ออกกำลังกายกระตุ้นสมอง ให้ไม่ฝ่อลีบ(atrophy)
2026-03-03 ใน 03 biohacking-
มีทฤษฎีอยู่ว่า การออกกำลังกายกับสมอง ในธรรมชาติอาจมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของ
การขยับตัวเพื่อออกล่าหรือหาอาหาร(ออกกำลังกาย) - > เกิดกระบวนการหลั่ง neurotropin - > กระตุ้นสมอง ให้พัฒนาทักษะ ความจำ(เพื่อให้พร้อมสำหรับการล่า หรือ จดจำทิศทางและแหล่งอาหาร)- หรือ อีกนัยหนึ่งคือ
ออกกำลังกาย -> ร่างกายเข้าใจว่ายังต้องมีการล่าอยู่ -> สมองยังจำเป็นต้องใช้ -> กระตุ้นการสร้าง neurotropin -> ผลคือ สมองยังดีอยู่ ไม่ฝ่อลีบ(Atrophy), มีการพัฒนาทักษะในช่วงที่ออกกำลังกาย
ซึ่งในยุคปัจจุบันที่มนุษย์ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย(Sedentary life style) ก็จะไม่มีการกระตุ้นสมอง ดังทฤษฎีข้างต้น ส่งผลให้เกิดการฝ่อลีบ(Atrophy)ของสมองตามอายุ เพราะ สุขภาพสมอง อาจถูกผูกติดไว้กับเงื่อนไขของการขยับตัว หากไม่ขยับ ธรรมชาติก็จะลดการทำงานของสมองลง เพื่อประหยัดพลังงานไม่ให้สูญเปล่า จนเกิดเป็นการฝ่อลีบของสมองขึ้น
- หรือ อีกนัยหนึ่งคือ
-
การออกกำลังกายช่วยในการกระตุ้นการสร้างแขนงหลอดเลือดใหม่(angiogenesis) เพื่อเลือดไปเลี้ยงสมอง(Cerebral perfusion) ซึ่งส่งผลสำคัญในการ คงสภาพโครงสร้างสมองไม่ให้ฝ่อลีบ ป้องกันสมองเสื่อม
-
การออกกำลังกาย จัดว่าเป็น cognitive challenge ต่อสมองอย่างหนึ่ง เพราะ การเคลื่อนไหวเร็วขึ้น, วางแผนหลบสิ่งกีดขวาง ฯลฯ ต้องอาศัยการทำงานของสมองอย่างมาก(motor control, sensory & attention system, decision & planning, spatial memory & navigation) และการออกกำลังกายอย่างเดียว ก็ช่วยพัฒนาระบบประสาทได้อยู่แล้ว
แต่ในการทดลอง หนู(และมนุษย์)ที่มีการทำแบบฝึกสมอง ในขณะออกกำลังกายไปด้วย(เช่น วิ่งหาอาหารในเขาวงกต-หนู, กีฬาที่ต้องวิ่งไปคิดไป-มนุษย์) พบว่าช่วยให้เกิดการพัฒนาได้ดีกว่า, มี BDNF ในระบบประสาทมากกว่าการออกกำลังกายอย่างเดียว หรือที่เกิด BDNF น้อยที่สุดคือ การทำแบบฝึกสมองอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายเลย(sedentary life)
นอกจากนี้ระยะเวลาทิ้งห่างของการฝึกสมองหลังออกกำลังกายสั้นลงเท่าไหร่ เซลล์ประสาทใหม่ก็จะอยู่รอดได้มากขึ้นเท่านั้น(ทำกิจกรรมที่ใช้สมอง หลังออกกำลังกาย จะได้ผลดีมาก เช่น นั่งสมาธิ, อ่านหนังสือ, ฝึกเล่นดนตรี, เขียนโปรแกรม, เรียนภาษา ฯลฯ)ความสัมพันธ์นี้คล้ายกับ ความสัมพันธ์ระหว่าง การวิ่งออกหาอาหาร แล้วต่อด้วย การใช้สมองในการพัฒนาทักษะ การวางแผนและการล่า และจดจำตำแหน่งทิศทางแหล่งอาหารในบรรพบุรุษมนุษย์- การออกกำลังกาย อาจจัดว่าเป็น trigger สำหรับการหลั่ง neurotrophins ต่างๆ สำหรับการพัฒนาสมอง(เช่น ในหนูทดลอง จะมีการหลั่ง myokines คือ FNDC5, cathepsin B จากกล้ามเนื้อ ซึ่งกระตุ้นการเพิ่มของ BDNF ได้)
หากไม่การออกกำลังกายเลย ก็จะไม่มีการ trigger กระบวนการทางชีวเคมีเหล่านี้ และไม่เกิดการเปลี่ยนการพยายามฝึกสมอง(cognitive effort) ไปเป็นการพัฒนาในระดับโครงสร้างของสมองจริงๆ(brain benefit) - การออกกำลังกายโดยตัวมันเอง ก็จัดว่าเป็น cognitive challenge ซึ่งช่วยเพิ่มการอยู่รอดของเซลล์ประสาทใหม่อยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าเราฝึกอย่างอื่น ต่อเนื่องหลังออกกำลังกายด้วย ก็จะได้ผลมากขึ้นไปอีก
เพิ่มเติมจาก Gemini AIBDNF มีค่าครึ่งชีวิตสั้นมาก หากไม่ออกกำลังสมอง (Cognitive Task) ทันทีหลังออกกำลังกายภายใน 1-2 ชั่วโมง เซลล์ประสาทใหม่ที่สร้างขึ้นอาจฝ่อไปเอง (Apoptosis) โดยไม่ได้ถูกรวมเข้ากับวงจรประสาทจริง - การออกกำลังกายหนักปานกลาง(moderate intensity) ในหนู ทำให้เกิด BDNF มากที่สุด หากหนักกว่านี้กลับได้น้อยกว่า(Inoue et al.)
- แต่ในมนุษย์หลายๆงานวิจัยพบว่า??? การออกกำลังแบบความเข้มข้นสูง สั้นๆ สลับพัก หรือ High intensity interval training(HIIT) ทำให้ได้ BDNF มากที่สุด แต่ทั้งนี้หากออกกำลังกายหนักในสัดส่วนที่มากเกินไปจนล้า อาจทำให้ได้ผลตรงกันข้ามคือ เกิด cortisol และ BDNF ต่ำกว่าปกติแทน
- การออกกำลังกายความเข้มข้นปานกลาง(moderate exercise)ก็ได้ผลดีในการเพิ่ม BDNF เช่นกัน เช่น วิ่ง zone 3 นาน 40 นาที ส่วนการวิ่งหนัก(HIIT) แม้จะได้ BDNF มากกว่า และดูใช้เวลาสั้นกว่าเล็กน้อย แต่ทำไม่ได้ทุกวัน เพราะจะล้าและบาดเจ็บจนอาจเกิดผลตรงข้าม การวิ่งใน zone 3(aerobic zone) ที่บาดเจ็บน้อย ไม่ล้า ทำได้เรื่อยๆอย่างปลอดภัย อาจเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับสมอง
เพิ่มเติมจาก Gemini AIงานวิจัยให้ แนวคิดเรื่อง AUC (Area Under the Curve) จากงานวิจัยของ Schmolesky (2013): การออกกำลังกายหนักปานกลางแต่นาน (เช่น Mod40 - วิ่งต่อเนื่อง 40 นาที) อาจให้ "ปริมาณ BDNF รวม" ในสมองมากกว่าการวิ่งหนักสั้นๆ (Vig20) เพราะหน้าต่างเวลาที่สมองได้รับสารบำรุงนั้นยาวนานกว่า
- การออกกำลังกาย อาจจัดว่าเป็น trigger สำหรับการหลั่ง neurotrophins ต่างๆ สำหรับการพัฒนาสมอง(เช่น ในหนูทดลอง จะมีการหลั่ง myokines คือ FNDC5, cathepsin B จากกล้ามเนื้อ ซึ่งกระตุ้นการเพิ่มของ BDNF ได้)