตัวตนไม่ดี หรือกลายเป็นปีศาจได้ แต่อาจถูกกลอุบายของปีศาจรุมทำลายได้ เพราะยังมีอัตตา(แม้จะมีพลังมหาศาล) แต่ Zen ไม่มีอัตตา ตัวตน จึงถูกสิ่งแวดล้อมทำลายไม่ได้
      • God ต้องประพฤติอย่าง Zen
  • 2

    • เหมือน zen mode(Fasting - ketosis) ก็ยังไม่ได้สามารถทำการประมวลผลคู่ขนาน(ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน), ความเร็วการตอบสนอง ได้ดีเท่า God mode(Zone4 exercise + feeding) หมายความว่า การออกกำลังกายก็ยังจำเป็นอย่างขาดไม่ได้ - หัตถการที่ต้องใช้ทักษะซับซ้อน หรือการคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ, breakthrough อย่างไรก็ต้องใช้ God mode
    • เหมือนกับว่า ช่วงหลังๆ fine motor movement(ultrafine handskill) เราจะเริ่มทื่อลง เป็นเพราะ เราไม่ได้วิ่ง หรือ เพราะ เราลด carb จาก 160 g เหลือ 100g กันนะ คงต้องทดลองดู
      • สมมติฐานแรก คือ การที่เราลด Carb ลง เพราะ handskill เราเริ่ม drop ลงจากช่วงนั้น
        • คำถามคือ carb 100g เพียงพอสำหรับเก็บเป็น ไกลโคเจนในตับ เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง ในช่วงที่เราไม่ได้ออกกำลังกายใดๆไหม
      • อีกสมมติฐานคือ เราไม่ได้วิ่ง ซึ่งมันก็น่าจะค่อยๆ drop ลง จนเริ่มมีผลกับการทำงานในช่วงที่ลด carb พอดี
  • 3

    • สรุปว่าเมื่อวานกิน carb 160g(mixed beans) แม้ว่า HRV ตอนนอนจะตกเหลือ 50ms แต่วันนี้กลับมาทำงานได้ดีมากอีกแล้ว very ultrafine handskill
  • 5

    • หลังจากที่เปลี่ยนมากินตอนเย็นและ fasting ตอนเช้า(จากเมื่อก่อนที่ กินตอนเช้าและ fasting ตอนเย็น)
      • แปลกว่าทำไมการดูการ์ตูนหลัง fasting (ดูในตอนกินอาหาร) เหมือนจะทำให้เราติดได้มากกว่าการดูการตูนตอนอดอาหารนะ(รู้สึกเหมือนเนื้อเรื่องและภาพในการ์ตูนจะวนในสมองเราได้เข้มข้นและชัดเจนสมจริงกว่าช่วงที่ดูตอนอด) เพราะการกระตุ้นการสร้าง nerve fiber เพิ่มจะเกิดได้ดีตอนมีอาหาร มากกว่าตอนอดไหมนะ(แต่การอดเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นให้กระบวนการเกิดได้เข้มข้นขึ้น) หมายความว่าถ้าทำอะไรในตอนมีอาหารจะพัฒนาได้มากกว่า?
      • แต่ถาม AI แล้วเหมือนจะไม่เชิงว่าสิ่งที่ทำตอนกินอาหารจะพัฒนาได้ดีกว่า หลักการเหมืิอนว่า จะต้องมีการฝืนใช้สมอง เกิด stress ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อน สมองจะเกิดการ mark แขนงประสาทที่ใช้งานเยอะตรงนั้นเอาไว้ และพอมีสารอาหารเข้ามา ก็จะเกิดการพัฒนาในจุดนั้น เพียงแต่การดูสิ่งบันเทิงตอนกินอาหาร มันจะไปทับกับวงจร dopamine reward system แบบ x2 และ hijack การพัฒนาบางส่วนไป แต่ถ้ากลับมาอ่านหนังสือตอนกินอาหารได้ สมองก็จะกลับมาหายเสพติด ทำงานได้ดีกว่าเก่าแบบ x2
    • วันนี้กลับมาวิ่งแล้ว วิ่ง zone4 6min ตอนเย็น หลังกินไข่ 10 ฟองในมื้อแรก
      • หลังวิ่งพอเข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมหลังวิ่งเราชอบมองคนเป็นศัตรู เพราะ ตอนวิ่งถึง zone4-5 แล้วมีคนเดินดุ่ยๆ เหมือนเป็นสิ่งกีดขวาง ในใจจะรู้สึกเหมือนว่าอยากให้ไปให้พ้นๆ เพราะ ระบบร่างกายทุกอย่างแทบจะประคองไม่ไหวแล้ว เป็นเหตุให้หงุดหงิดคนง่าย - แต่จริงๆสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคขณะออกกำลังกาย จะเป็นช่วงเวลาฝึกสมองที่ดีที่สุดเลยนะ
      • หลังวิ่งนั่งสมาธิได้ดี(อาศัย parasympathetic phase หลังการวิ่ง zone4) อยู่กับลมหายใจได้เรื่อยๆ
      • หลังวิ่ง รู้สึกพลังกลับมาล้นเหลือ คนเดียวเหมือนเป็นหลายคน เขียนบล๊อกมากขึ้น มีความคิดความเห็นมากขึ้น ไม่ชอบจมกับอารมณ์นานๆ มีพลังทำเรื่องจุกจิกในชีวิตได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง(ช่วงที่ไม่ได้ออกกำลังกาย จะใช้ชีวิตแบบเนิบๆ ทำอะไรไม่ซับซ้อน ทำเป็นอย่างๆ ลงรายละเอียดในเรื่องที่แม้จะสำคัญไม่ได้ทุกเรื่อง)
  • 7

    • เหมือนออกกำลังกายทำให้ BMR สูงขึ้น ช่วง Metabolic gap มาเร็วขึ้น ตั้งแต่ชม.ที่ 13-16 ก็เจอความรู้สึกหมดแรงแล้ว และมือสั่น
    • เหมือนหลังจากที่วิ่ง ทำให้ ร่างกายเอาคาร์บที่กิน ไปสะสมเป็นไกลโคเจนที่ขา ทำให้มือไม่ค่อยมีแรง ไม่สามารถไล่น้ำหนักได้ดี มือสั่นๆ - อาจต้องออกกำลังกายแขนร่วมด้วยเสมอ(ดึงข้อก่อนไปวิ่ง) เพื่อให้ร่างกายยังคงจัดสรรพลังงานมาที่แขนด้วย
    • เหมือนพอออกกำลังกาย สามารถขับรถมอเตอร์ไซค์แบบมีเกียร์ได้ดีขึ้นมาก สามารถสลับการโฟกัสระหว่าง มือ เท้า สายตา วางแผนการขับ ได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว ควบคุมได้ดั่งใจนึก
    • แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้มีอาการเหมือน anxiety อ่อนๆ(ตื่นตัวเกินเหตุ) คิดว่าน่าจะเป็นผลของ catecholamine มากเกินไป จากการออกกำลังกายแล้วกินอาหารไม่พอ ซึ่งพอกินอาหารตอนเย็นแล้วอาการนี้ก็หาย กลับมาเป็นปกติ
    • เราเริ่มมาอ่านหนังสือได้มากขึ้นในช่วงเย็น เริ่มจำกัดวงการดูการ์ตูนได้ดีขึ้น
  • 8

    • วันนี้เราทำงานได้ดีขึ้นอีก เคสยาก(ขูดหินปูนหนักๆ ใต้เหงือก)ที่เคยใช้เวลานาน จากเดิมที่เคยใช้เวลา 1 ชม. ตอนนี้ทำได้เหลือแค่ 30 นาที และคุมน้ำหนักมือได้เบากว่าเดิมด้วย(พัฒนาแบบก้าวกระโดดกว่าตอน กินเช้า ออกกำลังเช้า อดเย็น)
      • -> Double shot BDNF และ ทฤษฎี ACM(ที่ว่า ถ้าฝึกทักษะใดตอน BDNF หลั่ง จะพัฒนาได้ดีกว่า) ได้ผลจริง
  • 9

    • เหมือนวันนี้อาการสมาธิสั้นจะกลับมาอีกแล้วในตอนบ่ายใกล้เลิกงาน ถึงขนาดขับรถแล้วเกียร์สะดุดเครื่องดับและรถล้ม ตอนกำลังออกตัว จะเดินทางกลับ
  • 10

    • ปัญหาตอนนี้ที่เจอ คือ เหมือนจิตใจไม่ได้พักผ่อน เหมือนอาการสมาธิสั้นกลับมาแล้ว นั่งสมาธิได้แค่ 10 นาที จากเมื่อก่อน 15 นาที เหมือนจะเป็นในช่วงที่ออกกำลังกาย 6min zone4 ติดกัน 2 วันแฮะ ถ้า Fasting อย่างเดียวไม่ได้ออกกำลังกายจะไม่เป็น แต่หลักๆคิดว่าพลังงานที่กินไม่พอมากกว่า
      • เบื้องต้น อาจทดลองงดออกกำลังกายหนัก หรือลดลงเหลือวันเว้นวันไปก่อน
    • คำนวณ calories อาหาร
      • ไข่ 10 ฟอง เบอร์ 0 ฟองละ 70g
        • ไข่ 100 g ได้ 140kcal, 12g protein, 10g fat
        • ไข่ 700 g ได้ 980kcal, 84g protein, 70g fat
      • ธัญพืช 160g ได้พลังงาน 640kcal
      • ไขมันเสริม EVOO 2tbsp(30cc) ได้พลังงาน 270 kcal
      • พลังงานก็น่าจะพอ แต่ทำไมเรารู้สึกไม่มีแรงตอนบ่าย(อดชมที่ 18 ขึ้นไป) ถ้าวันไหนไม่กินมื้อเสริมนะ(เช่น คอหมูย่าง หรือ mixed nut 100g)
  • 11

    • หรือว่าจริงๆ ตอนอด เราไม่ได้อ่านหนังสือไม่ได้ เพียงแต่สมองเราพยายามทำความเข้าใจทุกอย่าง ทุกรายละเอียด ไม่ปล่อยผ่านแบบสักว่าอ่านเหมือนตอนกิน ทำให้บางเนื้อหาที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ เราจะอ่านได้ช้ามากในช่วงอด แต่ความเข้าใจในรายละเอียดก็ลึกซึ้งกว่ามากเช่นกัน
      • อีกสมมติฐานหนึ่ง ก็คือ ต้องให้ร่างกายปรับตัวกับการอดอีกสักพัก จนกว่าจะใช้พลังงานจากไขมันได้เก่งขึ้น เพราะ ช่วงที่มีอุบัติเหตุ เรางดการอดช่วงหนึ่ง จนร่างกายขี้เกียจ
    • เหมือนเราจะเจอสาเหตุที่ช่วงที่ผ่านมาเราเกิดอุบัติเหตุหนักทางรถมอเตอร์ไซค์แล้ว เพราะ ว่าเราเริ่มหละหลวมในการทำสมาธิ คือแทนที่จะ ออกกำลังกายตอนอดแล้วนั่งสมาธิต่อ เรากลับกินอาหารก่อนออกกำลังกายแล้วค่อยนั่งสมาธิ ซึ่งความต่างคือ ออกกำลังกายตอนอด จะได้ BDNF 2 เด้ง(ทั้งการอด และออกกำลังกาย) เมื่อมานั่งสมาธิต่อ ในขณะที่ BDNF ที่มีอยู่มากมายในสมอง ทำให้นั่งสมาธิได้แนบแน่น ฝึกสมาธิได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ากินก่อนออกกำลังกาย จะได้ BDNF ลดลงครึ่งหนึ่ง และเมื่อมานั่งสมาธิต่อ อาหารในท้องจะเป็นภาระ ทำให้ไม่จดจ่อกับสมาธิ ส่งผลให้สมาธิค่อยๆแย่ลงๆโดยที่เราไม่รู้ตัว อาการสมาธิสั่นกำเริบ จนเกิดอุบัติเหตุมาเรื่อยๆ ทั้งใหญ่-เล็ก แทบจะวันเว้นวัน(เดี๋ยวก็เดินแกว่งเท้าไปโดนบาด ทั้งๆที่ไม่ควรจะเกิด เดี๋ยวก็เผลอเข้าเกียร์ผิด ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เดี๋ยวก็ลื่นไถล หกล้ม ทั้งๆที่ปกติจะระวัง)
  • 13

    • ปัญหาเดียวในตอนนี้คือเรื่องการนอน ที่จะถูกขัดจังหวะด้วยการตื่นกลางดึกมาปัสสาวะ จากการย่อยอาหารมื้อใหญ่
    • น่าจะมีวัน หรือ ช่วงเวลาปลอดเทคโนโลยี สักช่วงหนึ่งในทุกวัน หรือทุกสัปดาห์
  • 14

    • พอฝืนอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ ในตอนอด ก็อ่านหนังสือได้ดีขึ้นจริง การอดทำให้การอ่านพัฒนาได้ดีกว่าเดิมมาก ตอนนี้รู้สึกเหมือนอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไม่ได้ยากกว่าหนังสือไทยเท่าไหร่
  • 15

    • เราเริ่มรู้สึกว่าการมีปฏิสัมพันธ์จอมปลอมกับคนอื่น เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังงานสมาธิมากเกินไป เราอยู่นิ่งๆ อ่านหนังสือของเราไปจะดีกว่า เพราะ เอาจริงๆก็ไม่ได้มีใครอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเราขนาดนั้นอยู่แล้ว
      • หรือบางทีเราก็ไม่เข้าใจว่าคนรอบข้างคิดอย่างไรกับเรา เราแค่อ่านหนังสือ ไม่คุยเล่น ไม่ชอบเวลาว่าง ไม่ชอบฆ่าเวลาเหมือนคนทั่วๆไป แต่เหมือนเรากำลังถูกมองว่าแปลกแยก หรือมีโลกส่วนตัวสูง ทั้งๆที่เราเปิดเผยชัดแจ้งทุกอย่างแต่ไม่มีใครเข้าหาเราเอง แต่คิดมากไป คิดเท่าไหร่ก็ไม่ได้คำตอบ หรือแก้ปัญหาไม่ได้ จะเสียสมาธิที่ควรใช้สำหรับอ่านหนังสือไปเปล่าๆ
      • ความสัมพันธ์ต่างๆที่ดูมีเงื่อนงำ หรือ กำกวม เข้าใจยาก หรือ ซับซ้อน จริงๆมันอาจไม่ได้มีอะไรในนั้นเลยก็ได้ เป็นเพียงความกลวงโบ๋ ว่างเปล่า ไร้สาระแก่นสาร หรือปัญญาที่จะเชื่อมโยงเข้าหากัน
    • ช่วงนี้อ่านหนังสือได้แบบไหลลื่น เหมือนกลายเป็นทักษะใหม่ที่พอจะพึ่งพาได้เลย การฝึกตอนที่มี BDNF (อดอาหาร/ออกกำลังกาย) ได้ผลจริง
      • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ดีขึ้นด้วย
  • 16

    • ในเมื่อการฝึกทักษะระหว่างอดและออกกำลังกายทำให้เราพัฒนาทักษะใดๆที่ต้องการได้ดีขึ้นมาก ตอนนี้เราก็ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดที่มีสำหรับการอ่าน และลดทรัพยากรสำหรับสิ่งอื่นๆที่ไม่ effective เช่น ความสัมพันธ์กับผู้คนที่เปราะบาง คลุมเครือ ดูมีเงื่อนงำ เป็นต้น(รับเฉพาะความสัมพันธ์ที่ตรงไปตรงมา เปิดเผย ชัดแจ้ง เข้าใจง่าย)
      • ฝึกอ่านแบบไม่พักได้เลย ยิ่งฝืน ยิ่งอ่านได้ดีขึ้น ฝืนไปเลย เพราะ เราไม่รู้หรอกว่าขีดจำกัดของเราอยู่ที่ตรงไหน(ถ้ามี) ต้องลองฝืนให้เต็มที่ก่อน
  • 17

    • If you are always people pleasing, your dream may be crying.
      • บางทีเราไม่ต้องเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์บางอย่างก็ได้ ถ้ามันไม่จำเป็น ไม่กระทบต่อการทำงาน หรือชีวิต?
    • เทรดแค่ทำเป็นกิจกรรมเสริมในชีวิตไปเรื่อยๆ
    • อ่านข่าวสลับกับพระไตรปิฎกวันเว้นวัน
    • อ่านหนังสือทั่วไปชม.สุดท้ายก่อนนอน เป็นสิ่งที่ทำได้ จัดเป็นการพักผ่อน และได้ความรู้เสริม
  • 19

    • เหมือนกินดึก จะมีปัญหาหนึ่งคือ ผิวหน้าเริ่มหยาบขึ้นเรื่อยๆ อาการ Seborrheic dermatitis เริ่มลุกลามแบบคุมไม่อยู่
      • เป็นเพราะหน้ามัน หรือเพราะการอักเสบจากการกินดึกนะ
        • ถ้าหน้ามัน เพิ่มการล้างหน้าเป็นเช้าเย็น น่าจะดีขึ้น(จากตอนแรกที่ล้างแค่ตอนเย็น) แต่ถ้าเป็นการอักเสบ ก็คงไม่หาย จนกว่าจะเลิกกินหลังพระอาทิตย์ตก
    • เราอาจจะต้องกลับไปกินให้เร็วขึ้น อย่างน้อยคือกินมื้อแรก ก่อนไปวิ่งออกกำลังกายตอนเย็น(pre-workout feeding) เพื่อให้หลังออกกำลังกายกินมื้อสองจะย่อยได้เร็วกว่าการยัดรวมทั้งสองมื้อหลังออกกำลังกาย
      • ซึ่งการยัดทีเดียวสองมื้อ บางทีตื่นมาตอนเช้ายังแน่นท้องเหมือนยังย่อยไม่เสร็จอยู่เลย แม้จะไม่มีการตื่นมาปัสสาวะกลางดึกเหมือนการแบ่งกินสองมื้อ(ซึ่งก็อาจเป็นสัญญาณว่าการย่อยทำได้ช้ากว่ามาก เกิด delayed gastric emptying)
      • เรื่องการทำสมาธิ อาจเปลี่ยนไปทำก่อนการกินมื้อแรก หรือ ไปทำก่อนนอนเลย
        • ถ้าทำก่อนการกินมื้อแรก อาจทำให้เวลากิน ยังคงดึกขึ้นไปอีก(อย่างน้อยๆ 15 นาที) แต่จะได้ประโยชน์ในช่วงท้ายของการอดที่ BDNF ยังสูง พัฒนาสมาธิได้ดี แต่อาจไม่ต้องกังวล เพราะ ถ้าแบ่งสองมื้อ อย่างไรก็น่าจะยังย่อยอาหารได้เร็ว
    • เริ่มกลับมาติด youtube ทำให้อ่านหนังสือได้น้อยลง
  • 20

    • วันนี้กลับมาหน้าใสแล้ว หลังจากเมื่อคืนไม่ได้กินมื้อดึก เพราะอดข้ามวัน
    • อดรอบนี้รู้สึกหมดแรงมาก แรงเหมือนถูกสูบออกไปหมด แม้ว่าเราจะน้ำหนัก 50.5 kg แต่เหมือนมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น เพราะออกกำลังแขนเอาไว้พอสมควร และก่อนหน้านี้วิ่ง 4x4 ทำให้ burn calories เร็วกว่าปกติ? หรืออาจเป็นเพราะ zone2 ที่วิ่งในวันอด ที่ผลาญพลังงานสำรองไปเยอะ หรือทั้งสองอย่าง
    • เราจะเปลี่ยนมาบันทึก log ตอนเช้าดีไหมนะ เพราะ ถ้าบันทึกตอนดึก มันเลยเวลานอนไป 30 นาที และง่วงจนไม่ได้บันทึกรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม ได้แค่ตัวเลขหลักๆ
    • วันนี้ลอง pre-workout feeding แล้ว พบว่าหลังวิ่งกลับทำสมาธิได้ดีกว่าเดิม รู้สึกพอดีๆ จิตรวมและอยู่กับลมหายใจได้ ต่างจากการนั่งสมาธิหลัง fasted workout ที่ค่อนข้างกระวนกระวาย(ร่างกายต้องการอาหารจึงไม่สงบ adrenaline มากไป) หรือไม่ก็ซึมทื่อๆเบลอๆ(เกิด cortisol แทน)
  • 21

    • ตอนเช้านั่งสมาธิหลังอาบน้ำ เป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนออกไปทำงานจะดีที่สุด
    • ตอนเย็นนั่งสมาธิหลังออกกำลังกาย(กินอาหารก่อนออกกำลังกายด้วย) จะดีที่สุด
    • การบันทึก log ตอนเช้า(หลังตื่นนอน) ดูเหมือนจะได้รายละเอียดเยอะกว่านะ เพราะ อย่างน้อยๆก็ไม่ง่วง
    • ลองนั่งสมาธิหลังอด(ก่อนจะกิน) ก็ยังนั่งได้ไม่ดีเท่าไหร่ ยังคงพยายามอยากให้สงบเร็วๆ เพราะเวลามีไม่มาก ค่อนข้างกระชั้นชิดกับกิจกรรมอื่นๆเกินไป น่าจะนั่งหลังออกกำลังน่าจะดีกว่า
    • ลองนั่งสมาธิหลังออกกำลัง(กินอาหารแล้ว) ทำได้ดีกว่าการนั่งสมาธิหลังอด น่าจะเพราะ parasympathetic tone หลังออกกำลังกาย ทำให้จดจ่อและสงบได้ดี
    • บางทีเรื่องของการทำตามตารางเวลา มันอาจไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของความเก่งในการควบคุมตัวเองอย่างใดเลย แต่เป็นเรื่องของ reward/micro reward ที่ทำให้เกิดแรงผลักดันในการอยากทำในสิ่งต่างๆมากกว่า เช่น แค่ได้บันทึก process ก็รู้สึกขึ้นมานิดๆว่าอยากทำต่อแล้ว เป็นต้น แต่ถ้าทำไปเรื่อย โดยที่ไม่มี reward อะไร ก็จะค่อยๆจืดจางลงๆ

Opinions on fact logs ที่สะสมมาเรื่อยๆจากแต่ละเดือน

🏛️ Monthly Synthesis (สรุปท้ายเดือน - เขียนเมื่อตกผลึกแล้ว)


  • 6min zone 4-5 wild ได้ผลจริง เราสามารถทำงานได้ดีขึ้นมาก Handskill ระดับ ultrafine ในทุกวัน,​สามารถคิดได้อย่างไหลลื่น โดยไม่มี noise มหาศาลมาขวาง ได้ BDNF เพียงพอ โดยที่ไม่มีความล้า และ Cortisol
    ต่างจากการวิ่ง 4x4 ที่จะล้าและเกิด cortosol, HIIT zone4 90sx6 ที่จะดีด นั่งสมาธิไม่ลง, zone2 ที่จะนิ่งๆ แต่ไม่ได้ทำงานเร็วขึ้น, ไม่ได้ออกกำลังกาย ที่จะไม่มีอะไรดีขึ้น

    • ให้วิ่งอยู่ที่ ปลาย zone4(edge) เป็น sweetspot สูงสุดสำหรับทำให้เกิด Transient hypoxia โดยทีไม่เกิดความล้า หรือ CNS fatigue แบบใน zone5 ซึ่งจะกลายเป็น Drawback แทนในการพัฒนาสมอง
    • ในธรรมชาติ เราไม่ได้วิ่ง แบบจำกัดความเร็วตัวเองแค่ zone4 หรอก ส่วนใหญ่เวลาหนีสัตว์นักล่า ก็วิ่งแบบใส่สุดเท่าที่ทำได้ทั้งนั้น(zone4-5) แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 6 นาที
      เอาเป็นว่าจะ เปลี่ยน protocol เป็นทำอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้(zone4-5 ตามสภาพร่างกายในวันนั้น) โดยจำกัดเวลาไว้ 6 นาทีต่อวัน เท่านั้น = 6min zone4-5 wild
  • วันปกติ Fasting > 20 hr ช่วยให้ค่า HRV ตอนนอนสูงขึ้น และ ไม่ถูกความคิดแง่ลบครอบงำ

    • คำนวณจากสถิติในเดือนที่ผ่านๆมา Fasting >=20hr(ส่วนใหญ่ IF 22/2) ได้ Avg.hrv 56.09ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 47.12ms
    • นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองใส อารมณ์ดี ไม่ถูกปีศาจในตัวครอบงำ ถ้าช่วงไหนอดน้อยกว่า 20 ชม. (เช่น IF 12/12, IF 16/8) จะเกิดความคิดไม่ดีต่อคนอื่นได้ง่ายมาก
      • AI บอกว่า เป็นภาวะ Hyperarousal ที่พบได้ง่าย ใน ADHA trait คือ ซึ่งการอด >20 ชม. จะช่วยเพิ่ม GABA และ การป้องกันการอักเสบต่างๆในสมอง ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายสงบได้ดี ไม่ถูกปีศาจครอบงำ นอกจากนี้ การกินตลอด 12 ชม. จะกระตุ้นการอักเสบจากอนุมูลอิสระเรื่อยๆ จากการเผาผลาญ(Postprandial Inflammation)
  • Prolonged fasting + 6min zone4 = Perfect combination

    • ในการอดอาหารยาว(Prolonged fasting 36-45 hr) กินก่อนอด ดีกว่าอดก่อนกิน

      ลำดับระหว่างการกินก่อน หรืออดก่อน มีผลอย่างมาก

      • การกินให้มากพอก่อนอด ทำให้มีคลังพลังงานสำรองสำหรับร่างกายนำไปใช้ตอนอด โดยที่ไม่เกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงานสำรอง เกิด deep ketosis และ autophagy ได้อย่างราบรื่น และได้ค่า HRV ที่พุ่งสูง
      • แต่ถ้าอดก่อนแล้วค่อยกิน โดยหากในวันที่อด คลังพลังงานสำรองไม่มากพอ(น้ำหนักตัวไม่ถึง) ร่างกายจะมองว่าเกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงาน(Starvation) เกิดการหลั่ง cortisol สูงลอย,​ สลายกล้ามเนื้อเป็นพลังงาน, HRV ตก และไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากการอด รวมถึงเกิดความเสื่อมถอยแทน
    • **ถือศีล 8(งดสิ่งบันเทิง) ร่วมกับอดข้ามวัน 45hr สัปดาห์ละครั้ง

      • การถือศีล 8 งดสิ่งบันเทิงกระตุ้นอารมณ์ สัปดาห์ละ 1 วัน เป็นการทำ dopamine fasting เพื่อเพิ่ม dopamine baseline ซึ่งทำสัปดาห์ละครั้ง ก็เพียงพอที่จะช่วยให้กลับมานั่งสมาธิดีขึ้นได้(แม้จะดูการ์ตูนทุกวันที่เหลือ)
      • การอดข้ามวัน(Prolonged fasting) เป็นการ Deep recovery ทำให้สมองแจ่มใส สุขภาพจิดดี ความจำดี เคลียร์ขยะ ​Beta-Amyloid(ขยะจากการสร้างและใช้งาน) ในสมอง ทำให้สามารถกลับมาใช้ศักยภาพสมอง ที่สร้างขึ้นจากการออกกำลังกายในสัปดาห์ได้อย่างเต็มที่(prime stage) ตื่นมาอีกวันเหมือนได้ของขวัญ คือสมองใหม่ ที่แจ่มใสกว่าเดิม
        • ระบบประสาท จะสร้าง(growth) ด้วยการออกกำลังกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการบำรุงรักษาและทำความสะอาดที่ดีด้วย(deep recovery) ด้วยการ Prolonged fasting > 24hr อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เราจะเก่งขึ้นได้ ต้องมีการสลับกันระหว่าง การสร้าง(กิน+ออกกำลังกาย) และ เก็บกวาดซ่อมแซม(นอนหลับที่ดี + อดอาหาร ให้เกิด autophagy) อย่างสมดุล
    • วิ่ง 6min zone4 ในวัน Prolonged Fasting คือ perfect combination ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า วิ่ง 1hr zone2 ในวันอดมากๆ เพราะ


      • 6min zone4(100kcal) ผลาญ calories น้อยกว่า 1hr zone2(500kcal) ไม่ทำให้ร่างกายตกใจว่าเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารในวัน Prolonged fasting (หลังวิ่ง zone2 จะรู้สึกอ่อนเพลียตลอดวัน แต่ zone4 กระฉับกระเฉงกว่าเดิม)
      • กระตุ้น ketosis ได้ดีกว่า เพราะ การวิ่ง zone4 สลาย Glycogen โดยตรง ไม่ใช่ zone2 ที่เน้นสลายไขมัน แต่เก็บ Glycogen ไว้ ทำให้ Energy gap สั้นลงมากและเข้า Ketosis เข้มข้นได้เลย
      • ผลคือ วันนี้ยังมีแรงและสมาธิเหลือสำหรับทำงาน และอ่านหนังสือแบบเทพๆ วันนี้ทำงานได้ดีมากๆ คิดอะไรได้เร็ว พิมพ์เร็ว
  • งดอาหารที่ปรุงรสมากๆ เพราะจะทำให้เสียขบวนสมาธิทั้งวัน

    • อาหารที่ปรุงรสจัดๆ โดยเฉพาะหวานจัด เพราะ จะกระตุ้นความรู้สึก(กระตุ้น dopamine) และดึงดูดสมาธิจากหนังสือ ทำให้โฟกัสแย่ลง พอโฟกัสแย่ลง คิดอะไรไม่ออก ก็จะหนีไปดูการ์ตูน หาสิ่งบันเทิงเบาสมองทำ(กระตุ้น dopamine เพิ่มไปอีก) และแม้จะกินเสร็จแล้ว หลุดดูสิ่งบันเทิงแล้ว แต่ dopamine baseline พังไปแล้ว จะกลับมาอ่านหนังสือต่อ ก็โฟกัสได้ยากในช่วงเวลาที่เหลือของวัน
      • กินอาหารปรุงรสมากๆ -> สมาธิถูกดึงไปอยู่ที่รสชาติ -> อ่านหนังสือไปด้วยไม่ได้ -> หนีไปดูสิ่งบันเทิงเบาสมอง -> สมาธิในวันนั้นพัง
    • เหมือนกับว่า กินอาหารปรุง จะส่งผลต่อสมาธิมากกว่าดูสิ่งบันเทิงอีกแฮะ เพราะว่า สิ่งบันเทิงยังส่งผลแค่เรื่องสมอง แต่อาหารปรุงนี่ คือส่งผลทั้งทางกายและสมองเลย
      • ผลต่อร่างกาย ได้รับสารอักเสบจากน้ำมันพืช และอาหารอาจย่อยยาก
      • ผลต่อสมอง ถ้าเป็นอาหารย่อยง่ายเช่นคาร์บเชิงเดี่ยว ก็ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสมาธิเสียอีก และ ถ้าเผลอกินมากไปยิ่งแน่นท้องคิดอะไรไม่ออก(จนเป็นข้ออ้างให้ไปดูสิ่งบันเทิง) และกลายเป็นวงจรลูกโซ่(dead chain) แห่งการทำลาย will power และ focus
      • ถ้าเป็นสิ่งบันเทิง ก็จะมีผลกับสมองอย่างเดียว
    • ชีวิตคงต้องเลือก ว่าอยากได้รสอร่อยชั่วคราว แต่ชีวิตเสียโอกาสอันมีค่า(สมาธิและเวลาในการอ่านหนังสือ) หรือ กินแต่อาหารรส(ธัญพืช+ไข่ต้ม+เกลือ 1/2tsp a day)ไม่จัดดีต่อสุขภาพ แล้วอ่านหนังสือได้ดี
    • งดอาหารปรุงรส จะมีรู้สึกงอแงในช่วงแรก(ยังเผลอไปกินบ้างเป็นเรื่องปกติ) แต่พอชินแล้ว ก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร ตราบใดที่ยังได้รับสารอาหารคุณภาพครบถ้วน
อาหารในปัจจุบัน

Loading content...

  • สมมติฐานปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านหนังสือ(Reading Focus continuity)

    1. CNS fatigue - ออกกำลังกายหนัก เช่น 4x4, 6min zone4 ติดกันเกิน 3 วัน เป็นต้น โดยไม่พัก zone2 อย่างเพียงพอ จนสารสื่อประสาทพร่อง เกิดอาการเนือยตื้อ โฟกัสไม่ได้
    2. Catecolamine - ในวันวิ่ง zone2 จะไม่มีการหลั่ง Catecolamine เช่น Adrenaline, Dopamine เป็นต้น จึงทำให้โฟกัสกับหนังสือได้ยาก แต่การมีวันพักใน zone2 ก็ยังจำเป็น โดยจะต้องหากิจกรรมทดแทนที่ช่วยเพิ่ม Catecolamine
    3. Dopamine baseline - ถ้าจัดกิจกรรมบันเทิงมาทำก่อนในช่วงต้นของวัน สมาธิการอ่านจะพังง่ายมาก หรือ กระทั่งเวลาที่ไอเดียพลุ่งพล่านก็ไม่สามารถมีสมาธิอ่านหนังสือเหมือนกัน(จัดตารางให้เวลาหลัก80% ของวันโฟกัสเพียงอย่างเดียว ที่เหลือค่อยทำเรื่องจุกจิก จะช่วยได้)
    4. Warm up กล้ามเนื้อตา ด้วย pencil push up 20 ครั้งก่อนการทำกิจกรรมที่ใช้สายตา ไม่ต่างจากนักกีฬา ที่ต้องวอร์มกล้ามเนื้อและระบบประสาทส่วนที่ต้องใช้ ก่อนลงแข่ง
  • ปัจจัยที่อาจมีผลต่อ HRV

    ปัจจัยเชิงบวก
    • Fasting > 20 hr ส่วนใหญ่ HRV เฉลี่ยจะสูงกว่า(ดูตารางเก่าๆ) คือ Fasting >=20hr ได้ Avg.hrv 56.68ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 48.06ms
    • ออกกำลังกายแบบพอดีๆ ส่วนใหญ่วันที่วิ่ง zone2 มักจะทำให้ HRV ตอนนอนสูงขึ้น
      ซึ่งวันที่ออกกำลังกายหนัก ต้องมีวันพักวิ่ง zone2 คั่นเสมอ คือ วิ่ง 4x4 1 วัน เว้น zone2 1 วัน, วิ่ง 6min zone4-5 2 วัน เว้น zone2 1 วัน
    • ก่อนนอนฟังเพลงของ Drew Holcomb เป็นเพลงทำนอง Americana ทำนองอบอุ่น ความหมายดีเกี่ยวกับชีวิต
    • ความไม่เครียด ไม่กังวล - ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลย้อนกลับจาก ฟังเพลงก่อนนอนของ Drew, Fasting >20hr, การออกกำลังกายที่พอดีๆ
    ปัจจัยที่ไม่ได้มีผลเท่าไหร่
    • อุณหภูมิ - ช่วงเดือนพ.ค. ลองเปิดแอร์นอน แม้จะพยายามเปิด 24-25c ค่า HRV ก็ไม่ได้เพิ่ม แถมยังอาจมีบางวันลงกว่าเดิมอีก(รู้สึกความเย็นกัดกิน แทนที่จะหลับสบาย) แต่บางช่วงเปิดแอร์ 26-28c ค่า HRV เฉลี่ยยังดูสูงกว่าอีก (แต่ข้อมูลที่เก็บยังไม่มากพอนะ)
    • เวลาการกิน?? - กินดึกก่อนนอน ก็ยัง HRV สูงขึ้นในหลายๆวัน ถ้ามีชั่วโมงการอดมากกว่า 18 ชม(IF 18/6) แต่เนื่องจาก บางทีออกกำลังกายตอนเช้า แล้วไม่ได้กิน สมองจะเบลอ คิดอะไรซับซ้อนไม่ได้ตอนทำงาน จึงหยุดการทดลองไป
    • เวลานอน - นอนดึกกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้ HRV ต่ำลง