Loading content...
November Biohacking 2026: 6min zone4 flow with IF 21/3(eat late night), Reading continuity, 2hr block rotation
2026-11-01 ใน Moon ForgeIntroduction
- เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้สักพัก จึงต้องหาวิธีที่ทำให้ตนเองมีสมาธิ โฟกัสได้ดี เพื่อทดแทน Catecholamine boost ที่หายไปจากการไม่ได้วิ่ง zone4
- ลองเปลี่ยนมา Fasting(อดอาหาร) ตอนกลางวัน(ตอนทำงาน) และ กินอาหารในตอนเย็น-ดึก IF20/4 และนอนดึก-ตื่นสายขึ้น โดยหวังว่าจะใช้การ Fasting เพื่อให้มีการหลั่ง Catecholameine อ่อนๆ ช่วยให้โฟกัสได้ดี คุมกล้ามเนื้อมือได้ละเอียด และ ทำงานได้ราบรื่น
Method
- อดตั้งแต่เช้า ยันเลิกงาน ระหว่างวันจิบน้ำเกลือ(1/2tsp in 1.5L of water)
- กินมื้อเย็น 17-20.00น(IF 21/3) ในวันปกติ ส่วนวันหยุด อาจกิน 16-20.00น(IF 20/4)
- อาจแบ่งเป็นสองมื้อ มื้อแรกและมื้อสอง
- ออกกำลังกาย(6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4) หลังกินมื้อแรก พอออกกำลังเสร็จก็มานั่งสมาธิ และกินต่อมื้อที่สอง
- เข้านอน 23-24.00 น เพื่อให้มีช่วงเวลาย่อยอาหาร 3-4ชมก่อนนอน และตื่น 7 โมง
Result
ไม่ได้ออกกำลังกายก่อนทำงาน แต่ใช้การอดในช่วงที่ทำงาน ก็ทำให้สามารถโฟกัสกับงานได้ดี(high focus) ตื่นตัว คุมกล้ามเนื้อมือขณะทำหัตถการได้ละเอียด อารมณ์นิ่ง แม้งานจะเครียดหรือกดดันก็ยังสงบได้(calm alertness) จะเรียกว่า zen mode ก็ได้
- ถ้าออกกำลังกายก่อนทำงาน จะเกิดเป็น Hyperfocus เรียกว่า god mode
วันไหนที่อดมากกว่า 24 ชม จะเริ่มมีการสูญเสียเกลือแร่ ความดันตก ทำให้หน้ามืด อ่อนเพลียไม่มีแรง น้ำเกลือจะทำให้พลังกายและสมองกลับมาได้
- แนะนำให้จิบน้ำเกลืออ่อนๆ(1/2tsp in 1.5L of water)ได้ทั้งวัน
- ถ้าขณะอด ปัสสาวะเริ่มเหลืองเข้ม เพราะ สาเหตุมักมาจากการขาดน้ำ ไม่ใช่เกลือแร่เกิน ให้ดื่มน้ำเกลือ(อ่อนๆ)ให้มากขึ้น
การอดตอนเช้าทำให้ควบคุมตนเองระหว่างวันได้ดี อารมณ์ไม่แปรปรวน จาก GABA ที่ค่อยๆสร้างขึ้นในระหว่างการอด จากภาวะ ketone ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ชม.การอดที่ 12 ขึ้นไป
BDNF ระหว่างการอดในตอนกลางวัน ทำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง และควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ติดสิ่งบันเทิงน้อยลง(หรือดูก็ได้ แต่จะไม่ดูและอ่านหนังสือแทนก็ได้เสมอไม่มีปัญหา)
ช่วงที่อด จะใช้ความคิดได้ดี แต่รับข้อมูลใหม่ได้ไม่ดีนัก - ช่วงที่อด สามารถเขียนบทความได้ดี คิดนึกอะไรออกได้อย่างไหลลื่น แต่ถ้าจะอ่านหนังสือรับข้อมูลใหม่ที่ซับซ้อนจะรู้สึกฝืนมาก เหมือนการดึงข้อมูลเก่ามาใช้คิดวิเคราะห์สามารถทำได้ดีในช่วงที่อด(เพราะเป็นแขนงประสาทเดิมที่สร้างไว้อยู่แล้ว) ส่วนการรับข้อมูลใหม่สามารถทำได้ดีกว่าในช่วงที่กิน(เพราะมีสารอาหารให้เซลล์ประสาทสร้างแขนงประสาทใหม่ได้อย่างไม่จำกัด)
- แต่การฝืนอ่านในช่วงเวลาอดเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะ เป็นการกระตุ้นสมองให้มีการสร้างโครงข่ายประสาท(wiring) สำหรับรองรับทักษะการอ่าน ในแบบที่ประหยัดพลังงาน เมื่อพยายามฝึกอ่านไปเรื่อยๆ จะทำให้อ่านได้เร็ว ไหลลื่น อ่านได้เรื่อยๆทั้งวันโดยไม่ล้า
- จริงๆ ตอนอด เราไม่ได้อ่านหนังสือไม่ได้ เพียงแต่สมองเราพยายามทำความเข้าใจทุกอย่าง ทุกรายละเอียด ไม่ปล่อยผ่านแบบสักว่าอ่านเหมือนตอนกิน ทำให้บางเนื้อหาที่มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ เราจะอ่านได้ช้ามากในช่วงอด แต่ความเข้าใจในรายละเอียดก็ลึกซึ้งกว่ามากเช่นกัน
- หลังจากฝืนอ่านตอนอดอาหาร 20-22hr มาได้สักพัก พบว่าอ่านได้ไหลลื่นขึ้นจริง อ่านเข้าใจได้ดี โดยไม่ต้องใช้พลังงานสมองทุ่มกับการทำความเข้าใจเหมือนเมื่อก่อนที่อ่านในช่วงกินอาหาร(แบบว่า ทุ่มพลัง 10 เพื่อให้ได้ความเข้าใจ 1) แต่มันจะเข้าใจแบบ 1:1 เลย
ในช่วงอด เหมือนเราจะพูดได้คล่องขึ้น ใช้คำพูดได้ดีขึ้น เขียนบทความได้อย่างมีระเบียบแบบแผนขึ้นด้วย รวมถึงพิมพ์คล่องขึ้นมาก
ได้ BDNF สองรอบ(รอบแรก Fasting, รอบสอง Exercise zone4) และ BDNF ที่เกิดในขณะที่ใช้ทักษะนั้นๆ (Fasting ตอนทำงาน/อ่านหนังสือ, ออกกำลังกาย แล้วนั่งสมาธิ) ทำให้พัฒนาทักษะได้เร็วกว่า(ตามงานวิจัย ACM ที่ว่าถ้าฝึกทักษะใดในช่วงที่ BDNF สูง จะพัฒนาได้ดีกว่า) เมื่อเทียบกับแบบที่ กินตอนเช้าแล้วอดตอนนอน ซึ่งจะทำให้ตอนกลางวันร่างกายไม่ได้อยู่ในช่วงอด(ไม่ได้ BDNF) และ ค่อยไปเกิด BDNF ในขณะนอนหลับ จะไม่ได้ประโยชน์ในการพัฒนาทักษะเฉพาะจุด แต่จะได้ประโยชน์ในเรื่องการฟื้นฟูสุขภาพระบบประสาทโดยรวม
- หลังจากทดสอบ อดช่วงกลางวันในระหว่างทำงาน แล้วกินแค่มื้อเย็น(IF 20/4) มาได้สักพัก พบว่าทักษะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจริง ทักษะการทำงานพัฒนาไปอีกขึ้น เช่นงานหัตถการ มือเบาขึ้น คุมน้ำหนักมือได้ดีขึ้น แต่เสร็จไวขึ้น(เคสยากจาก 1 ชม เหลือ 30 นาที) และแต่ก่อน กิน+ออกกำลังกายในช่วงเช้าแล้วอดถึงวันถัดไป ก็คิดว่าดีแล้ว แต่การอดตอนทำงาน แล้วกิน+ออกกำลังกายตอนเย็น ดีกว่าเป็นเท่าตัว
มีทางเลือกว่า จะออกกำลังกายต่อในช่วงท้ายของการอดเลย หรือจะกินอาหารย่อยง่ายก่อนมื้อหนึ่ง(160g berry+yoghurt+nutto และ ไข่ต้ม 10 ฟอง)แล้วค่อยไปวิ่ง(pre-workout feeding)
- มีงานวิจัยว่า ออกกำลังกายในขณะอด ทำให้ได้ BDNF ที่เข้มข้นเพิ่มขึ้นไปอีก มากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งแยกกัน(แต่ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน มีนัยสำคัญหรือไม่) แต่โดยส่วนตัวพบว่า หลังการวิ่งขณะอดอาหาร มีข้อเสียร้ายแรงคือ ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ดี จะค่อนข้างกระวนกระวาย(ร่างกายต้องการอาหารจึงไม่สงบ adrenaline มากไป) หรือไม่ก็ซึมทื่อๆเบลอๆ(เกิด cortisol แทน) ต่างจากการกินอาหารย่อยง่าย(ไข่ต้ม)ก่อน ที่ทำให้ร่างกายยังคงสงบสมดุลพอดีๆ และนั่งสมาธิได้ดี
- งานวิจัยจะเป็นแบบไหนเราอาจไม่รู้ได้ทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะทดลองกับตนเองด้วยทฤษฎีไหน สุดท้ายต้องอิงตามผลลัพธ์เชิงประจักษ์(objective results)ในชีวิตจริง ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง
- นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นการกินมื้อเย็น-ดึก การยัดอาหารทุกอย่างให้เสร็จภายใน 2-3 ชม จะกลับทำให้ย่อยอาหารช้าลง(delayed gastric emptying) น้ำย่อยทำงานได้ไม่ดี ย่อยยากขึ้นกว่าการแบ่ง 2 มื้อ กลายเป็นว่าแทนที่จะย่อยเสร็จใน 3-4ชม กลับย่อยไม่เสร็จตลอดคืนแล้วค้างมาจนเช้า ตื่นมายังอึดอัดท้อง และน้ำตาลในเลือดเคยสูงถึง 112mg/dl ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่ากำลังจะเสี่ยงเป็นเบาหวาน(pre-diabete) หรืออีกกรณีหนึ่งคือ มีอาหารตกค้างย่อยไม่เสร็จข้ามคืน ไม่เกิดการ Fasting แท้จริง ทำให้แม้จะตื่นแล้วยังคงมีการย่อยและดูดซึมอยู่ (ซึ่งคิดว่าเป็นกรณีหลัง) ซึ่งทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวต่อสุขภาพได้ ทั้งสารพิษจากการหมักในลำไส้ และชั่วโมงการ Fasting แท้จริงลดลง
- แต่เมื่อเปลี่ยนมา กินก่อนแล้วค่อยออกกำลังกาย (pre-workout feeding) แล้วหลังวิ่งมานั่งสมาธิต่อ พบว่า กลับทำสมาธิได้ดีกว่าเดิม(ดีกว่าออกกำลังกายตอนอดแล้วนั่งสมาธิ) รู้สึกพอดีๆ จิตรวมและอยู่กับลมหายใจได้ ซึ่งการออกกำลังกายของเรา ส่วนใหญ่เป็นการวิ่งใน zone4 สั้นๆเพียง 6 นาที ทำให้ได้ lactate ท่วมท้น และ ได้ BDNF หลายเท่าอยู่แล้ว ไม่ต้องแคร์เรื่องการรีด BDNF เพิ่ม จากการอดระหว่างออกกำลังกายมากนักก็ได้(ที่เราก็ไม่รู้ว่าจะเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน)
- สามารถกินอาหารย่อยง่ายก่อนออกกำลังกาย โดยส่วนตัวกินไข่ต้ม 10 ฟอง แล้ววิ่ง 6min zone4/1hr zone2/4x4 พบว่าวิ่งได้ปกติ ไม่จุกเสียด เพราะเป็นการวิ่งเร็วระยะสั้นๆ หรือวิ่งช้ามากๆระยะไกล ไม่ได้กระทบกับระบบย่อยอาหาร(แต่ถ้าวิ่ง zone3 น่าจะอาการออกใน 15-30 นาที)
- หลังออกกำลังกาย ปริมาณ BDNF จะยังคงสูง(มีงานวิจัยว่า BDNF จะจางลงใน 20 นาที) หรืออย่างน้อยๆระบบประสาทอยู่ในช่วงพักตัว(parasympathetics) ให้มานั่งสมาธิต่อ จะทำให้พัฒนาทักษะในด้านสมาธิได้ดีมากๆ ซึ่งสมาธิที่ดีขึ้นเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ในขณะทำกิจกรรมอื่นๆระหว่างวันได้ดี
การออกกำลังกาย(เช่น 6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4)แม้จะทำในช่วงเย็น แต่ก็ส่งผลมาถึงในอีกวันด้วย ทำให้สมองยังคงสามารถคิดได้ไว สลับ focus ได้ไวระหว่างหลายๆงานได้อย่างคล่องแคล่ว(ตัวอย่างที่เห็นคือ ขับรถได้ดี, อ่านหนังสือได้ดี, ทำงานหัตถการได้ดีขึ้น ทักษะมือละเอียดขึ้น เร็วขึ้น)
- การออกกำลังกายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะไม่ทำ zone4 มากเกินวันเว้นวัน เพราะ จะทำให้เกิดความล้าสะสม(overtraining) ซึ่งนำมาสู่ cortisol สูงลอย ซึ่งจะกระตุ้นให้น้ำตาลในเลือดในช่วง Fasting สูงขึ้นปริ่ม 100mg/dl(แต่ไม่ใช่เบาหวานนะ ไม่ได้เกิดจากระบบเผาผลาญน้ำตาลพัง) และการพัฒนาสมองและร่างกายกลับจะช้าลง เพราะ ร่างกายและสมองล้า ไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเองมากพอ ถ้าไม่มีการทำงานบังคับ จะไม่อยากใช้สมองอ่านหนังสือหรือคิดอะไร(โดยเฉพาะหลังเลิกงาน) อยากจะนั่งเอ๋อๆ ดูคลิป Social media เบาสมองไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีวันพักวันเว้นวัน จะกลับมาอ่านหนังสือและใช้สมองได้แบบวิ่งฉิว
- โดยตารางรายสัปดาห์มีดังนี้
- เสาร์ 6min zone4, Fasting 44hr(อดข้ามวัน 24hr ถึงวันถัดไป)
- อาทิตย์ 6min zone4, Fasting 20hr
- วิ่งเร็ว zone4 ติดกันวันที่สอง แหกกฎ overtraining เล็กน้อย แต่แค่สัปดาห์ละครั้งไม่เป็นไร เป็นการกระตุ้นร่างกายให้พัฒนาเร็วขึ้น(supercompensation) ส่วนวันที่เหลือก็วิ่งเร็ววันเว้นวันตามปกติ
- จันทร์ 45min zone2, Fasting 20hr
- อังคาร 6min zone4, Fasting 20hr
- พุธ 45min zone2, Fasting 20hr
- พฤหัส Norwegian 4x4, Fasting 20hr
- ศุกร์ 45min zone2, Fasting 20hr
การอดระหว่างวัน(20hr time restricted fasting) ทำให้เราทำงานได้ดีในทุกวัน
อดข้ามวัน(40-44 hr)สัปดาห์ละครั้ง หลังอดสมองจะดีขึ้นแบบกระโดดไปอีกขั้น(ความจำดีขึ้น ความคิดสามารถในการดีขึ้น เช่น คิดได้แบบทะลุปรุโปร่ง มองเห็นทะลุในปัญหาที่เคยรู้สึกซับซ้อนได้ดีขึ้น, มักเจอคำตอบของปัญหาในเรื่องต่างๆ ที่เคยติดหรือสงสัยอยู่, มองเห็ํนบทสรุป หรือปลายทางของสิ่งที่กำลังทำได้แบบรวบยอดในเรื่องต่างๆ, ถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้แสดงว่าความสามารถในด้าน pattern recognition ของเราดีีขึ้นแล้ว) เหมือนร่างกายมองว่ากำลังอยู่ในสิ่งแวดล้อมขาดแคลนหรือหาอาหารได้ยาก จึงต้องเร่งพัฒนาสมองตนเองให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาอาหารและอยู่รอด
- ทั้งนี้ การอด 40-44hr ต่อสัปดาห์ คือสมดุลที่ดีที่สุด ไม่ควรทำมากหรือน้อยกว่านี้
- ถ้ามากกว่านี้ ร่างกายจะปรับตัวไม่ไหว และเข้าโหมดประหยัดพลังงาน (สมองหยุดคิด, กล้ามเนื้อฝ่อลีบแทน) เพราะร่างกายอาจมองว่า กำลังเกิดภาวะขาดแคลนระดับวิกฤติในสิ่งแวดล้อม ต้องประหยัดทรัพยากรในร่างกาย(แทนที่จะเลือกอัพเกรด จะเปลี่ยนเป็นจำศีลแทน)
- ถ้าน้อยกว่านี้ ก็จะพัฒนาได้ช้าลง(ค่อยๆพัฒนาจากการอดระยะสั้นและการออกกำลังกายในทุกวัน) ไม่มีโบนัสพิเศษแบบก้าวกระโดด
- พยายามฝืนอ่านหนังสือให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการอด เพราะ ในช่วงนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างใยประสาทได้เร็วมาก จะทำให้พัฒนาได้เร็วมาก แต่ต้องฝืนอย่างมาก ความรู้สึกฝืนจะคล้ายความเหนื่อยตอนกำลังวิ่ง Norwegian 4x4
สามารถฟังเพลงระหว่างอ่านได้ ดนตรีจะเหมือนเป็นที่ระบายความร้อนของสมอง ไม่ให้ overheat และอ่านได้อย่างต่อเนื่อง
- บางแนวคิดอาจจะบอกว่า เพลงส่งผลต่อ dopamine ซึ่งก็จริงที่ตามธรรมชาติเดิม เราไม่ได้มีความบันเทิงรูปแบบนี้ตลอดเวลา แต่อย่าลืมว่าเราก็ไม่ได้ต้องพยายามอ่านหนังสือทั้งวันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฟังเพลงขณะอ่านหนังสือได้ จะช่วยให้อ่านได้ไหลลื่นขึ้น
มื้อที่สอง หลังออกกำลังกาย ให้กินคาร์บเชิงซ้อน 160 g(ถั่วและธัญพืชรวม 8-10 ชนิด) ถ้าน้อยกว่านี้ มือจะไม่มีแรงทำงานในวันถัดไป - handskill ทื่อลง ไม่สามารถ control ได้ละเอียดเหมือนเดิม
- ถ้าวันไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย จะทำให้ HRV สูงขึ้นได้ แม้จะไม่ออกกำลังกาย(แต่ยังคงต้องอดมาตลอดวัน ~20 ชม นะ)
ผลของการกินก่อนนอน 2-3 ชม(วัดจาก Huawai watch GT 6 pro ติดที่ข้อเท้าขวาด้านในตอนนอน) - หลังอาหารต้องใช้เวลา 3 ชม. จึงจะหายอึดอัดและเข้านอนได้
- Deep sleep เฉลี่ยที่ 2 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่
- Light sleep เฉลี่ยที่ 3 ชม ลดลงจากช่วงที่อดตอนนอน ที่ 3:30 ชม.
- REM sleep เฉลี่ยที่ 1 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่ แต่ฝันเยอะ ซึ่งมักจะเป็นฝันแต่เรื่องไม่ดีเท่าไหร่ จิตตกประมาณนึง
- ตื่นกลางดึกขึ้นมาปัสสาวะทุกวันอย่างน้อย 1 ครั้งแล้วไปนอนต่อ จริงๆเกิดจากอาหารที่กินมีน้ำเยอะมาก คือ ธัญพืชต้มรวม 160g ทางแก้คือ อาหารที่กินมีน้ำเยอะอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องดื่มน้ำเพิ่มหลังอาหารอีกจนนอนไปเลย แค่จิบนิดๆหน่อยๆให้ปากไม่แห้งก็พอ
- ถ้าคืนไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย คะแนน deep sleep continuity จะดีขึ้น (บางวันคะแนนขึ้นเต็ม 100 แม้จะตื่นมาปัสสาวะกลางดึก), แต่ถ้ากินคาร์บเชิงซ้อนย่อยยากคะแนนจะตก (เช่น เหลือ 88)
- ปรับแอร์ให้เย็นขึ้น จาก 27c เหลือ 26c และเปลือยท่อนบน ใส่แต่กางเกง+ห่มผ้า ได้ HRV สูงขึ้นอีก(จากเดิม ~55ms ไปเป็น ~60-70ms) และอาการฝันร้ายหายไป น่าจะเป็นเพราะ อากาศเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิแกนกลาง(Core body temperature)ที่สูงจากการย่อยอาหารลงได้ และทำให้หลับได้สนิทขึ้น
- ถ้าออกกำลังกาย เช่น 6min zone4 จะหลับได้สนิทขึ้น
- ต้องนอนมากขึ้นเป็น 8 ชม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็น 6-7 ชม เพราะ การตื่นมาปัสสาวะกลางดึกจากการย่อยอาหาร ทำให้ระบบ sympathetic ทำงาน ร่างกายตื่นตัว ต้องใช้เวลากว่าจะหลับสนิทอีกครั้ง
หลังอาหาร ผิวหน้ามัน เกิดผื่นแดงอักเสบคัน ผิวลอก เป็น Seborrheic dermatitis
- ไม่เกี่ยวกับการนอนดึก เพราะ วันที่อดข้ามวัน แม้จะนอนดึก ผิวหน้าก็ยังคงเรียบเนียน
- น่าจะเกี่ยวกับการกินอาหาร เพราะ เท่าที่สังเกตตัวเองคือ ทุกครั้งหลังมื้ออาหาร ผิวหน้าจะมันขึ้น แล้วถ้าปล่อยไว้เป็นเวลา 12 ชม.โดยไม่ได้ล้างหน้า หน้าจะเริ่มคัน อักเสบเป็นผื่นแดง และผิวหน้าลอกในที่สุด
ทางแก้แก้ได้ด้วยการล้างหน้าให้บ่อยขึ้น จากเดิมที่ล้างแค่ตอนเย็น ให้เพิ่มตอนเช้าด้วย คือล้างทุก 12 ชม.ไปเลย เพื่อขจัดความมันจากอาหารมื้อเย็นที่มาออกบนหน้าในช่วงเช้า โดยอาจล้างด้วยโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน หรือเจือจางปริมาณโฟมลงครึ่งหนึ่ง
- ถ้าล้างหน้าบ่อย ให้ใช้โฟมล้างหน้าน้อยลง(ครึ่งหนึ่ง) ในการล้างหน้าแต่ละครั้ง เพราะ การล้างหน้าบ่อยเกินไป อาจชะล้างความชุ่มชื้นบนผิวทำให้หน้าแห้งและลอก กลายเป็นอีกปัญหาได้
- หรือไม่ก็ทดลองล้างหน้าแค่ตอนเช้า ตอนเย็นล้างแค่น้ำเปล่า เพราะ หน้าจะมันจริงจากอาหารที่กินในมื้อค่ำ ซึ่งแต่ก่อนกินเช้า แล้วล้างหน้าตอนเย็นมันก็พอดีกัน แต่ตอนนี้กินเย็น เลยต้องล้างตอนเช้าแทน แต่มันก็มีเหงื่อตอนกลางวันด้วยนี่นะ งั้นก็ล้างสองรอบแหละ แต่เจือจางปริมาณโฟมลง
สรุปตารางเวลาในภาพรวม(ดูเพิ่มเติมในบทความ
The Life Monolith: Late night time restricted feeding- ค้นหาเอาได้ในหมวด Timeline)
- 6-7.00น ตื่น และอดตลอดวัน จิบน้ำเกลือ 1/2tsp in 1.5L water
- 17.00น กลับจากการทำงาน และเริ่มกินมื้อแรก(160g berry+yoghurt+nutto และ ไข่ต้ม 5 นาที ยางมะตูม 10 ฟอง)
- 18.00น ไปวิ่ง 6min zone4/45min zone2/Norwegion 4x4 ตามกำหนดการ จากนั้นในช่วงที่ระบบประสาทอยู่ในช่วงพักตัว(parasympathetics)หลังวิ่ง ให้ฝึกนั่งสมาธิต่อ 15-30 นาที
- 19.00น กินคาร์บเชิงซ้อน 160g(ธัญพืช+ถั่วรวมหลายชนิด)
- 24.00 น เข้านอน ทำวนๆไป จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ
Discussion
Conclusion(โดย AI)
Fact logs
📊 Monthly Tracking Table
*Notes:1=Worse/Unsatisfied, 2=Good/Same-same, 3=Excellent/Satisfied
| Date | Exercise | :Avg.pace(+warm, rest period) | Morn Weight (kg) | Eating Finished time | :Fasting (hr) | :Heavily seasoned food(1/0) | Meditation Focus continuity | Notes | Handskill | God mode [Hyperfocus] = 1 Zen mode [Calm alertness] = 2 God+Zen =3 | Reading :Focus continuity | :Time(hrs) | :Pages | Block code | Day Dopamine [eg. Entertainment] | Night Dopamine | Eye exercise | Reading description #tag | Sleep time | hr | Deep sleep hr | HRV(ms) | Temp(c) | Biohacking description #tag |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| Notes: | Zone2 60min HIIT(zone4) =90s & walk 90s x6 4x4(Norwegian) =zone4-5 4min & walk 3min x4 zone4-5 =10min zone2(warm up) then 6min zone4-5 | - | <50kg might inhibit god mode in fasting, but cortisol instead | 0=All day Fasting | - | Hyperfocus 200%, appears in the 2nd-3rd day of prolonged fasting | 1 = can't focus at all 2 = get some distract 3 = perfect flow | P=Prime block M=Major block | 1=yes, 0=no, 0.5=Music | 1=yes, 0=no, 0.5=Music | 1: Pencil push up 10min 2: Isometric 10min | Less than 7 hr decrease focus continunity | ||||||||||||
| 29 | 4x4 | 6:48 | 21:30 | 20 | 0 | 3 | #sleepy meditation #too much resting, exercise performance drop | 3 | - | 3 | 0.5, 0.5 | - | p1, r1 | 1 | 1 | - | #reading better(easier to initiate and better continity) with less exercise | 0:51 | 6:09 | 1:20 | 54 | 26 | dtx=91mg/dl at 10hr | |
| 30 | 47min zone2 | 7:48 | 22 | 21 | 0 | 3 | 2 | - | 3 | 1 | 1 | l2 | 0 | 1 | - | 0:04 | 70 | 26 | 7:04 | 1:32 | dtx=100mg/dl at 11hr, 105mg/dl at 13hr, 75mg/dl at 22hr | |||
| 31 | 6min zone4-5 | 6:10 | 50.6 | 0 | 24 | 0 | 3 | - | - | 2 | 0.5 | 1 | l2 | 1 | 1 | 2 | #reading is quite hard to initiate | 0:37 | 7:11 | 2:38 | 69 | 28 | ||
| 1 | 6min zone4 mid | 6:48 | 50.5 | 16:00 | 36 | 1 | 2 | #meditation is calm but not focus #eat 10-16:00 | 2 | 0.5,1 | 1 | l2, p1 | 1 | 1 | - | #reading is good, but hard to maintain continuity | ||||||||
| ** r1 is left unfinished |
Opinions
📝 Refactoring
- 29
- พอไม่ได้ออกกำลังกายหนัก(เช่น zone4, 4x4) เหมือนจะสามารถอ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น และความหงุดหงิดง่ายก็ดีขึ้น รวมทั้งกลับมาดูจิตได้ด้วย เหมือนการออกกำลังกายจะทำให้ตกอยู่ในภาวะ flight or fight หน่อยๆ(Sympathetic tone) เหมือนจะพยายามระวังภัย ระแวงนิดๆตลอดเวลา
- แต่ข้อเสียของการไม่ออกกำลังกายก็คือ คิดอะไรได้น้อยลง เหลือคิดได้แค่ทีละอย่าง แต่ถ้าออกกำลังกายพลังความคิดจะถูก boost ทำให้สามารถสลับ task หลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะกับงานหัตถการ เช่น ควบคุมน้ำหนักมือ แล้วสลับไปโฟกัสที่น้ำหนักเท้าตอนเหยียบ foot switch ขณะเดียวกันก็พูด guide ไปด้วย
- พอไม่ได้ออกกำลังกายหนัก(เช่น zone4, 4x4) เหมือนจะสามารถอ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น และความหงุดหงิดง่ายก็ดีขึ้น รวมทั้งกลับมาดูจิตได้ด้วย เหมือนการออกกำลังกายจะทำให้ตกอยู่ในภาวะ flight or fight หน่อยๆ(Sympathetic tone) เหมือนจะพยายามระวังภัย ระแวงนิดๆตลอดเวลา
- 31
- รู้สึกเหมือนกำลังทำ routine ในทุกๆวัน แต่ไม่ได้ประกอบด้วยแรงบันดาลใจ(no motivation, loss of target)
- My life feel like, it has lost the target. I don't know what to focus, what's the main thing what I really wanted to do, I just live my life follow the routine of studying day by day(which knowledge is good, but I loss the motivation of doing thing to reach my target)
- รู้สึกเหมือนการกินดึกทำให้เราเริ่มมองคนเป็นศัตรูมากขึ้นไหมนะ อาการเหมือนคนบ้า หงุดหงิดง่าย อาจลดมื้อดึกลง แล้วย้ายมากินเพิ่มมื้อเที่ยง(ไข่ 5-6 ฟอง)
- หรืออาจเป็นเพราะน้ำตาลในเลือดที่เหวี่ยงไปมาในตอนกลางวัน ทำให้ควบคุมอารมณ์ยากขึ้น Fasting dtx=100mg/dl at 11hr, 105mg/dl at 13hr, 75mg/dl at 22hr after the last meal
- ส่วนหนึ่งที่น้ำตาลในเลือดไม่ลงเกี่ยวกับ?
- กินดึก แล้ว insulin ทำงานได้ไม่ดี
- อาหารย่อยยาก และยังดูดซึมไม่หมด เช่น ธัญพืชที่ยังต้มไม่นิ่ม(ถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่ ลูกเดือยกล้อง) ถ้าตัดธัญพืชย่อยยากออกไป น้ำตาลในเลือดตอนตื่นน่าจะลงเป็นปกติกว่าไหมนะ
- ออกกำลังกาย? วันที่เราไม่ออกกำลังกาย น้ำตาลในเลือดตอนตื่น(10hr) ลงมาเหลือ 91mg/dl แต่วันที่ออกกำลังกายไม่ว่าจะ zone4, zone2 น้ำตาลก็จะสูงปริ่ม 100mg/dl ตลอด
- ส่วนหนึ่งที่น้ำตาลในเลือดไม่ลงเกี่ยวกับ?
- เรื่องน้ำตาลสูงลอย กับเรื่องการมองคนเป็นศัตรูอาจเป็นคนละส่วนกัน?
- การมองคนเป็นศัตรู มันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเราจากภายใน ทำให้บางคนตอบสนองกับเราเปลี่ยนไป รวมถึงมุมมองการมองโลกของเราเองก็เช่นกัน ซึ่งต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ
- เรื่องน้ำตาลสูงลอย น่าจะมาจากการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายมีการดึงน้ำตาลสูงขึ้น ขณะพัก?
- หรืออาจเป็นเพราะน้ำตาลในเลือดที่เหวี่ยงไปมาในตอนกลางวัน ทำให้ควบคุมอารมณ์ยากขึ้น Fasting dtx=100mg/dl at 11hr, 105mg/dl at 13hr, 75mg/dl at 22hr after the last meal
- รู้สึกเหมือนกำลังทำ routine ในทุกๆวัน แต่ไม่ได้ประกอบด้วยแรงบันดาลใจ(no motivation, loss of target)
- 1 prolonged fasting 36hr
-
เราไม่รู้สึกว่าต้องการฟังเพลงขณะอ่านหนังสือแล้วแฮะ เหมือนอ่านได้ง่ายๆเลย => สมองได้รับการอัพเกรดอีกขั้นแล้ว? หรือหายล้า? แสดงว่าตอนไหนที่ขาดสมาธิจนต้องฟังเพลงขณะอ่าน จะแสดงว่าสมองกำลังล้า?
-
ออกกำลังกาย zone5 หงุดหงิดง่าย, น้ำตาลสูงลอย?
- เหมือนกับว่าความหงุดหงิดง่าย มองคนเป็นศัตรู เกิดจากการที่เราวิ่งทะลุไปถึง zone5 กัดฟันฝืนใส่จนสุดแรงกายใจทั้งหมดที่มี ถ้าจำกัดแค่ zone4 จะไม่หงุดหงิด ยังเค้นอยู่ในจุดที่ยังคุมตัวเองได้
- ตอนออกกำลังกาย วิ่ง zone5 มันจะมีความคิดแวบเข้ามา ในอึดใจที่กำลังกัดฟันวิ่ง ว่า "ใครหน้าไหนก็อย่าโง่เข้ามาขวางนะโว้ย!" ซึ่งมันค่อนข้างรุนแรง และดูเป็นแม่แบบของความคิดด้านลบอื่นๆที่ตามมาหลังวิ่งนะ
- เหมือนกับว่าความหงุดหงิดง่าย มองคนเป็นศัตรู เกิดจากการที่เราวิ่งทะลุไปถึง zone5 กัดฟันฝืนใส่จนสุดแรงกายใจทั้งหมดที่มี ถ้าจำกัดแค่ zone4 จะไม่หงุดหงิด ยังเค้นอยู่ในจุดที่ยังคุมตัวเองได้
-
Opinions on fact logs ที่สะสมมาเรื่อยๆจากแต่ละเดือน
🏛️ Monthly Synthesis (สรุปท้ายเดือน - เขียนเมื่อตกผลึกแล้ว)
-
6min zone 4-5 wild ได้ผลจริง เราสามารถทำงานได้ดีขึ้นมาก Handskill ระดับ ultrafine ในทุกวัน,สามารถคิดได้อย่างไหลลื่น โดยไม่มี noise มหาศาลมาขวาง ได้ BDNF เพียงพอ โดยที่ไม่มีความล้า และ Cortisol
ต่างจากการวิ่ง 4x4 ที่จะล้าและเกิด cortosol, HIIT zone4 90sx6 ที่จะดีด นั่งสมาธิไม่ลง, zone2 ที่จะนิ่งๆ แต่ไม่ได้ทำงานเร็วขึ้น, ไม่ได้ออกกำลังกาย ที่จะไม่มีอะไรดีขึ้นให้วิ่งอยู่ที่ปลาย zone4(edge)เป็น sweetspot สูงสุดสำหรับทำให้เกิด Transient hypoxia โดยทีไม่เกิดความล้า หรือ CNS fatigue แบบใน zone5 ซึ่งจะกลายเป็น Drawback แทนในการพัฒนาสมอง- ในธรรมชาติ เราไม่ได้วิ่ง แบบจำกัดความเร็วตัวเองแค่ zone4 หรอก ส่วนใหญ่เวลาหนีสัตว์นักล่า ก็วิ่งแบบใส่สุดเท่าที่ทำได้ทั้งนั้น(zone4-5) แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 6 นาที
เอาเป็นว่าจะ เปลี่ยน protocol เป็นทำอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้(zone4-5 ตามสภาพร่างกายในวันนั้น) โดยจำกัดเวลาไว้ 6 นาทีต่อวัน เท่านั้น =6min zone4-5 wild
วันปกติ Fasting > 20 hr ช่วยให้ค่า HRV ตอนนอนสูงขึ้น และ ไม่ถูกความคิดแง่ลบครอบงำ
- คำนวณจากสถิติในเดือนที่ผ่านๆมา Fasting >=20hr(ส่วนใหญ่ IF 22/2) ได้ Avg.hrv 56.09ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 47.12ms
- นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองใส อารมณ์ดี ไม่ถูกปีศาจในตัวครอบงำ ถ้าช่วงไหนอดน้อยกว่า 20 ชม. (เช่น IF 12/12, IF 16/8) จะเกิดความคิดไม่ดีต่อคนอื่นได้ง่ายมาก
AIบอกว่า เป็นภาวะ Hyperarousal ที่พบได้ง่าย ใน ADHA trait คือ ซึ่งการอด >20 ชม. จะช่วยเพิ่ม GABA และ การป้องกันการอักเสบต่างๆในสมอง ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายสงบได้ดี ไม่ถูกปีศาจครอบงำ นอกจากนี้ การกินตลอด 12 ชม. จะกระตุ้นการอักเสบจากอนุมูลอิสระเรื่อยๆ จากการเผาผลาญ(Postprandial Inflammation)
Prolonged fasting + 6min zone4 = Perfect combination
ในการอดอาหารยาว(Prolonged fasting 36-45 hr) กินก่อนอด ดีกว่าอดก่อนกิน
ลำดับระหว่างการกินก่อน หรืออดก่อน มีผลอย่างมาก
- การกินให้มากพอก่อนอด ทำให้มีคลังพลังงานสำรองสำหรับร่างกายนำไปใช้ตอนอด โดยที่ไม่เกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงานสำรอง เกิด deep ketosis และ autophagy ได้อย่างราบรื่น และได้ค่า HRV ที่พุ่งสูง
- แต่ถ้าอดก่อนแล้วค่อยกิน โดยหากในวันที่อด คลังพลังงานสำรองไม่มากพอ(น้ำหนักตัวไม่ถึง) ร่างกายจะมองว่าเกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงาน(Starvation) เกิดการหลั่ง cortisol สูงลอย, สลายกล้ามเนื้อเป็นพลังงาน, HRV ตก และไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากการอด รวมถึงเกิดความเสื่อมถอยแทน
**ถือศีล 8(งดสิ่งบันเทิง) ร่วมกับอดข้ามวัน 45hr สัปดาห์ละครั้ง
- การถือศีล 8 งดสิ่งบันเทิงกระตุ้นอารมณ์ สัปดาห์ละ 1 วัน เป็นการทำ dopamine fasting เพื่อเพิ่ม dopamine baseline ซึ่งทำสัปดาห์ละครั้ง ก็เพียงพอที่จะช่วยให้กลับมานั่งสมาธิดีขึ้นได้(แม้จะดูการ์ตูนทุกวันที่เหลือ)
- การอดข้ามวัน(Prolonged fasting) เป็นการ Deep recovery ทำให้สมองแจ่มใส สุขภาพจิดดี ความจำดี เคลียร์ขยะ Beta-Amyloid(ขยะจากการสร้างและใช้งาน) ในสมอง ทำให้สามารถกลับมาใช้ศักยภาพสมอง ที่สร้างขึ้นจากการออกกำลังกายในสัปดาห์ได้อย่างเต็มที่(prime stage) ตื่นมาอีกวันเหมือนได้ของขวัญ คือสมองใหม่ ที่แจ่มใสกว่าเดิม
- ระบบประสาท จะสร้าง(growth) ด้วยการออกกำลังกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการบำรุงรักษาและทำความสะอาดที่ดีด้วย(deep recovery) ด้วยการ Prolonged fasting > 24hr อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เราจะเก่งขึ้นได้ ต้องมีการสลับกันระหว่าง การสร้าง(กิน+ออกกำลังกาย) และ เก็บกวาดซ่อมแซม(นอนหลับที่ดี + อดอาหาร ให้เกิด autophagy) อย่างสมดุล
วิ่ง 6min zone4 ในวัน Prolonged Fasting คือ perfect combination ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า วิ่ง 1hr zone2 ในวันอดมากๆ เพราะ
- 6min zone4(100kcal) ผลาญ calories น้อยกว่า 1hr zone2(500kcal) ไม่ทำให้ร่างกายตกใจว่าเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารในวัน Prolonged fasting (หลังวิ่ง zone2 จะรู้สึกอ่อนเพลียตลอดวัน แต่ zone4 กระฉับกระเฉงกว่าเดิม)
- กระตุ้น ketosis ได้ดีกว่า เพราะ การวิ่ง zone4 สลาย Glycogen โดยตรง ไม่ใช่ zone2 ที่เน้นสลายไขมัน แต่เก็บ Glycogen ไว้ ทำให้ Energy gap สั้นลงมากและเข้า Ketosis เข้มข้นได้เลย
- ผลคือ วันนี้ยังมีแรงและสมาธิเหลือสำหรับทำงาน และอ่านหนังสือแบบเทพๆ วันนี้ทำงานได้ดีมากๆ คิดอะไรได้เร็ว พิมพ์เร็ว
งดอาหารที่ปรุงรสมากๆ เพราะจะทำให้เสียขบวนสมาธิทั้งวัน
- อาหารที่ปรุงรสจัดๆ โดยเฉพาะหวานจัด เพราะ จะกระตุ้นความรู้สึก(กระตุ้น dopamine) และดึงดูดสมาธิจากหนังสือ ทำให้โฟกัสแย่ลง พอโฟกัสแย่ลง คิดอะไรไม่ออก ก็จะหนีไปดูการ์ตูน หาสิ่งบันเทิงเบาสมองทำ(กระตุ้น dopamine เพิ่มไปอีก) และแม้จะกินเสร็จแล้ว หลุดดูสิ่งบันเทิงแล้ว แต่ dopamine baseline พังไปแล้ว จะกลับมาอ่านหนังสือต่อ ก็โฟกัสได้ยากในช่วงเวลาที่เหลือของวัน
- กินอาหารปรุงรสมากๆ -> สมาธิถูกดึงไปอยู่ที่รสชาติ -> อ่านหนังสือไปด้วยไม่ได้ -> หนีไปดูสิ่งบันเทิงเบาสมอง -> สมาธิในวันนั้นพัง
- เหมือนกับว่า กินอาหารปรุง จะส่งผลต่อสมาธิมากกว่าดูสิ่งบันเทิงอีกแฮะ เพราะว่า สิ่งบันเทิงยังส่งผลแค่เรื่องสมอง แต่อาหารปรุงนี่ คือส่งผลทั้งทางกายและสมองเลย
- ผลต่อร่างกาย ได้รับสารอักเสบจากน้ำมันพืช และอาหารอาจย่อยยาก
- ผลต่อสมอง ถ้าเป็นอาหารย่อยง่ายเช่นคาร์บเชิงเดี่ยว ก็ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสมาธิเสียอีก และ ถ้าเผลอกินมากไปยิ่งแน่นท้องคิดอะไรไม่ออก(จนเป็นข้ออ้างให้ไปดูสิ่งบันเทิง) และกลายเป็นวงจรลูกโซ่(dead chain) แห่งการทำลาย will power และ focus
- ถ้าเป็นสิ่งบันเทิง ก็จะมีผลกับสมองอย่างเดียว
- ชีวิตคงต้องเลือก ว่าอยากได้รสอร่อยชั่วคราว แต่ชีวิตเสียโอกาสอันมีค่า(สมาธิและเวลาในการอ่านหนังสือ) หรือ กินแต่อาหารรส(ธัญพืช+ไข่ต้ม+เกลือ 1/2tsp a day)ไม่จัดดีต่อสุขภาพ แล้วอ่านหนังสือได้ดี
- งดอาหารปรุงรส จะมีรู้สึกงอแงในช่วงแรก(ยังเผลอไปกินบ้างเป็นเรื่องปกติ) แต่พอชินแล้ว ก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร ตราบใดที่ยังได้รับสารอาหารคุณภาพครบถ้วน
- อาหารที่ปรุงรสจัดๆ โดยเฉพาะหวานจัด เพราะ จะกระตุ้นความรู้สึก(กระตุ้น dopamine) และดึงดูดสมาธิจากหนังสือ ทำให้โฟกัสแย่ลง พอโฟกัสแย่ลง คิดอะไรไม่ออก ก็จะหนีไปดูการ์ตูน หาสิ่งบันเทิงเบาสมองทำ(กระตุ้น dopamine เพิ่มไปอีก) และแม้จะกินเสร็จแล้ว หลุดดูสิ่งบันเทิงแล้ว แต่ dopamine baseline พังไปแล้ว จะกลับมาอ่านหนังสือต่อ ก็โฟกัสได้ยากในช่วงเวลาที่เหลือของวัน
สมมติฐานปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านหนังสือ(Reading Focus continuity)
- CNS fatigue - ออกกำลังกายหนัก เช่น 4x4, 6min zone4 ติดกันเกิน 3 วัน เป็นต้น โดยไม่พัก zone2 อย่างเพียงพอ จนสารสื่อประสาทพร่อง เกิดอาการเนือยตื้อ โฟกัสไม่ได้
- Catecolamine - ในวันวิ่ง zone2 จะไม่มีการหลั่ง Catecolamine เช่น Adrenaline, Dopamine เป็นต้น จึงทำให้โฟกัสกับหนังสือได้ยาก แต่การมีวันพักใน zone2 ก็ยังจำเป็น โดยจะต้องหากิจกรรมทดแทนที่ช่วยเพิ่ม Catecolamine
- Dopamine baseline - ถ้าจัดกิจกรรมบันเทิงมาทำก่อนในช่วงต้นของวัน สมาธิการอ่านจะพังง่ายมาก หรือ กระทั่งเวลาที่ไอเดียพลุ่งพล่านก็ไม่สามารถมีสมาธิอ่านหนังสือเหมือนกัน(จัดตารางให้เวลาหลัก80% ของวันโฟกัสเพียงอย่างเดียว ที่เหลือค่อยทำเรื่องจุกจิก จะช่วยได้)
- Warm up กล้ามเนื้อตา ด้วย pencil push up 20 ครั้งก่อนการทำกิจกรรมที่ใช้สายตา ไม่ต่างจากนักกีฬา ที่ต้องวอร์มกล้ามเนื้อและระบบประสาทส่วนที่ต้องใช้ ก่อนลงแข่ง
ปัจจัยที่อาจมีผลต่อ HRV
ปัจจัยเชิงบวก
- Fasting > 20 hr ส่วนใหญ่ HRV เฉลี่ยจะสูงกว่า(ดูตารางเก่าๆ) คือ Fasting >=20hr ได้ Avg.hrv 56.68ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 48.06ms
- ออกกำลังกายแบบพอดีๆ ส่วนใหญ่วันที่วิ่ง zone2 มักจะทำให้ HRV ตอนนอนสูงขึ้น
ซึ่งวันที่ออกกำลังกายหนัก ต้องมีวันพักวิ่ง zone2 คั่นเสมอ คือ วิ่ง 4x4 1 วัน เว้น zone2 1 วัน, วิ่ง 6min zone4-5 2 วัน เว้น zone2 1 วัน - ก่อนนอนฟังเพลงของ Drew Holcomb เป็นเพลงทำนอง Americana ทำนองอบอุ่น ความหมายดีเกี่ยวกับชีวิต
- ความไม่เครียด ไม่กังวล - ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลย้อนกลับจาก ฟังเพลงก่อนนอนของ Drew, Fasting >20hr, การออกกำลังกายที่พอดีๆ
ปัจจัยที่ไม่ได้มีผลเท่าไหร่
- อุณหภูมิ - ช่วงเดือนพ.ค. ลองเปิดแอร์นอน แม้จะพยายามเปิด 24-25c ค่า HRV ก็ไม่ได้เพิ่ม แถมยังอาจมีบางวันลงกว่าเดิมอีก(รู้สึกความเย็นกัดกิน แทนที่จะหลับสบาย) แต่บางช่วงเปิดแอร์ 26-28c ค่า HRV เฉลี่ยยังดูสูงกว่าอีก (แต่ข้อมูลที่เก็บยังไม่มากพอนะ)
- เวลาการกิน?? - กินดึกก่อนนอน ก็ยัง HRV สูงขึ้นในหลายๆวัน ถ้ามีชั่วโมงการอดมากกว่า 18 ชม(IF 18/6) แต่เนื่องจาก บางทีออกกำลังกายตอนเช้า แล้วไม่ได้กิน สมองจะเบลอ คิดอะไรซับซ้อนไม่ได้ตอนทำงาน จึงหยุดการทดลองไป
- เวลานอน - นอนดึกกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้ HRV ต่ำลง