บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

October Biohacking 2026: 6min zone4 flow with IF 21/3(eat late night), Reading continuity, no time tracking of block rotation

2026-10-04 ใน Moon Forge

ยังคงทำต่อจากเดือนก่อน คือ อดเช้าและกินมื้อเย็น ทุกอย่างยังคงดี มีสมาธิสามารถจดจ่อกับงานหัตถการ(God+Zen mode) พัฒนาการทำงานได้ดีแบบก้าวกระโดด

  • แต่ยังเหลือปัญหาเรื่องน้ำตาลในเลือดสูงลอยที่ 100mg/dl คิดว่าน่าจะเกิดจากการออกกำลัง zone4 บ่อยเกินไป ต้องมีวันพัก zone2 มากขึ้น ห้ามทำ zone4 ติดกัน(ทำวันเว้นวัน) เพราะอาจทำให้เกิดภาวะ overtraining แล้ว cortisol สูงลอย เพราะ ร่างกายต้องปั๊มน้ำตาลออกมา เพื่อให้สมองไว้ใช้ ส่วนกล้ามเนื้อจะเกิด Physiological insulin resistance ด้วยการรับน้ำตาลน้อยลงและเอา Free fatty acid ไปใช้แทน(สงวนน้ำตาลให้สมอง)
    • แต่ก็มีบางงานวิจัยว่าไม่ได้เกิด insulin resistance จาก excessive exercise เสมอไปนะ แต่โดยส่วนตัวเคยพักออกกำลังกาย 1 วัน แล้วพบว่าน้ำตาลกลับมาที่ 84mg/dl เลยคิดว่าอย่างน้อยๆลองลด zone4 ลงบ้างน่าจะดีขึ้น
    • ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง การกินดึกอาจไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพแต่อย่างใดนัก ภายใต้เงื่อนไขว่ามีเวลา fasting ที่นานพอ(~20 hr) และกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน 160g
  • อ่านแบบไม่จับเวลา แต่ใช้ความรู้สึกพึงพอใจ คือ ถ้าพึงพอใจ หรืออิ่มตัวรับต่อไม่ไหวแล้ว ก็เปลี่ยนไปคิวถัดไป ข้อดีคือ ได้ความ immersive reading มากกว่าการจับเวลาไปด้วย ข้อเสียคือ เปลี่ยนคิวเร็วหรือช้าไม่แน่นอนขึ้นกับความรู้สึก(แต่ก็อาจไม่ใช่ข้อเสียแต่อย่างใด)
    • การเรียนรู้อาจไม่ควรมีการจำกัดเวลาแน่นอน เพราะ รูปแบบการเรียนรู้แต่ละอย่างไม่เหมือนกัน
    • บางทีเนื้อหายาก เพิ่งจะเริ่มเข้าใจก็หมดเวลาแล้ว พอต้องตัดจบก็ทำให้ยังไม่ได้ตกตะกอนเป็นความเข้าใจระยะยาว แล้วต้องมาเริ่มใหม่รอบหน้า เสียเวลาวนไปวนมา เลยคิดว่าต้องใช้เกณฑ์ของความเข้าใจกับเนื้อหานี่แหละ เป็นตัวกำหนดระยะการอ่านแต่ละรอบ น่าจะดีกว่าการจับเวลาแบบไม่สนจังหวะของความเข้าใจใดๆ
    • บางทีอ่านแล้ว flow ก็อ่านต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องตัดจบใน 2hr
    • บางทีลืมจับเวลาในนาฬิกา แต่มีสมาธิดี แต่พอไม่ลืมจับเวลา ดันแอบหนีไปเล่นอย่างอื่น หรือบางทีจับเวลาแต่มีกิจกรรมอื่นแทรกแล้วลืมหยุดเวลาไว้

Introduction

  • เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้สักพัก จึงต้องหาวิธีที่ทำให้ตนเองมีสมาธิ โฟกัสได้ดี เพื่อทดแทน Catecholamine boost ที่หายไปจากการไม่ได้วิ่ง zone4
  • ลองเปลี่ยนมา Fasting(อดอาหาร) ตอนกลางวัน(ตอนทำงาน) และ กินอาหารในตอนเย็น-ดึก IF20/4 และนอนดึก-ตื่นสายขึ้น โดยหวังว่าจะใช้การ Fasting เพื่อให้มีการหลั่ง Catecholameine อ่อนๆ ช่วยให้โฟกัสได้ดี คุมกล้ามเนื้อมือได้ละเอียด และ ทำงานได้ราบรื่น

Method

  • อดตั้งแต่เช้า ยันเลิกงาน ระหว่างวันจิบน้ำเกลือ(1/2tsp in 1.5L of water)
  • กินมื้อเย็น 17-20.00น(IF 21/3) ในวันปกติ ส่วนวันหยุด อาจกิน 16-20.00น(IF 20/4)
    • อาจแบ่งเป็นสองมื้อ มื้อแรกและมื้อสอง
  • ออกกำลังกาย(6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4) หลังกินมื้อแรก พอออกกำลังเสร็จก็มานั่งสมาธิ และกินต่อมื้อที่สอง
  • เข้านอน 23-24.00 น เพื่อให้มีช่วงเวลาย่อยอาหาร 3-4ชมก่อนนอน และตื่น 7 โมง

Result

  • ไม่ได้ออกกำลังกายก่อนทำงาน แต่ใช้การอดในช่วงที่ทำงาน ก็ทำให้สามารถโฟกัสกับงานได้ดี(high focus) ตื่นตัว คุมกล้ามเนื้อมือขณะทำหัตถการได้ละเอียด อารมณ์นิ่ง แม้งานจะเครียดหรือกดดันก็ยังสงบได้(calm alertness) จะเรียกว่า zen mode ก็ได้

    • ถ้าออกกำลังกายก่อนทำงาน จะเกิดเป็น Hyperfocus เรียกว่า god mode
  • วันไหนที่อดมากกว่า 24 ชม จะเริ่มมีการสูญเสียเกลือแร่ ความดันตก ทำให้หน้ามืด อ่อนเพลียไม่มีแรง น้ำเกลือจะทำให้พลังกายและสมองกลับมาได้

    • แนะนำให้จิบน้ำเกลืออ่อนๆ(1/2tsp in 1.5L of water)ได้ทั้งวัน
    • ถ้าขณะอด ปัสสาวะเริ่มเหลืองเข้ม เพราะ สาเหตุมักมาจากการขาดน้ำ ไม่ใช่เกลือแร่เกิน ให้ดื่มน้ำเกลือ(อ่อนๆ)ให้มากขึ้น
  • การอดตอนเช้าทำให้ควบคุมตนเองระหว่างวันได้ดี อารมณ์ไม่แปรปรวน จาก GABA ที่ค่อยๆสร้างขึ้นในระหว่างการอด จากภาวะ ketone ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ชม.การอดที่ 12 ขึ้นไป

  • BDNF ระหว่างการอดในตอนกลางวัน ทำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง และควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ติดสิ่งบันเทิงน้อยลง(หรือดูก็ได้ แต่จะไม่ดูและอ่านหนังสือแทนก็ได้เสมอไม่มีปัญหา)

  • ช่วงที่อด จะใช้ความคิดได้ดี แต่รับข้อมูลใหม่ได้ไม่ดีนัก - ช่วงที่อด สามารถเขียนบทความได้ดี คิดนึกอะไรออกได้อย่างไหลลื่น แต่ถ้าจะอ่านหนังสือรับข้อมูลใหม่ที่ซับซ้อนจะรู้สึกฝืนมาก เหมือนการดึงข้อมูลเก่ามาใช้คิดวิเคราะห์สามารถทำได้ดีในช่วงที่อด(เพราะเป็นแขนงประสาทเดิมที่สร้างไว้อยู่แล้ว) ส่วนการรับข้อมูลใหม่สามารถทำได้ดีกว่าในช่วงที่กิน(เพราะมีสารอาหารให้เซลล์ประสาทสร้างแขนงประสาทใหม่ได้อย่างไม่จำกัด)

    • แต่การฝืนอ่านในช่วงเวลาอดเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะ เป็นการกระตุ้นสมองให้มีการสร้างโครงข่ายประสาท(wiring) สำหรับรองรับทักษะการอ่าน ในแบบที่ประหยัดพลังงาน เมื่อพยายามฝึกอ่านไปเรื่อยๆ จะทำให้อ่านได้เร็ว ไหลลื่น อ่านได้เรื่อยๆทั้งวันโดยไม่ล้า
    • จริงๆ ตอนอด เราไม่ได้อ่านหนังสือไม่ได้ เพียงแต่สมองเราพยายามทำความเข้าใจทุกอย่าง ทุกรายละเอียด ไม่ปล่อยผ่านแบบสักว่าอ่านเหมือนตอนกิน ทำให้บางเนื้อหาที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ เราจะอ่านได้ช้ามากในช่วงอด แต่ความเข้าใจในรายละเอียดก็ลึกซึ้งกว่ามากเช่นกัน
      • หลังจากฝืนอ่านตอนอดอาหาร 20-22hr มาได้สักพัก พบว่าอ่านได้ไหลลื่นขึ้นจริง อ่านเข้าใจได้ดี โดยไม่ต้องใช้พลังงานสมองทุ่มกับการทำความเข้าใจเหมือนเมื่อก่อนที่อ่านในช่วงกินอาหาร(แบบว่า ทุ่มพลัง 10 เพื่อให้ได้ความเข้าใจ 1) แต่มันจะเข้าใจแบบ 1:1 เลย
  • ในช่วงอด เหมือนเราจะพูดได้คล่องขึ้น ใช้คำพูดได้ดีขึ้น เขียนบทความได้อย่างมีระเบียบแบบแผนขึ้นด้วย รวมถึงพิมพ์คล่องขึ้นมาก

  • ได้ BDNF สองรอบ(รอบแรก Fasting, รอบสอง Exercise zone4) และ BDNF ที่เกิดในขณะที่ใช้ทักษะนั้นๆ (Fasting ตอนทำงาน/อ่านหนังสือ,​ ออกกำลังกาย แล้วนั่งสมาธิ) ทำให้พัฒนาทักษะได้เร็วกว่า(ตามงานวิจัย ACM ที่ว่าถ้าฝึกทักษะใดในช่วงที่ BDNF สูง จะพัฒนาได้ดีกว่า) เมื่อเทียบกับแบบที่ กินตอนเช้าแล้วอดตอนนอน ซึ่งจะทำให้ตอนกลางวันร่างกายไม่ได้อยู่ในช่วงอด(ไม่ได้ BDNF) และ ค่อยไปเกิด BDNF ในขณะนอนหลับ จะไม่ได้ประโยชน์ในการพัฒนาทักษะเฉพาะจุด แต่จะได้ประโยชน์ในเรื่องการฟื้นฟูสุขภาพระบบประสาทโดยรวม

    • หลังจากทดสอบ อดช่วงกลางวันในระหว่างทำงาน แล้วกินแค่มื้อเย็น(IF 20/4) มาได้สักพัก พบว่าทักษะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจริง ทักษะการทำงานพัฒนาไปอีกขึ้น เช่นงานหัตถการ มือเบาขึ้น คุมน้ำหนักมือได้ดีขึ้น แต่เสร็จไวขึ้น(เคสยากจาก 1 ชม เหลือ 30 นาที) และแต่ก่อน กิน+ออกกำลังกายในช่วงเช้าแล้วอดถึงวันถัดไป ก็คิดว่าดีแล้ว แต่การอดตอนทำงาน แล้วกิน+ออกกำลังกายตอนเย็น ดีกว่าเป็นเท่าตัว
  • มีทางเลือกว่า จะออกกำลังกายต่อในช่วงท้ายของการอดเลย หรือจะกินอาหารย่อยง่ายก่อนมื้อหนึ่ง(160g berry+yoghurt+nutto และ ไข่ต้ม 10 ฟอง)แล้วค่อยไปวิ่ง(pre-workout feeding)

    • มีงานวิจัยว่า ออกกำลังกายในขณะอด ทำให้ได้ BDNF ที่เข้มข้นเพิ่มขึ้นไปอีก มากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งแยกกัน(แต่ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน มีนัยสำคัญหรือไม่) แต่โดยส่วนตัวพบว่า หลังการวิ่งขณะอดอาหาร มีข้อเสียร้ายแรงคือ ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ดี จะค่อนข้างกระวนกระวาย(ร่างกายต้องการอาหารจึงไม่สงบ adrenaline มากไป) หรือไม่ก็ซึมทื่อๆเบลอๆ(เกิด cortisol แทน) ต่างจากการกินอาหารย่อยง่าย(ไข่ต้ม)ก่อน ที่ทำให้ร่างกายยังคงสงบสมดุลพอดีๆ และนั่งสมาธิได้ดี
      • งานวิจัยจะเป็นแบบไหนเราอาจไม่รู้ได้ทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะทดลองกับตนเองด้วยทฤษฎีไหน สุดท้ายต้องอิงตามผลลัพธ์เชิงประจักษ์(objective results)ในชีวิตจริง ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง
      • นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นการกินมื้อเย็น-ดึก การยัดอาหารทุกอย่างให้เสร็จภายใน 2-3 ชม จะกลับทำให้ย่อยอาหารช้าลง(delayed gastric emptying) น้ำย่อยทำงานได้ไม่ดี ย่อยยากขึ้นกว่าการแบ่ง 2 มื้อ กลายเป็นว่าแทนที่จะย่อยเสร็จใน 3-4ชม กลับย่อยไม่เสร็จตลอดคืนแล้วค้างมาจนเช้า ตื่นมายังอึดอัดท้อง และน้ำตาลในเลือดเคยสูงถึง 112mg/dl ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่ากำลังจะเสี่ยงเป็นเบาหวาน(pre-diabete) หรืออีกกรณีหนึ่งคือ มีอาหารตกค้างย่อยไม่เสร็จข้ามคืน ไม่เกิดการ Fasting แท้จริง ทำให้แม้จะตื่นแล้วยังคงมีการย่อยและดูดซึมอยู่ (ซึ่งคิดว่าเป็นกรณีหลัง) ซึ่งทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวต่อสุขภาพได้ ทั้งสารพิษจากการหมักในลำไส้ และชั่วโมงการ Fasting แท้จริงลดลง
    • แต่เมื่อเปลี่ยนมา กินก่อนแล้วค่อยออกกำลังกาย (pre-workout feeding) แล้วหลังวิ่งมานั่งสมาธิต่อ พบว่า กลับทำสมาธิได้ดีกว่าเดิม(ดีกว่าออกกำลังกายตอนอดแล้วนั่งสมาธิ) รู้สึกพอดีๆ จิตรวมและอยู่กับลมหายใจได้ ซึ่งการออกกำลังกายของเรา ส่วนใหญ่เป็นการวิ่งใน zone4 สั้นๆเพียง 6 นาที ทำให้ได้ lactate ท่วมท้น และ ได้ BDNF หลายเท่าอยู่แล้ว ไม่ต้องแคร์เรื่องการรีด BDNF เพิ่ม จากการอดระหว่างออกกำลังกายมากนักก็ได้(ที่เราก็ไม่รู้ว่าจะเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน)
      • สามารถกินอาหารย่อยง่ายก่อนออกกำลังกาย โดยส่วนตัวกินไข่ต้ม 10 ฟอง แล้ววิ่ง 6min zone4/1hr zone2/4x4 พบว่าวิ่งได้ปกติ ไม่จุกเสียด เพราะเป็นการวิ่งเร็วระยะสั้นๆ หรือวิ่งช้ามากๆระยะไกล ไม่ได้กระทบกับระบบย่อยอาหาร(แต่ถ้าวิ่ง zone3 น่าจะอาการออกใน 15-30 นาที)
    • หลังออกกำลังกาย ปริมาณ BDNF จะยังคงสูง(มีงานวิจัยว่า BDNF จะจางลงใน 20 นาที) หรืออย่างน้อยๆระบบประสาทอยู่ในช่วงพักตัว(parasympathetics) ให้มานั่งสมาธิต่อ จะทำให้พัฒนาทักษะในด้านสมาธิได้ดีมากๆ ซึ่งสมาธิที่ดีขึ้นเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ในขณะทำกิจกรรมอื่นๆระหว่างวันได้ดี
  • การออกกำลังกาย(เช่น 6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4)แม้จะทำในช่วงเย็น แต่ก็ส่งผลมาถึงในอีกวันด้วย ทำให้สมองยังคงสามารถคิดได้ไว สลับ focus ได้ไวระหว่างหลายๆงานได้อย่างคล่องแคล่ว(ตัวอย่างที่เห็นคือ ขับรถได้ดี, อ่านหนังสือได้ดี, ทำงานหัตถการได้ดีขึ้น ทักษะมือละเอียดขึ้น เร็วขึ้น)

    • การออกกำลังกายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะไม่ทำ zone4 มากเกินวันเว้นวัน เพราะ จะทำให้เกิดความล้าสะสม(overtraining) ซึ่งนำมาสู่ cortisol สูงลอย ซึ่งจะกระตุ้นให้น้ำตาลในเลือดในช่วง Fasting สูงขึ้นปริ่ม 100mg/dl(แต่ไม่ใช่เบาหวานนะ ไม่ได้เกิดจากระบบเผาผลาญน้ำตาลพัง) และการพัฒนาสมองและร่างกายกลับจะช้าลง เพราะ ร่างกายและสมองล้า ไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเองมากพอ ถ้าไม่มีการทำงานบังคับ จะไม่อยากใช้สมองอ่านหนังสือหรือคิดอะไร(โดยเฉพาะหลังเลิกงาน) อยากจะนั่งเอ๋อๆ ดูคลิป Social media เบาสมองไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีวันพักวันเว้นวัน จะกลับมาอ่านหนังสือและใช้สมองได้แบบวิ่งฉิว
    • โดยตารางรายสัปดาห์มีดังนี้
      • เสาร์ 6min zone4, Fasting 44hr(อดข้ามวัน 24hr ถึงวันถัดไป)
      • อาทิตย์ 6min zone4, Fasting 20hr
        • วิ่งเร็ว zone4 ติดกันวันที่สอง แหกกฎ overtraining เล็กน้อย แต่แค่สัปดาห์ละครั้งไม่เป็นไร เป็นการกระตุ้นร่างกายให้พัฒนาเร็วขึ้น(supercompensation) ส่วนวันที่เหลือก็วิ่งเร็ววันเว้นวันตามปกติ
      • จันทร์ 45min zone2, Fasting 20hr
      • อังคาร 6min zone4, Fasting 20hr
      • พุธ 45min zone2, Fasting 20hr
      • พฤหัส Norwegian 4x4, Fasting 20hr
      • ศุกร์ 45min zone2, Fasting 20hr
  • การอดระหว่างวัน(20hr time restricted fasting) ทำให้เราทำงานได้ดีในทุกวัน

  • อดข้ามวัน(40-44 hr)สัปดาห์ละครั้ง หลังอดสมองจะดีขึ้นแบบกระโดดไปอีกขั้น(ความจำดีขึ้น ความคิดสามารถในการดีขึ้น เช่น คิดได้แบบทะลุปรุโปร่ง มองเห็นทะลุในปัญหาที่เคยรู้สึกซับซ้อนได้ดีขึ้น, มักเจอคำตอบของปัญหาในเรื่องต่างๆ ที่เคยติดหรือสงสัยอยู่, มองเห็ํนบทสรุป หรือปลายทางของสิ่งที่กำลังทำได้แบบรวบยอดในเรื่องต่างๆ, ถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้แสดงว่าความสามารถในด้าน pattern recognition ของเราดีีขึ้นแล้ว) เหมือนร่างกายมองว่ากำลังอยู่ในสิ่งแวดล้อมขาดแคลนหรือหาอาหารได้ยาก จึงต้องเร่งพัฒนาสมองตนเองให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาอาหารและอยู่รอด

    • ทั้งนี้ การอด 40-44hr ต่อสัปดาห์ คือสมดุลที่ดีที่สุด ไม่ควรทำมากหรือน้อยกว่านี้
      • ถ้ามากกว่านี้ ร่างกายจะปรับตัวไม่ไหว และเข้าโหมดประหยัดพลังงาน (สมองหยุดคิด, กล้ามเนื้อฝ่อลีบแทน) เพราะร่างกายอาจมองว่า กำลังเกิดภาวะขาดแคลนระดับวิกฤติในสิ่งแวดล้อม ต้องประหยัดทรัพยากรในร่างกาย(แทนที่จะเลือกอัพเกรด จะเปลี่ยนเป็นจำศีลแทน)
      • ถ้าน้อยกว่านี้ ก็จะพัฒนาได้ช้าลง(ค่อยๆพัฒนาจากการอดระยะสั้นและการออกกำลังกายในทุกวัน) ไม่มีโบนัสพิเศษแบบก้าวกระโดด
    • พยายามฝืนอ่านหนังสือให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการอด เพราะ ในช่วงนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างใยประสาทได้เร็วมาก จะทำให้พัฒนาได้เร็วมาก แต่ต้องฝืนอย่างมาก ความรู้สึกฝืนจะคล้ายความเหนื่อยตอนกำลังวิ่ง Norwegian 4x4
  • สามารถฟังเพลงระหว่างอ่านได้ ดนตรีจะเหมือนเป็นที่ระบายความร้อนของสมอง ไม่ให้ overheat และอ่านได้อย่างต่อเนื่อง

    • บางแนวคิดอาจจะบอกว่า เพลงส่งผลต่อ dopamine ซึ่งก็จริงที่ตามธรรมชาติเดิม เราไม่ได้มีความบันเทิงรูปแบบนี้ตลอดเวลา แต่อย่าลืมว่าเราก็ไม่ได้ต้องพยายามอ่านหนังสือทั้งวันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฟังเพลงขณะอ่านหนังสือได้ จะช่วยให้อ่านได้ไหลลื่นขึ้น
  • มื้อที่สอง หลังออกกำลังกาย ให้กินคาร์บเชิงซ้อน 160 g(ถั่วและธัญพืชรวม 8-10 ชนิด) ถ้าน้อยกว่านี้ มือจะไม่มีแรงทำงานในวันถัดไป - handskill ทื่อลง ไม่สามารถ control ได้ละเอียดเหมือนเดิม

    • ถ้าวันไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย จะทำให้ HRV สูงขึ้นได้ แม้จะไม่ออกกำลังกาย(แต่ยังคงต้องอดมาตลอดวัน ~20 ชม นะ)
  • ผลของการกินก่อนนอน 2-3 ชม(วัดจาก Huawai watch GT 6 pro ติดที่ข้อเท้าขวาด้านในตอนนอน) - หลังอาหารต้องใช้เวลา 3 ชม. จึงจะหายอึดอัดและเข้านอนได้

    • Deep sleep เฉลี่ยที่ 2 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่
    • Light sleep เฉลี่ยที่ 3 ชม ลดลงจากช่วงที่อดตอนนอน ที่ 3:30 ชม.
    • REM sleep เฉลี่ยที่ 1 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่ แต่ฝันเยอะ ซึ่งมักจะเป็นฝันแต่เรื่องไม่ดีเท่าไหร่ จิตตกประมาณนึง
    • ตื่นกลางดึกขึ้นมาปัสสาวะทุกวันอย่างน้อย 1 ครั้งแล้วไปนอนต่อ จริงๆเกิดจากอาหารที่กินมีน้ำเยอะมาก คือ ธัญพืชต้มรวม 160g ทางแก้คือ อาหารที่กินมีน้ำเยอะอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องดื่มน้ำเพิ่มหลังอาหารอีกจนนอนไปเลย แค่จิบนิดๆหน่อยๆให้ปากไม่แห้งก็พอ
    • ถ้าคืนไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย คะแนน deep sleep continuity จะดีขึ้น (บางวันคะแนนขึ้นเต็ม 100 แม้จะตื่นมาปัสสาวะกลางดึก), แต่ถ้ากินคาร์บเชิงซ้อนย่อยยากคะแนนจะตก (เช่น เหลือ 88)
    • ปรับแอร์ให้เย็นขึ้น จาก 27c เหลือ 26c และเปลือยท่อนบน ใส่แต่กางเกง+ห่มผ้า ได้ HRV สูงขึ้นอีก(จากเดิม ~55ms ไปเป็น ~60-70ms) และอาการฝันร้ายหายไป น่าจะเป็นเพราะ อากาศเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิแกนกลาง(Core body temperature)ที่สูงจากการย่อยอาหารลงได้ และทำให้หลับได้สนิทขึ้น
    • ถ้าออกกำลังกาย เช่น 6min zone4 จะหลับได้สนิทขึ้น
    • ต้องนอนมากขึ้นเป็น 8 ชม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็น 6-7 ชม เพราะ การตื่นมาปัสสาวะกลางดึกจากการย่อยอาหาร ทำให้ระบบ sympathetic ทำงาน ร่างกายตื่นตัว ต้องใช้เวลากว่าจะหลับสนิทอีกครั้ง
  • หลังอาหาร ผิวหน้ามัน เกิดผื่นแดงอักเสบคัน ผิวลอก เป็น Seborrheic dermatitis

    • ไม่เกี่ยวกับการนอนดึก เพราะ วันที่อดข้ามวัน แม้จะนอนดึก ผิวหน้าก็ยังคงเรียบเนียน
    • น่าจะเกี่ยวกับการกินอาหาร เพราะ เท่าที่สังเกตตัวเองคือ ทุกครั้งหลังมื้ออาหาร ผิวหน้าจะมันขึ้น แล้วถ้าปล่อยไว้เป็นเวลา 12 ชม.โดยไม่ได้ล้างหน้า หน้าจะเริ่มคัน อักเสบเป็นผื่นแดง และผิวหน้าลอกในที่สุด
    • ทางแก้ แก้ได้ด้วยการล้างหน้าให้บ่อยขึ้น จากเดิมที่ล้างแค่ตอนเย็น ให้เพิ่มตอนเช้าด้วย คือล้างทุก 12 ชม.ไปเลย เพื่อขจัดความมันจากอาหารมื้อเย็นที่มาออกบนหน้าในช่วงเช้า โดยอาจล้างด้วยโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน หรือเจือจางปริมาณโฟมลงครึ่งหนึ่ง
      • ถ้าล้างหน้าบ่อย ให้ใช้โฟมล้างหน้าน้อยลง(ครึ่งหนึ่ง) ในการล้างหน้าแต่ละครั้ง เพราะ การล้างหน้าบ่อยเกินไป อาจชะล้างความชุ่มชื้นบนผิวทำให้หน้าแห้งและลอก กลายเป็นอีกปัญหาได้
      • หรือไม่ก็ทดลองล้างหน้าแค่ตอนเช้า ตอนเย็นล้างแค่น้ำเปล่า เพราะ หน้าจะมันจริงจากอาหารที่กินในมื้อค่ำ ซึ่งแต่ก่อนกินเช้า แล้วล้างหน้าตอนเย็นมันก็พอดีกัน แต่ตอนนี้กินเย็น เลยต้องล้างตอนเช้าแทน แต่มันก็มีเหงื่อตอนกลางวันด้วยนี่นะ งั้นก็ล้างสองรอบแหละ แต่เจือจางปริมาณโฟมลง
  • สรุปตารางเวลาในภาพรวม(ดูเพิ่มเติมในบทความ The Life Monolith: Late night time restricted feeding - ค้นหาเอาได้ในหมวด Timeline)

    • 6-7.00น ตื่น และอดตลอดวัน จิบน้ำเกลือ 1/2tsp in 1.5L water
    • 17.00น กลับจากการทำงาน และเริ่มกินมื้อแรก(160g berry+yoghurt+nutto และ ไข่ต้ม 5 นาที ยางมะตูม 10 ฟอง)
    • 18.00น ไปวิ่ง 6min zone4/45min zone2/Norwegion 4x4 ตามกำหนดการ จากนั้นในช่วงที่ระบบประสาทอยู่ในช่วงพักตัว(parasympathetics)หลังวิ่ง ให้ฝึกนั่งสมาธิต่อ 15-30 นาที
    • 19.00น กินคาร์บเชิงซ้อน 160g(ธัญพืช+ถั่วรวมหลายชนิด)
    • 24.00 น เข้านอน ทำวนๆไป จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ

Discussion

Conclusion(โดย AI)

Fact logs

📊 Monthly Tracking Table

*Notes:1=Worse/Unsatisfied, 2=Good/Same-same, 3=Excellent/Satisfied

DateExercise:Avg.pace(+warm, rest period)Morn Weight (kg)Eating Finished time:Fasting (hr):Heavily seasoned food(1/0)Meditation Focus continuity
Notes
HandskillGod mode
[Hyperfocus] = 1
Zen mode
[Calm alertness] = 2
God+Zen =3
Reading
:Focus continuity
:Time(hrs):PagesBlock codeDay Dopamine [eg. Entertainment]Night DopamineEye exercise
Reading description
#tag
Sleep timehrDeep sleep hrHRV(ms)Temp(c)
Biohacking description
#tag
Notes:Zone2 60min
HIIT(zone4) =90s & walk 90s x6
4x4(Norwegian) =zone4-5 4min & walk 3min x4
zone4-5 =10min zone2(warm up) then 6min zone4-5
-<50kg might inhibit
god mode in fasting,
but cortisol instead
0=All day Fasting-Hyperfocus 200%,
appears in the 2nd-3rd day
of prolonged fasting
1 = can't focus at all
2 = get some distract
3 = perfect flow
P=Prime block
M=Major block
1=yes, 0=no, 0.5=Music1=yes, 0=no, 0.5=Music1: Pencil push up 10min
2: Isometric 10min
Less than 7 hr
decrease focus
continunity
276min zone46:2904403#Break prolonged fasting--324l21121:006:101:526826DTX=106mg/dl at 12hrs after last meal
2845min zone28:2221201233223w101--1:3561:436526Easy to digest beans(from pressure cooker), DTX=99mg/dl at 10 hrs after last meal
296min zone46:2850.821201333-----120:5261:484326DTX=98mg/dl at 10hr after last meal, easy to digest beans(from pressure cooker),
DTX=95mg/dl at 20 hr
30--50.620211233100s101-23:27726526DTX=104mg/dl at 11hr after last meal, easy to digest bean, no exercise
1 Oct4x46:3651222013#meditation was so good with either sleep 7 hour or less frequent zone43220.51s1012#working is quite slow in the morning, more active with ketosis(zen mode) in the afternoon1:015:301:166026DTX=84mg/dl at 20 hrs of fasting, decreasing zone4 days make blood glucose better
2zone28:4950.6212013#meditation is very good, calm on breathing3320.51s101-Reading is much better feel like there is plenty of energy reserve for reading(not be steal by exercise).1:505:591:544626
3zone46:165102402#meditation feel more agitated--10.52s10121:145:581:436528
4zone46:3150.5214312--1--p111-reading is more immersive, more deeply focus without time tracking, just use satiety.1:185:381:336926dtx at 10hr= 95mg/dl, eating finished at 21.00
545min zone28:40202213332-1s21121:505:211:105626
6zone46:23212012#quite sleepy331-1s201-reading is good, but still hard to initiate0:426:071:556726dtx=97mg/dl at 10hr
745min zone27:53221903332--l101-reading focus is so much better1:315:291:417026
84x46:3021:302013332l101-quite sleepy1:065:171:345726
9zone28222013332l111-1:386:401:215326
106min zone46:0502403--3--l1112reading after exercise is so focus and breakthrough0:076:431:406428
116min zone46:2550.5173813--3--l111-reading keep improving, more break through with fasting in a day and exercise at the last of a day0:575:531:175826
1250min zone27:4822241333r2112Reading focus is sharper and faster to initiate as lightening, but still get a few distractions from curiosity about things.1:165:4025026
136min zone46:1321:301813--3--r211-Reading is good, but quite lack of control, more distraction without 2hr frame tracking0:1761:347826dtx=100mg/dl at 8 hr.
1450min zone27:592220032230.5-l101-Reading is good, more focus and control after using 2hr time block tracking0:126:171:386126dtx=97mg/dl at 8 hr.
154x46:212219:301322-30.5l101-1:346:101:486126dtx=90mg/dl at 19hr
1650min zone28:12231812swap meals by bean first, then eggs second - didn't help much, still full in stomach33211l20121:397:112:104026dtx=100mg/dl at 11hr
176min zone45:4502403--311l201-0:235:421:515526
186min zone46:3750.620:304003--329r1112Reading is good but still get distraction from my own thought0:585:241:336726
1945min zone28:21222012Meditaiton has less awareness, but calm3310.50w111-Didn't read anything1:595:231:305526
206min zone46:12221902Meditation is calm but less awareness
Eat fine carb decreased self-control and focus at night
no protein added, or added curry make me felt less power while running
3320.51w101-1:285:081:315826At these days, there are no enough sleep.
2150min zone27:4321:302012Sleepy while meditating(not enought sleep worsen meditation)
Curry&seasoned food mightn't be much necessary to increase weight, beans and eggs are quite enough
3330.51w1010:336:382:086026dtx at 20hr fasting = 84mg/dl
224x46:29221902sleep while meditating3330.5, 0.51w1, p101-0:536:031:456026
2350min zone28:1452.9231812sleepy while meditating--20.5-p1111:565:451:255726
246min zone46:0402402No dinner, no seb derm---p1112didn't read much

Opinions

📝 Refactoring

  • 29

    • dtx ที่ 10 ชม ได้ 99mg/dl
    • วันนี้ทักษะมือไม่เหมือนเดิมเล็กน้อย น่าจะเพราะ ไม่ได้ pull up ทำให้แรงที่กล้ามเนื้อแขนหายไป (ไกลโคเจนไปสะสมที่ขา ไม่ได้มาสะสมที่แขน) รู้สึกแขนอ่อนแรง และอีกสาเหตุคือ ไม่ได้นั่งสมาธิตอนเช้าเท่าไหร่
  • 30

    • dtx ที่ 10 ชม ได้ 98mg/dl,​ ตื่นมาไม่มีความรู้สึกแน่นท้องเหมือนบางวันแล้ว
    • ถ้าเราเปลี่ยนมาออกกำลังกายตอนเช้า(6min zone4, zone2) แล้ว Fasting จนถึงเย็น จะได้ไหมนะ แต่ถ้า 4x4 ก็กินทั้งวัน
    • ทำไม reading intention ของเราลดลงทุกวันๆ เริ่มไม่อยากอ่านมากขึ้นๆ ความรู้สึกเริ่มทื่อลงๆ ติด youtube reel มากขึ้น หรือว่าเราจะต้อง Fasted exercise ดีไหมนะ แต่เรายังทำงานได้ดีมากๆนะ โฟกัสได้ดีมาก มือเบา คุมน้ำหนักมือได้ดี
      • เหมือนความรู้สึกเหนื่อยจนหมดแรงตอน Fasted exercise น่าจะช่วยกระตุ้นการสร้าง mitochondria ไหมนะ และทำให้เราอ่านหนังสือได้ดีขึ้น สมองที่แข็งแรงจะรู้สึกว่าการอ่านหนังสือไม่ใช่กิจกรรมที่ดึงโหลดสมองเหมือนเก่า ทำให้สนุกกับการอ่าน และอยากอ่านต่อเรื่อยๆ
      • เหมือนเราเคยบันทึกไว้ว่า Fasted exercise -> เพิ่ม Mitochondria biogenesis -> สมองแข็งแรง -> มองการอ่านเป็นของง่าย ไม่ได้เป็นภาระกับการอ่าน -> สนุกกับการอ่าน อยากอ่านต่อเรื่อยๆ
    • หรือเป็นเพราะ เรานอนไม่พอนะ นอน 6 ชมทุกวัน เหมือนช่วงนี้นั่งเฉยๆก็จะหลับ น่าจะต้องนอนให้เร็วขึ้นเป็น 7 ชม
      • ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ เราจะล้มกระดาน กลับไปนอนเช้า 2 ทุ่ม ตื่นเช้า ตี 3 กินเช้า แล้วพึ่งพาการออกกำลังกายเพื่อให้ทำงานได้ดี(god mode)
    • หรือเพราะเราออกกำลังกายมากเกินไป อาจงดออกกำลังกาย 1 วัน(ซึ่งถ้าเราอดตอนเช้า การทำงานยังไม่มีปัญหาอะไรนะ จะกลายเป็น zen mode ใจเย็น มือนิ่ง) เพราะ ว่าในช่วงที่ออกกำลังกายทุกวัน แม้ว่าจะไม่โมโหง่าย แต่เราก็ไม่ได้ยิ้มง่าย หรือปล่อยวางง่ายกับเรื่องจุกจิกของคนเช่นกัน
    • เหมือนอีกสาเหตุที่เราเริ่มอ่านหนังสือตอนเย็นไม่ได้คือ ตั้งแต่เราปรับตำแหน่งโคมไฟตั้งโต๊ะให้มาจ่อระดับสายตา ทำให้รูม่านตาทำงานหนักมาก และอ่านหนังสือไม่ได้ ตาพร่า
  • 1

    • งดออกกำลังกาย "zone4 ติดกันสองวัน"(เหลือเป็นวันเว้นวัน)
      • วันนี้ความ active ในตอนเช้าลดลง เพราะ เราไม่ได้ออกกำลังกายเมื่อวาน คิดๆดู ออกกำลังกายทุกวันยังคงดีกว่ามีวันที่ไม่ออกกำลังเลย อย่างน้อยๆควรเป็น zone2
        • แต่นอน 7 ชม ก็รู้สึกอ่านหนังสือได้ดีขึ้น
        • วันนี้เริ่มอ่านหนังสือได้ดีขึ้น ชิลขึ้น ใช้ความคิดกับหนังสือได้ดีขึ้น เหมือนพลังที่ถูกดึงไปจากการออกกำลังกาย เหลือกลับมาให้ใช้อ่านหนังสือ
        • ตอนเช้า จะช้าๆอืดๆหน่อย(ถ้าออกกำลังกายเย็นวันก่อนหน้าจะช่วยส่วนนี้) แต่ยังทำงานได้ดี แต่ตอนกลางวันลมหายใจเริ่มมีกลิ่น ketone และช่วงบ่าย ตื่นตัว กลายเป็นปรมาจารย์ zen(calm alertness) ทำงานได้ดีมาก ขูดหินปูนเคสยาก(คนไข้เจ็บง่าย)ได้ภายใน 30 นาทีโดยที่คนไข้ไม่เจ็บ
      • หรือที่น้ำตาลในเลือด baseline สูง(~100mg/dl) เพราะเราออกกำลังกาย zone4 มากเกินไป จนเกิด physiologic insulin resistance? - zone4 บ่อยเกินไปอาจทำให้มี cortisol สูงลอย จนน้ำตาลในเลือด baseline สูงขึ้น
      • เหมือนได้ผลนะ ตอนนี้เริ่มกลับมารับรู้และเริ่มจะทำตามตารางเวลาได้อย่างนิ่มนวล ไม่ใช่แค่อยากนั่งเฉยๆ ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากคิดอะไรแบบช่วงที่​ "วิ่งzone4 ติดกันสองวัน" แล้ว เริ่มอ่านหนังสือ อ่านข่าว reuters อ่านพระไตรปิฎก ฯลฯ ได้อย่างสบายๆ โดยไม่รู้สึกแห้งแล้งแห้งผากเหน็ดเหนื่อยสมองล้าแล้ว
  • 2

    • เมื่อวานวิ่ง 4x4 ตอนเย็น วันนี้ยังทำงานได้ดี ไม่เป็น CNS fatigue แฮะ แสดงว่าลด zone4 ลง 1 วันได้ผลอยู่แฮะ แต่เมื่อคือนอนแค่ 5:30ชม ด้วยนะ และยังมีง่วงหน่อยๆด้วย
    • สรุปว่า พักออกกำลังกาย zone4 1 วัน ตอนนี้น้ำตาลในเลือดที่ 20 hr เหลือ 84mg/dl จากเดิม 100mg/dl หมายความว่าปัญหาไม่ใช่การกินดึก หรือคาร์บเชิงซ้อน 160 กรัมที่กิน แต่เป็นการออกกำลังกาย zone4 ที่บ่อยเกินไป(มากสุดคือวันเว้นวัน)
      • หมายความว่า การกินธัญพืช 160g(น้ำหนักแห้ง) ยังคง Healthy ไม่ใช่การกินคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไป
      • excessive training อาจทำให้มี cortisol สูงลอย และทำให้น้ำตาลในเลือดสูงค้างที่ ~100mg/dl
    • ในวันที่วื่ง zone2 ให้กินอาหารทั้งสองมื้อให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาวิ่งทีเดียว วิ่งเบาๆเพื่อช่วยย่อยอาหาร
  • 3

    • เมื่อวานวิ่ง zone2 ก่อนนอน วันนี้ขับรถได้ดี(ดีกว่าหลังวันวิ่ง 4x4) ควบคุมรถได้ละเอียดมาก
  • 5

    • กิน 2 มื้อก่อนวิ่ง ยังคงย่อยช้า สูญเสีย will power ในการอ่าน

      • วันนี้กินก่อน สองมื้อ แล้วค่อยไปวิ่ง zone2 ดูเหมือนจะย่อยเสร็จช้ากว่าแบ่งกินสองมื้ออยู่ดีนะ และการที่เรากินมื้อที่สองโดยไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้เราสูญเสียการควบคุมตัวเองไปพักใหญ่ อ่านหนังสือไม่ได้เลยขณะกิน สมองไม่มีแรงหรือ will power ที่จะอ่าน
  • 6

    • วันนี้ไม่ได้ดื่มน้ำเกลือ รู้สึกคิดอะไรไม่ค่อยออก สมองตื้อๆแฮะ
  • 7

    • ช่วงนี้ลด zone4 เหลือ 4 วันต่อสัปดาห์(จากเดิม 5 วัน คือ ส,อา,อ,พ = 6min zone4/ พฤ = 4x4/ จ,ศ=zone2 ก็ตัดวันพุธออก เปลี่ยนเป็น zone2) วันนี้ในช่วงเย็น เริ่มกลับมาเห็นสิ่งบันเทิงว่าไร้สาระ แล้วเริ่มอยากกลับมาอ่านหนังสือแล้ว เหมือนพลังสมองกลับมา แทนที่ตกเย็นจะเบลอจนได้แต่ดู youtube เอ๋อๆ ตอนนี้เริ่มกลับมาอ่านข่าว reuters แบบบินฉิว, อ่านอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้นแล้ว
  • 10

    • วันนี้ อดข้ามวัน วิ่ง 6min zone4 อ่านหนังสือได้เฉียบคมและอ่านได้ตีแตกหลังออกกำลังกายตอนเย็น ส่วนระหว่างวัน(ยังไม่ได้ออกกำลังกาย)ก็เอ๋อๆหน่อย เพราะ ยังไม่เข้า ketosis
      • หรือเราจะลองเปลี่ยนมาออกกำลังกายตอนเช้า แล้วกินตอนเย็นดีไหมนะ แต่สำหรับ 4x4 คงต้องปรับไปทำตอนวันเสาร์-อาทิตย์ แล้วกินเช้าแทนในวันนั้น
        • ต้องปรับมานอน 5 ทุ่ม หรือ 5 ทุ่มครึ่ง แล้วตื่น 6 โมงเช้า
      • รู้สึกเหมือนสมาธิในการอ่านหนังสือในแตละวัน จะสัมพันธ์กับการทำ eye exercise ทั้งตอนเช้าและก่อนนอนด้วย?
    • พอคีย์ log แล้ว รู้สึกหมดภาระ อยากดูสิ่งบันเทิงต่อ ทั้งๆที่ดึกควรนอนแล้ว
      • หรือเราจะเปลี่ยนมาคีย์​ log ตอนเช้าดีนะ
  • 11

    • วันนี้ลองวิ่ง 6min zone4 ตอนเช้า ในช่วงที่ยังอดอยู่ รู้สึกเหมือนจะพูดช้าลง คิดอะไรช้าลงกว่าตอนอดเฉยๆเสียอีกนะ แสดงว่าสมมติฐานที่ว่าการออกกำลังกายในช่วงต้นของ Fasting จะทำให้สมองแล่นกว่า ไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะ ถ้าออกกำลังกายเพิ่มมากเกินไป ระบบพลังงานก็ไม่สามารถดึงมาใช้ได้ทัน
      • คงกลับไปออกกำลังกายตอนเย็นเหมือนเดิม ส่วนเรื่องความไม่ active จริงๆ มันก็แค่ตอนเริ่มกิจกรรมที่ต้องใช้สมอง(hard to initiate) แต่ถ้าฝืนนิดนึง ก็จะสามารถดึงพลังและการโฟกัสกลับมาได้ไหลลื่น(good focus continuity & flow state)
    • เหมือนความสามารถในการทำความเข้าใจจะดีขึ้น อ่าน rust สามารถ อนุมาน logic บางส่วนที่ไม่ค่อยเข้าใจเพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาได้ดี แต่การโฟกัสเริ่มไม่ดีอ่านได้แค่นิดๆหน่อยๆไม่กี่ย่อหน้า เพราะ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เคยชินกับการดูสิ่งบันเทิงใน youtube, การเอ๋อกับ social สมองไม่ได้ทำงาน แต่อยู่ในโหลดเอ๋อๆ มาตลอด คงต้องค่อยๆดึงนิสัยให้กลับมาอ่านมากขึ้นๆ
  • 14

    • รู้สึกว่าทุกอย่างน่าเบื่อไปหมด ไม่ว่าผู้คน หรือการทำงาน หรือกระทั่งคลิป youtube มีสิ่งที่ไม่น่าเบื่อเดียวที่จะคอยหล่อเลี้ยงจิตใจเราได้ คือความรู้ใหม่ๆที่ได้จากการอ่านหนังสือ ผ่านสมองที่ได้รับการอัพเกรดให้ทำความเข้าใจได้อย่างไหลลื่น
      • เรื่องผู้คน การทำงาน และสิ่งอื่นๆในชีวิต ถ้าเจออะไรที่แตกต่างหรือท้าทายในทางที่ดี เราก็จะยังไม่เบื่อนะ
  • 15

    • เดือนนี้ avg deep sleep เราลดลงแฮะ เดือนก่อนๆ มักจะอยู่ที่ 1:50-2hr(30%) แต่เดือนนี้อยู่ที่ 1:30hr(19%) ส่วน avg sleep time ลดลงจาก 6:30 hr เหลือ 6hr
      • ที่ต่างกันชัดคือ avg deep sleep ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่กินเช้าอดเย็น
  • 16

    • ปัญหาการหลักๆตอนนี้ของเราคือ เรื่องการนอนไม่พอ ถ้านอนดึกมากเกินไป(เช่น 1.00น) อย่างไรก็ต้องตื่น 7.00น เพราะสว่างแล้ว จะทำให้นอนได้เร็วขึ้นก็ต้องกินอาหารที่ย่อยง่าย ได้พลังงานสูง และดีต่อสุขภาพ
      • ถ้ากินแป้งขัดสี หรือ คาร์บย่อยง่าย น้ำตาลในเลือดก็จะสูงอีก หรือเราจะย้ายมากินธัญพืชมื้อแรก ก่อนออกกำลังกายดีนะ
  • 17

    • ช่วงนี้เราเริ่มสามารถระลึกถึงบทเรียนที่เพิ่งอ่านไปในใจได้แล้ว(หยิบมาทบทวนในใจ) และ เริ่มคิดเลขฐานสองเล่นๆเวลาว่างๆ เหมือนสมัยม.4 ตอนที่สมองเราพัฒนาขึ้นในช่วงที่วิ่ง แรกๆเราก็เริ่มคิดเลขในใจเหมือนกัน
      • หรือการใช้ชีวิตด้วยการอด และย่อยอาหารตอนนอน น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกนะ จริงๆการย่อยตอนนอนก็ไม่ใช่ว่าดี และอาจแย่ด้วยซ้ำ ทั้งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการนอน, การอักเสบเซปเดิร์มที่หน้า, การนอนไม่พอ แต่เมื่อแลกมากับการได้ Fasting ช่วงกลางวัน พบว่าได้ประโยชน์มากกว่า
  • 18

    • วันนี้งดกับข้าวถุง กินธัญพืช และชีส 2tbsp + EVOO 2tbsp รู้สึกท้องสบายขึ้นนะ เหมือนน่าจะย่อยง่ายขึ้นด้วย หลังอาหาร ภายใน 3 ชม.ก็เริ่มปวดปัสสาวะแล้ว เหมือนความหงุดหงิดง่ายที่มาจากความอึดอัดลดลงด้วยนะ
      • ความหงุดหงิดง่ายในช่วงนี้น่าจะลดลง เพราะ คุณภาพการนอนน่าจะดีขึ้น
      • สาเหตุจากการย่อยยาก อาจไม่ได้มาจากธัญพืช แต่มาจากเนื้อสัตว์ย่อยยากมากกว่า รวมถึงกับข้าวถุง มีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ที่ก่อการอักเสบ ก็ยิ่งทำให้มีความหงุดหงิดง่ายขึ้นไปอีก
      • อาการ Seborrheic Dermatitis ก็ลดลง น่าจะเพราะ ไม่ได้กินอาหารที่ก่อการอักเสบ(น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี)
      • แต่จริงๆ ก่อนหน้านี้ที่เคยจับเวลา ก็ 2:30 ชมนะ(แม้ว่าจะกินกับข้าวถุง) ไม่ได้ย่อยเร็วขึ้น เพียงแต่สบายท้องขึ้น เพราะ ปริมาณอาหารลดลงบ้าง
      • ตอนนี้กลับมาปัสสาวะตอนใกล้ตื่นแล้ว หลังจากที่อาการหายไปนานในช่วงที่กินกับข้าวถุงที่มีเนื้อสัตว์ย่อยยาก แสดงว่าการย่อยดีขึ้นจริง

    • วันนี้อาการหงุดหงิดง่าย(be easily irritated) หายไปนะ น่าจะเพราะไม่ได้กินกับข้าวถุง ที่มีสารอักเสบ(น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี และ อาหารไหม้ๆ) - สรุปว่า ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ย่อยช้าเหมือนกัน อึดอัดตอนนอน และตอนตื่น dtx ที่ 11hr ก็อยู่ที่ 100 mg/dl อยู่ดี ไม่ได้ลดลง คิดว่าน่าจะต้องแก้ไขด้วยการไม่กินกับข้าวถุงเพิ่ม หรือไม่ก็งดธัญพืชแข็ง กินได้แค่ธัญพืชนิ่ม ที่ย่อยง่ายกว่า2026-10-17 22:05
      - หลักๆคิดว่าอาจลองงดธัญพืชแข็งไปก่อนดีไหมนะ
  • 19

    • dtx=104mg/dl ที่ 11 ชม. เหมือนท้องยังป่องๆ มีมวลในท้อง ยังย่อยไม่เสร็จเสียทีเดียว
      • อาการ seb derm ดูดีขึ้น หลังจากไม่ได้กินกับข้าวถุงที่มีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ก่อการอักเสบ
      • ความหงุดหงิดง่ายเหมือนจะเป็นบ้าก็ดูจะหายไป คงเป็นเพราะ ไม่มีสารก่อการอักเสบจากกับข้าวถุงที่เคยกิน(แต่ก่อนกินไก่ย่าง หมูย่าง ที่มีไหม้ๆ น่าจะเกี่ยวไหมนะ)
  • 21

    • เมื่อคืนคุมตัวเองไม่ได้ เอ๋อๆดู youtube เรื่อยเปื่อยต่อ จนนอนดึกแบบไม่มีสาระอะไร น่าจะเป็นเพราะเริ่มมีเมนูอาหารที่เป็น ขนมfine carb แทรกเข้ามาตอนเย็น
    • วันนี้ก็ยังไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่แฮะ ยังทำงานได้ดีนะ แต่พอจะอ่านหนังสือ ก็เริ่มแอบหนี เหมือน intention ลดลง
  • 22

    • บางช่วงที่เราต้องเดินทางเยอะ เราจะพักผ่อนน้อย(นอน<6 ชม) และทำให้อ่านหนังสือไม่ได้ดี เราจะทำอย่างไรดีนะ
  • 24 วันนี้อดข้ามวัน

    • ช่วงที่ผ่านมาเราทำงานได้ดีขึ้นมาก กระบวนการคิดก็ดีขึ้นๆ แต่เราหงุดหงิดง่าย เป็นเพราะเรากินเนื้อสัตว์ไหมนะ เหมือนช่วงที่ไม่ได้กินกับข้าวถุงเพิ่ม(กินแค่ไข่กับธัญพืช) เรานิ่งขึ้น และชิลขึ้น ไม่ได้หงุดหงิดง่าย
      • เหมือน AI บอกว่า มีส่วนตรงที่ เนื้อสัตว์อาจมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ทำให้การสร้าง serotonin เกิดได้น้อยลง, หากมีเนื้อสัตว์หลงเหลือตกค้างจากการย่อย จุลินทรีย์บางส่วนในลำไส้ จะย่อยเนื้อสัตว์แล้วสร้าง antigen ที่ก่อการอักเสบระดับต่ำได้
    • วันนี้ไม่ได้กินอาหาร ออกกำลังกายอย่างเดียว ไม่มี seb derm แล้ว
  • 25

    • เราหงุดหงิดง่ายเพราะอะไรนะ
      • No good social - ไม่มีมิตรภาพที่มั่นคง ทำงานเสร็จกลับบ้าน ตอนทำงานไม่มีใครคุยด้วย ส่งผลให้ cortisol สูงลอย
      • Low grade inflammation - จากการกินอาหารปรุงรสจัดๆมีเกลือเยอะ, ปิ้งย่างมีไหม้เยอะๆ, อาหารผัดมีน้ำมันผ่านกรรมวิธี ล้วนแต่ทำให้เกิดการอักเสบระดับต่ำจากอาหาร ที่สะสมไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ทำให้เจ็บป่วยแบบมีอาการ แต่ก็แสดงออกมาเป็นอาการของ Seb derm นะ รวมถึงอาจเกี่ยวกับอาการหงุดหงิดง่ายด้วย(จากความไม่สบายตัว)
        • ?? กินเนื้อสัตว์ - เหมือนเนื้อสัตว์ที่หลงเหลือจากการย่อย จะเป็นอาหารของแบคทีเรียตัวไม่ดีในลำไส้ สร้างสารก่อการอักเสบและก่อโรค
      • ไม่ได้กินผักผลไม้ที่มากพอ ทำให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินน้อยเกินไป ไม่เพียงพอกับอนุมูลอิสระที่ได้รับจากอาหารขยะ

Opinions on fact logs ที่สะสมมาเรื่อยๆจากแต่ละเดือน

🏛️ Monthly Synthesis (สรุปท้ายเดือน - เขียนเมื่อตกผลึกแล้ว)


  • 6min zone 4-5 wild ได้ผลจริง เราสามารถทำงานได้ดีขึ้นมาก Handskill ระดับ ultrafine ในทุกวัน,​สามารถคิดได้อย่างไหลลื่น โดยไม่มี noise มหาศาลมาขวาง ได้ BDNF เพียงพอ โดยที่ไม่มีความล้า และ Cortisol
    ต่างจากการวิ่ง 4x4 ที่จะล้าและเกิด cortosol, HIIT zone4 90sx6 ที่จะดีด นั่งสมาธิไม่ลง, zone2 ที่จะนิ่งๆ แต่ไม่ได้ทำงานเร็วขึ้น, ไม่ได้ออกกำลังกาย ที่จะไม่มีอะไรดีขึ้น

    • ให้วิ่งอยู่ที่ ปลาย zone4(edge) เป็น sweetspot สูงสุดสำหรับทำให้เกิด Transient hypoxia โดยทีไม่เกิดความล้า หรือ CNS fatigue แบบใน zone5 ซึ่งจะกลายเป็น Drawback แทนในการพัฒนาสมอง
    • ในธรรมชาติ เราไม่ได้วิ่ง แบบจำกัดความเร็วตัวเองแค่ zone4 หรอก ส่วนใหญ่เวลาหนีสัตว์นักล่า ก็วิ่งแบบใส่สุดเท่าที่ทำได้ทั้งนั้น(zone4-5) แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 6 นาที
      เอาเป็นว่าจะ เปลี่ยน protocol เป็นทำอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้(zone4-5 ตามสภาพร่างกายในวันนั้น) โดยจำกัดเวลาไว้ 6 นาทีต่อวัน เท่านั้น = 6min zone4-5 wild
  • วันปกติ Fasting > 20 hr ช่วยให้ค่า HRV ตอนนอนสูงขึ้น และ ไม่ถูกความคิดแง่ลบครอบงำ

    • คำนวณจากสถิติในเดือนที่ผ่านๆมา Fasting >=20hr(ส่วนใหญ่ IF 22/2) ได้ Avg.hrv 56.09ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 47.12ms
    • นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองใส อารมณ์ดี ไม่ถูกปีศาจในตัวครอบงำ ถ้าช่วงไหนอดน้อยกว่า 20 ชม. (เช่น IF 12/12, IF 16/8) จะเกิดความคิดไม่ดีต่อคนอื่นได้ง่ายมาก
      • AI บอกว่า เป็นภาวะ Hyperarousal ที่พบได้ง่าย ใน ADHA trait คือ ซึ่งการอด >20 ชม. จะช่วยเพิ่ม GABA และ การป้องกันการอักเสบต่างๆในสมอง ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายสงบได้ดี ไม่ถูกปีศาจครอบงำ นอกจากนี้ การกินตลอด 12 ชม. จะกระตุ้นการอักเสบจากอนุมูลอิสระเรื่อยๆ จากการเผาผลาญ(Postprandial Inflammation)
  • Prolonged fasting + 6min zone4 = Perfect combination

    • ในการอดอาหารยาว(Prolonged fasting 36-45 hr) กินก่อนอด ดีกว่าอดก่อนกิน

      ลำดับระหว่างการกินก่อน หรืออดก่อน มีผลอย่างมาก

      • การกินให้มากพอก่อนอด ทำให้มีคลังพลังงานสำรองสำหรับร่างกายนำไปใช้ตอนอด โดยที่ไม่เกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงานสำรอง เกิด deep ketosis และ autophagy ได้อย่างราบรื่น และได้ค่า HRV ที่พุ่งสูง
      • แต่ถ้าอดก่อนแล้วค่อยกิน โดยหากในวันที่อด คลังพลังงานสำรองไม่มากพอ(น้ำหนักตัวไม่ถึง) ร่างกายจะมองว่าเกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงาน(Starvation) เกิดการหลั่ง cortisol สูงลอย,​ สลายกล้ามเนื้อเป็นพลังงาน, HRV ตก และไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากการอด รวมถึงเกิดความเสื่อมถอยแทน
    • **ถือศีล 8(งดสิ่งบันเทิง) ร่วมกับอดข้ามวัน 45hr สัปดาห์ละครั้ง

      • การถือศีล 8 งดสิ่งบันเทิงกระตุ้นอารมณ์ สัปดาห์ละ 1 วัน เป็นการทำ dopamine fasting เพื่อเพิ่ม dopamine baseline ซึ่งทำสัปดาห์ละครั้ง ก็เพียงพอที่จะช่วยให้กลับมานั่งสมาธิดีขึ้นได้(แม้จะดูการ์ตูนทุกวันที่เหลือ)
      • การอดข้ามวัน(Prolonged fasting) เป็นการ Deep recovery ทำให้สมองแจ่มใส สุขภาพจิดดี ความจำดี เคลียร์ขยะ ​Beta-Amyloid(ขยะจากการสร้างและใช้งาน) ในสมอง ทำให้สามารถกลับมาใช้ศักยภาพสมอง ที่สร้างขึ้นจากการออกกำลังกายในสัปดาห์ได้อย่างเต็มที่(prime stage) ตื่นมาอีกวันเหมือนได้ของขวัญ คือสมองใหม่ ที่แจ่มใสกว่าเดิม
        • ระบบประสาท จะสร้าง(growth) ด้วยการออกกำลังกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการบำรุงรักษาและทำความสะอาดที่ดีด้วย(deep recovery) ด้วยการ Prolonged fasting > 24hr อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เราจะเก่งขึ้นได้ ต้องมีการสลับกันระหว่าง การสร้าง(กิน+ออกกำลังกาย) และ เก็บกวาดซ่อมแซม(นอนหลับที่ดี + อดอาหาร ให้เกิด autophagy) อย่างสมดุล
    • วิ่ง 6min zone4 ในวัน Prolonged Fasting คือ perfect combination ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า วิ่ง 1hr zone2 ในวันอดมากๆ เพราะ


      • 6min zone4(100kcal) ผลาญ calories น้อยกว่า 1hr zone2(500kcal) ไม่ทำให้ร่างกายตกใจว่าเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารในวัน Prolonged fasting (หลังวิ่ง zone2 จะรู้สึกอ่อนเพลียตลอดวัน แต่ zone4 กระฉับกระเฉงกว่าเดิม)
      • กระตุ้น ketosis ได้ดีกว่า เพราะ การวิ่ง zone4 สลาย Glycogen โดยตรง ไม่ใช่ zone2 ที่เน้นสลายไขมัน แต่เก็บ Glycogen ไว้ ทำให้ Energy gap สั้นลงมากและเข้า Ketosis เข้มข้นได้เลย
      • ผลคือ วันนี้ยังมีแรงและสมาธิเหลือสำหรับทำงาน และอ่านหนังสือแบบเทพๆ วันนี้ทำงานได้ดีมากๆ คิดอะไรได้เร็ว พิมพ์เร็ว
  • งดอาหารที่ปรุงรสมากๆ เพราะจะทำให้เสียขบวนสมาธิทั้งวัน

    • อาหารที่ปรุงรสจัดๆ โดยเฉพาะหวานจัด เพราะ จะกระตุ้นความรู้สึก(กระตุ้น dopamine) และดึงดูดสมาธิจากหนังสือ ทำให้โฟกัสแย่ลง พอโฟกัสแย่ลง คิดอะไรไม่ออก ก็จะหนีไปดูการ์ตูน หาสิ่งบันเทิงเบาสมองทำ(กระตุ้น dopamine เพิ่มไปอีก) และแม้จะกินเสร็จแล้ว หลุดดูสิ่งบันเทิงแล้ว แต่ dopamine baseline พังไปแล้ว จะกลับมาอ่านหนังสือต่อ ก็โฟกัสได้ยากในช่วงเวลาที่เหลือของวัน
      • กินอาหารปรุงรสมากๆ -> สมาธิถูกดึงไปอยู่ที่รสชาติ -> อ่านหนังสือไปด้วยไม่ได้ -> หนีไปดูสิ่งบันเทิงเบาสมอง -> สมาธิในวันนั้นพัง
    • เหมือนกับว่า กินอาหารปรุง จะส่งผลต่อสมาธิมากกว่าดูสิ่งบันเทิงอีกแฮะ เพราะว่า สิ่งบันเทิงยังส่งผลแค่เรื่องสมอง แต่อาหารปรุงนี่ คือส่งผลทั้งทางกายและสมองเลย
      • ผลต่อร่างกาย ได้รับสารอักเสบจากน้ำมันพืช และอาหารอาจย่อยยาก
      • ผลต่อสมอง ถ้าเป็นอาหารย่อยง่ายเช่นคาร์บเชิงเดี่ยว ก็ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสมาธิเสียอีก และ ถ้าเผลอกินมากไปยิ่งแน่นท้องคิดอะไรไม่ออก(จนเป็นข้ออ้างให้ไปดูสิ่งบันเทิง) และกลายเป็นวงจรลูกโซ่(dead chain) แห่งการทำลาย will power และ focus
      • ถ้าเป็นสิ่งบันเทิง ก็จะมีผลกับสมองอย่างเดียว
    • ชีวิตคงต้องเลือก ว่าอยากได้รสอร่อยชั่วคราว แต่ชีวิตเสียโอกาสอันมีค่า(สมาธิและเวลาในการอ่านหนังสือ) หรือ กินแต่อาหารรส(ธัญพืช+ไข่ต้ม+เกลือ 1/2tsp a day)ไม่จัดดีต่อสุขภาพ แล้วอ่านหนังสือได้ดี
    • งดอาหารปรุงรส จะมีรู้สึกงอแงในช่วงแรก(ยังเผลอไปกินบ้างเป็นเรื่องปกติ) แต่พอชินแล้ว ก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร ตราบใดที่ยังได้รับสารอาหารคุณภาพครบถ้วน
อาหารในปัจจุบัน

Loading content...

  • สมมติฐานปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านหนังสือ(Reading Focus continuity)

    1. CNS fatigue - ออกกำลังกายหนัก เช่น 4x4, 6min zone4 ติดกันเกิน 3 วัน เป็นต้น โดยไม่พัก zone2 อย่างเพียงพอ จนสารสื่อประสาทพร่อง เกิดอาการเนือยตื้อ โฟกัสไม่ได้
    2. Catecolamine - ในวันวิ่ง zone2 จะไม่มีการหลั่ง Catecolamine เช่น Adrenaline, Dopamine เป็นต้น จึงทำให้โฟกัสกับหนังสือได้ยาก แต่การมีวันพักใน zone2 ก็ยังจำเป็น โดยจะต้องหากิจกรรมทดแทนที่ช่วยเพิ่ม Catecolamine
    3. Dopamine baseline - ถ้าจัดกิจกรรมบันเทิงมาทำก่อนในช่วงต้นของวัน สมาธิการอ่านจะพังง่ายมาก หรือ กระทั่งเวลาที่ไอเดียพลุ่งพล่านก็ไม่สามารถมีสมาธิอ่านหนังสือเหมือนกัน(จัดตารางให้เวลาหลัก80% ของวันโฟกัสเพียงอย่างเดียว ที่เหลือค่อยทำเรื่องจุกจิก จะช่วยได้)
    4. Warm up กล้ามเนื้อตา ด้วย pencil push up 20 ครั้งก่อนการทำกิจกรรมที่ใช้สายตา ไม่ต่างจากนักกีฬา ที่ต้องวอร์มกล้ามเนื้อและระบบประสาทส่วนที่ต้องใช้ ก่อนลงแข่ง
  • ปัจจัยที่อาจมีผลต่อ HRV

    ปัจจัยเชิงบวก
    • Fasting > 20 hr ส่วนใหญ่ HRV เฉลี่ยจะสูงกว่า(ดูตารางเก่าๆ) คือ Fasting >=20hr ได้ Avg.hrv 56.68ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 48.06ms
    • ออกกำลังกายแบบพอดีๆ ส่วนใหญ่วันที่วิ่ง zone2 มักจะทำให้ HRV ตอนนอนสูงขึ้น
      ซึ่งวันที่ออกกำลังกายหนัก ต้องมีวันพักวิ่ง zone2 คั่นเสมอ คือ วิ่ง 4x4 1 วัน เว้น zone2 1 วัน, วิ่ง 6min zone4-5 2 วัน เว้น zone2 1 วัน
    • ก่อนนอนฟังเพลงของ Drew Holcomb เป็นเพลงทำนอง Americana ทำนองอบอุ่น ความหมายดีเกี่ยวกับชีวิต
    • ความไม่เครียด ไม่กังวล - ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลย้อนกลับจาก ฟังเพลงก่อนนอนของ Drew, Fasting >20hr, การออกกำลังกายที่พอดีๆ
    ปัจจัยที่ไม่ได้มีผลเท่าไหร่
    • อุณหภูมิ - ช่วงเดือนพ.ค. ลองเปิดแอร์นอน แม้จะพยายามเปิด 24-25c ค่า HRV ก็ไม่ได้เพิ่ม แถมยังอาจมีบางวันลงกว่าเดิมอีก(รู้สึกความเย็นกัดกิน แทนที่จะหลับสบาย) แต่บางช่วงเปิดแอร์ 26-28c ค่า HRV เฉลี่ยยังดูสูงกว่าอีก (แต่ข้อมูลที่เก็บยังไม่มากพอนะ)
    • เวลาการกิน?? - กินดึกก่อนนอน ก็ยัง HRV สูงขึ้นในหลายๆวัน ถ้ามีชั่วโมงการอดมากกว่า 18 ชม(IF 18/6) แต่เนื่องจาก บางทีออกกำลังกายตอนเช้า แล้วไม่ได้กิน สมองจะเบลอ คิดอะไรซับซ้อนไม่ได้ตอนทำงาน จึงหยุดการทดลองไป
    • เวลานอน - นอนดึกกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้ HRV ต่ำลง