บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

กลยุทธ์การบริหารพอร์ตในทุกสภาวะ

2026-03-29 ใน การเงิน

*บทความนี้ วางแผนการเงินร่วมกับ GeminiAI.

แบ่งเงินที่เหลือจากการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนเป็น 4 กอง อย่างละ 25%

  1. เงินเก็บ 25% - มีเงินเก็บฉุกเฉินไว้ โดย limit ที่ 100,000บาท(มากพอที่จะอยู่ได้ อย่างน้อย 6 เดือน หากไม่มีงานทำ) ห้ามใช้ในกรณีใดๆนอกจาก โดนไล่ออกหรือ ทำงานไม่ได้ หรือพิการไปช่วงนึง หรือใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
  • ในกองเงินเก็บ หากเก็บจนครบ 100,000 บาท แล้ว ส่วนที่เหลือจะเอาไปเป็น..
    • กองเงินทุนสำหรับ ใช้ลงทุนกับการพัฒนาตนเอง(Self-Development fund) ทั้งในความรู้, ทดลองทำสิ่งต่างๆ หรือปรับปรุงชีวิต ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสุด แต่ให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน และมั่นคงที่สุด(แต่คนส่วนมากมองข้าม) เพราะ ความรู้จะต่างกับทรัพย์สินด้านวัตถุตรงที่ มันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต, ใช้แล้วไม่หมดไป นำมาพลิกแพลงใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ, พอมีพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว สามารถต่อยอดความรู้ได้อีกเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด
      • เช่น ซื้อหนังสือ อุปกรณ์เข้าถึงความรู้ ทดลองทักษะในด้านอื่นๆ อุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ลองผิดลองถูกในความรู้ เป็นต้น
      • เราถือคติประจำใจว่า ความรู้ย่อมดีเสมอ(แม้ว่ามันจะยังไม่ได้ใช้ตอนนี้ก็ตาม)
    • แต่หากไม่มีอะไรที่อยากทดลอง ให้กันไว้เป็นกองเงินสดอีกก้อน สำหรับรอช้อนในกองลงทุนใดที่ราคาถูกในขณะนั้น

  1. ลงทุนทอง 25%
  2. ลงทุน crypto(Cardano) 25%
  3. ลงทุน หุ้น US ที่ดี แต่ราคาถูก 25%

แต่ละกองการลงทุน จะ limit cash ไว้ที่ 50000 บาท ถ้ามากกว่านี้จะนำไปไว้ในกองกลาง เพื่อลงในกองใดก็ตาม ที่มี "ของดี" ราคาถูก

เงื่อนไขของ 3 กองลงทุน

อ่านเพื่อรู้ความจริงเสมอ ก่อนจะซื้อหรือขาย(ความสำคัญ 60%)

  • อ่านข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ Reuters(หมวด Markets, Politics, Business), AP news, the Guardian, ForeignPolicy สำคัญมากในการทำให้เรารู้ Narrative ทางการเมืองในขณะนั้น(politic cycles) ที่ส่งผลต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจ
  • อ่านข่าว นโยบาย นวัตกรรม และงบการเงิน ของบริษัทต่างๆที่เราสนใจ ซึ่งระยะสั้นมักจะมีผลต่อราคาหุ้นมาก ในช่วงประกาศผลกำไรในแต่ละไตรมาส(Business cycles) แต่การเติบโตในระยะยาว(Long term growth) มักเป็นผลจากวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาของผู้นำและบริษัทนั้นๆ
    • เราอ่านข่าวแต่เราไม่ได้เชื่อทุกอย่าง หรือ ตัดสินใจทันที เพียงแต่จะนำมาคิดต่อว่า อะไรน่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ส่งผลดีหรือผลเสีย ข่าวลือ(rumor)หรือความจริง(fact) เป็นไปได้มากหรือน้อย เชื่อคนหมู่มากหรือเป็นคนส่วนน้อยดี ระยะสั้นหรือระยะยาว
    • อ่านข่าว อย่าคาดหวังว่าจะได้แต่ข่าวที่เป็นกุญแจทำเงิน เพราะ ปกติกุญแจทำเงินหลายๆครั้ง จะอยู่ในข่าวที่เราอ่านเล่นๆ ไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ แต่กลับได้ประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้น อ่านไปเถอะ อะไรที่สนใจหรือไม่สนใจก็อ่านไปเรื่อยๆ อ่านเพื่อซึมซับความสนุก ว่าคนฉลาดๆ เหล่านี้กำลังตัดสินใจทำอะไร เพราะ อะไร อ่านเรื่องราวของตัวแปรต่างๆที่ส่งผลกระทบสืบต่อกันมา อ่านเพื่อให้สนุกกับการได้ลองคิดวิเคราะห์ตามเรื่องราวในข่าว ส่วนไอเดียทำเงิน เมื่อมีจังหวะเหมาะสมมันจะลอยเข้ามาในหัวเราเอง
  • อ่านให้มากก่อนจะตัดสินใจซื้อขายเสมอ อ่านให้มากที่สุด จนมากถึงจุดหนึ่งมันจะปิ๊งไอเดียขึ้นเอง ว่าควรไปในทิศทางใด

    • การไม่อ่านหรือเก็บข้อมูลให้มากพอ ก็เหมือนเราขับรถ โดยที่ยังเห็นถนนข้างหน้าที่จะไปไม่ชัด(ยังไม่เห็นแผนการณ์ที่ชัดเจน) เต็มไปด้วยหมอกปกคลุม หรือแย่กว่านั้นคือตัดสินใจโดยอาศัยเพียงแค่ไฟจราจรสีเขียวแดง(กราฟราคา) โดยไม่ดูถนนรอบๆเลย ก็อาจขับตกถนนหรือหน้าผาได้เลย
    • การอ่านมาก หาข้อมูลมากๆ ให้เห็นเส้นทาง/แผนการณ์ที่จะไป จึงเป็นขั้นแรกหรือประตูด่านแรก(60%) ที่สำคัญที่สุด ที่หากข้ามขั้นไปใช้กลยุทธ์ในหัวข้อถัดไปเลย(40%) ก็ไม่ต่างจากคนมีทักษะ แต่ขับรถหลับตาไม่มองทางเลย ก็จะประสบอันตรายอยู่ดี

ดูราคา เพื่อ หาซื้อของดีราคาถูก และ ขายของราคาแพง(ความสำคัญ 40%)

  • ดูกราฟราคาใน Timeframe week-month(อย่าดูความผันผวนรายวัน ใน Timeframe Day เพราะ ในชีวิตจริง cycle ทางการเมือง, ธุรกิจ มักจะกินเวลา หลายเดือน ไตรมาส หรือเป็นปีๆ ไม่ใช่ความผันผวนรายวัน)
    • การวิเคราะห์กราฟ ใช้เพียงเพื่อหาระดับราคาที่น่าพอใจในการซื้อหรือขายเท่านั้น(ในขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินใจ) ไม่มีประโยชน์อะไรในการใช้วิเคราะห์เพื่อหาทิศทางราคา เพราะ กราฟและพฤติกรรมราคา ส่วนใหญ่มีแต่ภาพสะท้อน ความไม่แน่ใจ ของคนในตลาด(โดยเฉพาะ TF เล็กๆ ตั้งแต่ 1d ลงมา) สิ่งที่ควรทำคือการวิเคราะห์ในภาพใหญ่ ด้วยข่าวและข้อมูล เพราะ สุดท้ายกราฟราคาจะถูกดึงดูดเข้าหา ความจริง เสมอ และใช้ความผันผวน ที่เกิดจากความไม่แน่ใจของคนมากมาย ให้เป็นประโยชน์
  • ก่อนจะซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ ต้องหาข้อมูลให้มากพอ จนตกผลึกความคิด ออกมาเป็นแผนการลงทุนได้ด้วยตัวเอง
  • ในแต่กองการลงทุน จะซื้อ เฉพาะเมื่อเข้าเงื่อนไข "ของดี" ราคาถูก หากในเดือนนั้น "ของดี" แต่ราคาแพง จะไม่ซื้อ เก็บเป็นกองเงินสดไว้ก่อนเฉยๆ รอซื้อในจังหวะใดๆของเดือนที่ราคาถูก
  • ของดี จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ เราศึกษาหาความรู้ หาข้อมูลในเรื่องนั้นๆมากๆ(ข่าวในโลก และ ข่าว/ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท) ด้วยตัวเอง
  • ราคาถูก หรือแพง ง่ายๆเลยคือ ให้ดูที่ Marketcap ของสินทรัพย์นั้นๆ ยิ่งเล็ก = ยิ่งถูก และ บางทีก็เทียบกับสินทรัพย์อื่นใน segment เดียวกัน
    • ถ้ายิ่ง Marketcap เล็ก เงินทุนไหลเข้ามาเพียงเศษเสี้ยว (เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ระดับ Mega marketcap) ราคาก็พุ่งทะยานไปหลายเท่าตัว
    • แต่ Mega marketcap ที่ราคาไม่แพง หรือราคาตกเพราะข่าว = ของดี ราคาเหมาะสม ก็ซื้อเก็บไว้ได้ มีโอกาสไปต่อในระยะยาว
      • ข่าวร้าย (= ราคาถูกในระยะสั้น) จะเป็นโอกาสซื้อ หากพิจารณาร่วมกับ นโยบายที่ดี สร้างนวัตกรรมออกมาเรื่อยๆ (= โอกาสพัฒนาในระยะยาว)
    • ระวังสินทรัพย์ที่ Margetcap เกินตัว เมื่อเทียบกับประโยชน์และนวัตกรรมที่สร้าง(หากเทียบนวัตกรรมกับ segment อื่นๆ) เพราะ นั่นอาจจะกำลัง FOMO เช่น
      • spotify ที่ทำ music steaming มี marketcap(ปี2026) 109.33B $ แต่ cloudflare(ที่เป็นกระดูกสันหลังของ internet ในโลก) มีแค่ 66.92B $
  • เงื่อนไขการขาย คือ เมื่อ ของดี แต่ราคาแพงแล้ว จะทะยอยขายเดือนละไม่เกิน 25%(ไม่รีบขายรายวันจนหมด เพราะ ส่วนใหญ่ราคาไม่ได้ตก ในวันสองวัน แต่จะคงตัวหลายเดือนหรือไตรมาส ตามระยะ cycles of market, politics, and Business) และเอาไปซื้อกองอื่นที่มีของดีราคาถูกมาก ในขณะนั้น
  • สิ่งสำคัญกว่าการประเมินว่าจะซื้อเมื่อไหร่-ขายเมื่อไหร่ คือ ความรู้ในเรื่องนั้นๆ ถ้าเราศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม อ่านข่าวมากๆ เมื่อนั้นเราจะรู้ขึ้นมาได้เอง ว่าเมื่อไหร่ควรขายหรือซื้อ

สรุปเงื่อนไขการซื้อ-ขาย:

  • ของดี ราคาถูก = ซื้อ
  • ของดี ราคาแพง = ไม่ซื้อ, ขายบ้าง เดือนละไม่เกิน 25% (เพื่อเอาเงินมาซื้อ ของดี ราคาถูก)
  • ของห่วย ราคาแพง = รีบขาย...(ของดีที่กลายเป็นของห่วย)
  • ของห่วย ราคาถูก = อย่าไปยุ่ง

ความไม่มั่นใจ คือ เพื่อนแท้นักลงทุน / ความมั่นใจเต็มร้อย ในการลงทุน คือ 'มิตร'ฉาชีพ

  • ความไม่มั่นใจ คือ เพื่อนแท้ของนักลงทุน นักลงทุนที่มั่นใจ คือ นักลงทุนที่โง่เขลา
  • ปรมาจารย์ดาบซามูไร ยังมีความกลัว เป็นเพื่อนแท้ในทุกครั้งที่จับดาบ และใช้ความกลัวเป็นพลัง ทั้งตอนฝึกฝนและตอนต่อสู้
  • ศัลยแพทย์มือหนึ่ง​ ยังมีความกลัว มีความกดดัน ที่ต้องก้าวข้ามในทุกครั้งที่ทำการรักษา
  • นักแข่งรถ ทุกครั้งที่ลงสนาม เข้าโค้งที่ความเร็วสุดขีด ไม่มีใครที่ไม่กลัว ความกลัวทำให้เขาไม่ประมาท และเกิดสมาธิถึงขีดสุด(Hyperfocus)
  • ทุกอย่างต้องมีความเครียด มีความยาก ไฉนเลย จะลงทุนอย่างสบายอกสบายใจ ไม่หาความรู้ ศึกษาเพิ่มเติมอะไรได้

เงื่อนไขในการ cut loss

  • ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์นั้นๆ
    • ถือยาวยันชั่วโคตร ตายกันไปข้าง เราศรัทธาในความเพียรของมนุษย์ ตราบใดที่บริษัทหรือใครสักคน ยังคงพยายามสร้างนวัตกรรมอยู่ ไม่ลดละความพยายาม ถึงจุดหนึ่งย่อมเจอโอกาสเหมาะ ที่แม้เพียงเล็กน้อยก็สำเร็จแบบทวีคูณ
      = โอกาสเป็นของคน ไม่ละความพยายาม(ในทางที่สร้างสรรค์) วันหนึ่งต้องสำเร็จ แม้ในวิกฤติจะไม่มีใครเชื่อก็ตาม(win rate 100%)
      • ซื้อๆขายๆระยะสั้น มีความผันผวนสูง และมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของตลาดมากกว่า
      • ยิ่งถือระยะยาว ยิ่งมีโอกาสเติบโตมากกว่า(winrate สูงกว่า แถมชีวิตสบายกว่า ไม่ต้องมาเครียดกับราคาขึ้นๆลงๆ เพราะ มีคนบ้า ที่ไม่ยอมแพ้ ฉลาด และความอดทนสูงกว่าเรา กำลังทำงานแทนเราอยู่)
    • เชื่อใน การวิเคราะห์หาข้อมูลความรู้ด้วยตนเอง หาเอง, เก่งเอง, ผิดพลาดเอง, เรียนรู้เอง อย่าไปเชื่อใคร กูรู, เซียน, หรือเหล่า "คนเก่ง ตามโซเชียล" ทั้งหลาย ที่ไม่ว่าจะมีดีกรีสูงแค่ไหน
      • ฟังหูไว้หู หากเป็นเทคนิค ความรู้ ที่เราพิจารณาแล้วดู "เข้าท่า" ตามวิจารณญาณของเรา ก็นำมาปรับใช้
      • แม้เป็นคนเก่งระดับปรมาจารย์ ก็ฟังมาพิจารณาในแง่ หนึ่งใน source of information แต่ไม่เชื่อแบบไม่พิจารณาอะไรก่อนเลย เพราะ expert ก็ยังผิดได้เสมอ และไม่มีใครมีตาทิพย์มองเห็นอนาคตได้
  • สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เงื่อนไขการ cut loss
    • "ไม่ใช่" การขาดทุนสะสมที่มากเกินไป เพราะ ถ้าเราจะ DCA ในของดีราคาถูก ซึ่งก็คือในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง การขาดทุนสะสมมีโอกาสสูงกว่ากลยุทธ์ปกติ
    • "ไม่ใช่" เวลา(holding duration) ที่นานเกินไป เพราะ politic cycle บางทีอาจกินเวลายาวนาน และเราไม่สามารถล่วงรู้ timing ของตลาดได้
  • ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ(ส่วนหนึ่งของความน่าจะเป็น) แต่ระบบที่จะรองรับความปกตินี้ได้ โดยที่มูลค่ารวมยังเติบโต คือสิ่งที่ต้องปรับปรุงให้ดี

อื่นๆ: การเทรด

  • การเทรด เช่น ทองคำ เป็นต้น
  • ยังคงเน้นวิเคราะห์ข้อมูล ข่าวสาร fundamental เป็นหลัก เพราะ ทิศทางราคา จะถูกดึงดูดเข้าหา "ความจริง" เสมอ กราฟส่วนมากเป็นเพียงบันทึกของ price action ของความไม่แน่ใจของคนมากมายเสียเป็นส่วนใหญ่ และเต็มไปด้วยสัญญาณหลอก
    • การอ่านข่าว วิเคราะห์ข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง เป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก เพราะ แต่ละ scenario ใช้ได้เป็นไตรมาส หรือเป็นปีๆ ตามรอบการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
      • ส่วนใหญ่ ข้อสรุปสุดท้ายมักจะเหลือเป็น แรงซื้อหรือแรงขายที่มากกว่ากัน โดยมี 4 กรณีที่น่าสนใจ คือ แรงซื้อมาก, แรงขายมาก, ไม่มีแรงซื้อ, ไม่มีแรงขาย
      • ในมุมมองของกราฟ จะปรากฏออกมาในหลักการของ Trend following คือ มันจะขึ้นจนกว่าจะไม่ขึ้น ลงจนกว่าจะไม่ลง
    • เทรดเฉพาะสินทรัพย์ที่เรามีข้อมูลที่เข้าถึงได้ดีที่สุด มุ่งวิเคราะห์ตัวเดียว ดีกว่าวิเคราะห์หลายตัว แต่วิเคราะห์ได้ไม่ดีสักตัว
      • ต่อให้เทรดตัวเดียว ที่มีข้อมูลดีที่สุด ความเสี่ยงก็ยังต่ำกว่า เทรดหลายตัว โดยที่ไม่มีข้อมูลที่ดีสักตัว(Diworsification not Diversification)
    • ทองคำ เน้นข่าวเศรษฐกิจ สหรัฐ และการเมืองโลก แนะนำให้อ่านจากแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น reuters, bloomberg
    • อ่านข่าว ทุกวัน และก่อนเริ่มการเทรดทุกครั้ง แต่ไม่ได้จำเป็นต้องเทรดทุกวัน
  • การดูกราฟ มีความสำคัญมากในการดูแนวราคาที่น่าพอใจ หากซื้อโดยไม่ดูแนวราคา อาจถูก stop out ฟรีๆ แม้จะมองทิศทางตลาดถูก
    • แนวราคา จัดว่าเป็นข้อมูล Fundamental อย่างหนึ่ง และสำคัญมาก เพราะเป็นแนวราคา ที่คนหมู่มากยอมรับ มีผลในทางจิตวิทยาจริง
    • การดูกราฟ(ทุกครั้งที่ดูกราฟ) คือ ไล่จาก TF ใหญ่สุดลงมาหาเล็กสุดเสมอ ตั้งแต่ TF Month, Week, Day, 4hr, 1hr, 5min โดยระหว่างดูแต่ละ TF ให้ไล่ตีเส้น Trendline, Support&resistant zone ที่มีนัยสำคัญ แต่ละ TF ใหญ่ๆที่ดูลงมาเรื่อยๆ Month, Week, Day, 4h(ส่วนใหญ่ แนวราคาที่มีผล มักจะสุดที่ TF 4h หาก TF เล็กกว่านี้ไม่มีผลเท่าไหร่)
      • เส้นใน TF Month, week ใช้เส้นหนา, เส้นใน TF Day, 4h ใช้เส้นบาง
      • เส้นหนา มักจะมีแรงส่งสำหรับ run trend ยาว(ใส่ order เยอะได้ เพราะแรงส่งเยอะ), เส้นบาง มักจะเป็น sideway สำหรับเก็บกำไรระยะสั้น
    • การหาจุดเข้า trade ให้ไล่แต่ละ TF (ตั้งแต่ Month ลงเรื่อยๆ) เราจะเห็นการ confirm สัญญาณ ผ่านลักษณะของ แท่งเทียน และ price action ตั้งแต่ TF ใหญ่ไล่ลงมาเรื่อยๆ
      • ถ้าไล่จนถึง TF เล็กสุด เช่น 5min แล้วลักษณะ price action ได้ confirm ไปในทิศทางเดียวกับ TF ใหญ่อื่นๆแล้ว ก็เข้าเทรดได้เลย
      • แต่หากตอนไล่ลงมา ใน TF เล็กยังเป็น price action ที่ขัดกับ TF ก่อนๆที่ใหญ่กว่า ให้ค้างกราฟรอใน TF นั้นก่อน และรอจนกว่าสัญญาณ price action จะไปในทิศทางเดียวกัน และเข้าเทรด
        • แต่ถ้าไม่อยากรอ ก็ให้เข้าใน TF ใหญ่ก่อนหน้า ที่สัญญาณ confirm แล้ว เช่น มุมมอง Technical ใน TF 4h confirm แล้ว แต่ TF 1h ยังขัดกันแย้งกันอยู่ แต่ขี้เกียจรอ ก็จะเข้าใน TF 4h และวาง Stop loss จากในมุมมองกราฟ TF4 นั้นเลย(แต่ stop loss จะกว้างขึ้นหน่อย)
      • อาจไล่ลงลึกต่อไปใน TF เล็กลงเรื่อยๆ(ได้จนถึง 5min) เพื่อให้ได้จังหวะที่ดีขึ้น และได้ Stop loss แคบลง และ ได้ risk/reward ที่มีประสิทธิภาพที่สุด (sniper trade)
      • สามารถแบ่งเข้า order เมื่อแต่ละ TF มีสัญญาณ confirm ได้ เช้น 4h สัญญาณ confirm แล้ว ก็เข้าไปก่อน 1 order, เมื่อ 1h มีสัญญาณ confirm แล้ว ก็เข้าเพิ่มอีก 1 order, ไปจนถึง 5min... และอาจขยับ stop loss ของ order ก่อนหน้าให้แคบขึ้น ผ่านมุมมองของ TF ที่เล็กลงได้บ้าง
    • ทั้งนี้ การวาง stop loss ควรวางไว้เลยแนวรับ-ต้านสำคัญ ออกไปอีกเสมอ
    • อย่ามัวแต่เสียเวลาหาความเข้าใจจากกราฟ จะเปลืองพลังสมองเปล่าๆ เพราะ 99% ของ Price action ในกราฟเป็นเพียงบันทึก 'ความไม่แน่ใจ' ของคนในตลาด แต่สุดท้ายราคาจะวิ่งเข้าหา 'ความจริง' เสมอ ใช้เวลาอ่านข่าว 90% ดูกราฟ 10% เท่านั้นพอ
      • อ่านข่าวๆๆ -> ได้ไอเดีย -> ดูกราฟหาแนวราคา+เทรด -> อ่านข่าวๆๆ ...
  • เก็บกำไร Take profit - ออกมาดูกราฟ TF Day ดูระดับความผันผวนในแต่ละวัน(volatility), ดูระยะการวิ่งของราคาในแต่ละวัน(Range แท่งเทียน ว่าปกติจะยาวแค่ไหน) เพื่อประเมินจุดที่ควร "พอ"
    • อาจเหลือ order เล็กๆไว้ เพื่อรันเทรนด์ระยะยาว ถือแช่จนกว่าจะจบรอบเศรษฐกิจ-การเมืองจริงๆ กินกำไรรอบใหญ่
    • ควรเน้นถือยาว จนสุดรอบเทรนด์(swing trade), ไม่เทรดบ่อยจะดีที่สุด? เพราะ ส่วนใหญ่เราจะขาดทุนไปทีละน้อยๆ จากการพยายามหาจุดเข้าเทรดในช่วง sideway(ช่วงที่ตลาดยังไม่แน่ใจและไม่มีข่าวหรือข้อมูลมา drive ตลาด) เทรดช่วงมี trend และถือข้ามช่วง sideway จะเป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายและได้กำไรมาก อย่างยั่งยืนที่สุด
      • กำไรจะได้มาจาก ช่วงมี trend, ขาดทุน มักจะมาจาก การพยายามไปฟัดกับตลาดในช่วง sideway (ซึ่งการขาดทุนมักจะมากกว่าการเทรดสวนเทรนด์เสียอีก เพราะ หากสวนเทรนด์ เราก็ยังรู้ว่าเราผิดและหยุดเทรด แต่ sideway เราจะไม่ได้อะไรเลย จะมีแต่เทรดแล้วโดน stoploss ไปเรื่อยๆ)
    • จำไว้ว่า กำไรในการเทรดแต่ละครั้ง(linear growth) ไม่ได้สำคัญเท่าการทบต้น(exponential growth)ในระยะยาว ช่วงแรกกำไรอาจไม่หวือหวา แต่พอทบต้นไปเรื่อยๆ กำไรและการเติบโตจะอิ่มเอมอย่างมาก
  • ความไม่มั่นใจ คือ เพื่อนแท้นักลงทุน ความมั่นใจเต็มร้อย คือ มิจฉาชีพ เพราะ เราเองก็ไม่รู้ว่าแนวคิด "ของเรา" นั้นถูกต้องหรือเปล่า ระวังตอนที่เรายึดติดหรือมั่นใจกับในแนวคิดของเราให้ดีๆ
    • ไม่มีใครเก่งจริงในโลกการลงทุน มีแต่การพยายามหาเงื่อนไขที่ทำให้เรา "บังเอิญได้กำไร" มากกว่าขาดทุนก็เท่านั้น
  • ก่อนเทรดถามตัวเองเสมอว่าเข้าใจอะไรบ้าง สำหรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า - จะเทรดก็ต่อเมื่อ เข้าใจ ข่าว ข้อมูล หรือ กราฟ ที่ปรากฎขณะนั้น(data driven) ถ้าไม่เข้าใจอะไรเลย มักเป็นเพียงช่วง gap ที่ข้อมูลกำลังฟอร์มตัว ไม่ต้องเทรด เพราะ ช่วงที่ไม่เข้าใจ เทรดไปก็มั่ว จะถูกหลอกให้ฟัดกับตลาดแบบไม่มีทิศทาง และเสียเงินเปล่าๆ
    • ถ้าไม่เข้าใจอะไรเลย มองอะไรสักอย่างไม่ออก ให้พักเทรด กลับไปอ่านข่าว เพราะข้อมูลยังไม่ฟอร์มตัว เอาเวลาที่เสียไปกับการนั่งจ้องกราฟโง่ๆ และถูกตลาดหลอกเสียเงืน มาอ่านข่าวดีกว่า
  • ต่อให้พอร์ตโตขึ้น ก็อาจจะยังเป็นเพียงความโชคดี อย่าเพิ่มความเสี่ยงเกินความสามารถ(กระบวนการคิด และ สภาพจิตใจ) ให้ค่อยๆเพิ่ม risk ตามความเหมาะสม
    • ถ้าไม่แน่ใจเรื่องการเพิ่ม risk หรือรู้สึกว่าเพิ่ม risk แล้วมันสะเทือนใจ ให้ เพิ่มที่จำนวน orders(เพิ่มไม้) แทน โดยค่อยๆเปิดเพิ่มทีละนิดๆ ในจุดที่คิดว่าเหมาะสม
    • ฝึกใช้ risk เท่าเดิมที่เคยทำได้ จนชำนาญ จึงจะค่อยๆขยับเพิ่ม risk ขึ้นทีละขั้นๆ
    • การจะเพิ่มความเสี่ยง แต่ละขั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ลองนึกถึงวิชาชีพต่างๆ กว่าเราจะพัฒนาไปอีกขั้น ทั้งทักษะ ความชำนาญ ความรู้ มันไม่มีทางลัดที่ก้าวกระโดด มีเพียงการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเทรดก็เช่นกัน จงเทรดให้ชำนาญใน risk นั้นๆก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มความเสี่ยงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • ใช้ Risk วันละไม่เกิน 3% โดยอาจแบ่งเทรด วันหนึ่งไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละ 1%(หรือน้อยกว่า) ไม่ได้จำเป็นต้องเทรดทุกวัน
    • ถ้าไม่แน่ใจ หรือระบบเทรดที่ใช้คำนวณ risk ยาก ก็ใช้ lot ต่ำสุดที่เคยใช้ประจำ แล้วลองลาก stop loss ถ้าน้อยไป ก็เปิดเพิ่มได้ แต่ถ้ามากไป ก็ลดขนาด lot ลง
  • การเทรด เป็นอันตรายต่อ Dopamine สำหรับพัฒนาชีวิต

    2026-07-02 06:59
    • เหมือนตั้งแต่เริ่มมาเทรด เราจะมีสมาธิจดจ่อกับงาน และการอ่านหนังสือได้น้อยลง หัวเต็มไปด้วย noise มากขึ้น เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง หวาดหวั่น วิตกกังวล เหมือนเรากำลังมัวแต่เฝ้ารอ คาดหวังชีวิตที่สบาย มั่นคงโดยไม่ต้องออกแรง ซึ่งจริงๆอาจตรงกันข้าม คือ ชีวิตที่มั่นคง มักจะต้องออกแรงกาย-สมอง ไม่ได้สบายอย่างที่ฝัน
    • การเทรดระหว่างวัน ไม่ต่างจากเล่น social media ซึ่งจะทำให้ dopamine ในสมองเราปั่นป่วนกับการลุ้นในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราคงไม่อยากเอาสมาธิอันมีค่า ที่จะเอาไว้สร้างนวัตกรรม ทำประโยชน์ได้อีกมากมาย ไปแลกกับเงินและความเสี่ยงในตลาดเพียงแค่นี้หรอกจริงไหม ชีวิตเรายังอยากทำอะไรอีกมากมายกว่านี้จริงไหม

      1. อาจเปลี่ยนมาเทรดเฉพาะตอนเย็น หลังเลิกงาน และอ่านหนังสือมาทั้งวันแล้ว
        • น่าจะเลือกทางนี้แหละ ตอนเย็นก็ไม่ค่อยมีอะไรจะทำพอดี
      2. หรือ เทรดใน TF week แบบเหมือนซื้อหุ้นไปเลย มี 2 รูปแบบย่อย
        1. เปิด order แบบ DCA คือ เมื่อมี trend ก็จะทะยอยเปิด order ทีละนิด เมื่อใกล้หมด trend ก็จะทะยอย ปิด order ทีละนิด
        2. แต่จริงๆ เปิด order ทีเดียว ในช่วงต้นของ scenario และค่อยๆ ปิดทีละนิดในช่วงท้ายก็ได้
  • การเทรดไม่ใช่สิ่งที่ง่าย ต้องการสมองและสมาธิที่เฉียบคมในการประเมินสถานการณ์ ไม่ต่างจากการทำงานประเภทอื่นๆ โดยส่วนตัวพบว่า การออกกำลังกายบางรูปแบบ และการอดอาหารนานกว่า 20 ชม สามารถช่วยให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ(prime stage) และยังป้องกันสมองล้าได้ดีมาก
    • วันไหนที่ออกกำลังกายตอนเช้า ก่อนเทรด โดยเฉพาะ วิ่งเร็ว 6min zone4 จะทำให้เทรดได้ตามแผน ควบคุมตัวเองได้ดี รอบคอบ คิดคำนวณปัจจัยได้ถี่ถ้วนรอบด้าน สงบไม่ฟุ้งซ่านลนลาน เปิด order ในจุดที่เหมาะสมได้ดีขึ้นมาก ไม่ไล่ราคา-ไม่เทรดมั่ว (Overtrade/Impulsive/Arbitrary trade)
      • การออกกำลังกาย แบบวิ่งเร็วจนหอบ จะทำให้เกิดภาวะ transient hypoxia(ออกซิเจนในเลือดต่ำลงชั่วคราว) ในสมอง ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทหลายอย่างที่ส่งผลให้ ความคิดและสมาธิเฉียบคม รวมถึงหลั่ง BDNF ที่จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ประสาทเพิ่ม(neurogenesis)และแตกแขนงเชื่อมโยงได้ดี(neuroplasticity) ทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น ปรับตัวกับข้อมูลใหม่ๆได้เร็วเสมอๆ
    • นอกจากนี้ การอดอาหารอย่างน้อย > 20 ชม(IF 20/4) ในทุกๆวัน ก็มีส่วนในการตัดสิ่งเร้าที่จะมากระทบและเป็นภาระต่อการคิด จะทำให้อารมณ์และความคิด นิ่ง สามารถคิดได้อย่างเป็นกลาง มากกว่าวันที่อดอาหาร น้อยกว่า 20 ชม
    • การนั่งสมาธิก็สำคัญ วันไหนนั่งสมาธิได้ดี วันนั้นมีแนวโน้มที่จะเทรดได้ดีกว่า
Stop loss hunting
  • ในช่วงที่มีข่าวใหญ่ตามปฏิทินเศรษฐกิจ(เช่น CPI,PCE,Non-Farm payrolls, ประชุม FOMO/FOMC) ให้ตั้ง order เหนือแนวราคาที่เรา "พอใจ"(แนวรับ-ต้านสำคัญ) ขึ้นไปอีกขั้นด้วย เพราะมักจะมี stop loss hunting โดยกองทุน ทุกครั้งที่ข่าวใหญ่ๆออก
    • ในช่วงที่ข่าวใหญ่ๆกำลังจะออก ตามปฏิทินเศรษฐกิจ กองทุนจะมีการเคลื่อนไหว ซึ่งก่อนที่กองทุนใหญ่จะเปิด order จะต้องมีการทำ stop loss hunt เพราะ กองทุนมีปริมาณเงินมหาศาล ที่หากเข้าไปตรงๆ จะทำให้ราคาไหลอย่างรวดเร็ว(slippage) และได้ราคาที่ไม่ดี จึงต้องทำ stop loss hunt ด้วยการเปิด order ตรงข้ามด้วยเงิน"เล็กน้อย" เพียงเพื่อให้พอเป็นชนวนจุดระเบิด ผลักดันราคาทะลุแนว stop loss ของคนส่วนใหญ่ในตลาด(ที่มักวางที่แนวรับ-ต้านสำคัญพอดีเป๊ะๆ) ซึ่งเมื่อ position ของคนส่วนใหญ่ถูกปิด จะเกิดภาวะสูญเสียสภาพคล่องเฉียบพลัน ทำให้เกิดแรงดูดราคาไปในทิศตรงข้ามอย่างมาก(โดยที่กองทุนไม่ต้องใช้เงิน"เยอะ"แต่อย่างใด - smart money) และจะเป็นจังหวะที่กองทุนใหญ่เข้า order จริง สวนกลับด้วยปริมาณเงินมหาศาลนั้น
    • แต่รู้ไว้เฉยๆ มันไม่ได้เกิดทุกครั้ง อย่าเผลอเอาไปใช้เป็นข้ออ้างเปิด order สวนตลาดโดยใช้ stop loss กว้างๆล่ะ ควรปล่อยให้ถูก stop out แล้วค่อยเข้าใหม่ทีหลัง เมื่อหลุด/ทะลุ zone ราคา

เพิ่มเติม

log

2026-07-13 07:44
สรุปว่า price action ในกราฟ technical ที่ confirm ไปในทิศเดียวกับ TF ใหญ่ อาจมีผลในการหาจุดเข้าเทรด และ ใช้การอ่านข่าวในโลกความเป็นจริงในการช่วยกำหนดทิศทางด้วย

2026-07-06 18:28

  • ในการเทรด อย่าคาดหวังความเป็นเส้นตรงจากการกราฟราคา เพราะ มันคือธรรมชาติ ธรรมชาติจะไม่ดำเนินเป็นเส้นตรงอย่างที่เราคิด ให้เผื่อที่ stop loss ที่ยืดหยุ่นพอที่จะรับความผันผวนได้ด้วย

2026-07-02 06:59

  • เหมือนตั้งแต่เริ่มมาเทรด เราจะมีสมาธิจดจ่อกับงาน และการอ่านหนังสือได้น้อยลง หัวเต็มไปด้วย noise มากขึ้น เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง หวาดหวั่น วิตกกังวล เหมือนเรากำลังมัวแต่เฝ้ารอ คาดหวังชีวิตที่สบาย มั่นคงโดยไม่ต้องออกแรง ซึ่งจริงๆอาจตรงกันข้าม คือ ชีวิตที่มั่นคง มักจะต้องออกแรงกาย-สมอง ไม่ได้สบายอย่างที่ฝัน
    1. อาจเปลี่ยนมาเทรดเฉพาะตอนเย็น หลังเลิกงาน และอ่านหนังสือมาทั้งวันแล้ว -> น่าจะเลือกทางนี้แหละ ตอนเย็นก็ไม่ค่อยมีอะไรจะทำพอดี
    2. หรือ เทรดใน TF week แบบเหมือนซื้อหุ้นไปเลย
  • การเทรดระหว่างวัน ไม่ต่างจากเล่น social media เราคงไม่อยากเอาสมาธิอันมีค่า ที่จะเอาไว้สร้างนวัตกรรม ทำประโยชน์ได้อีกมากมาย ไปแลกกับเงินและความเสี่ยงในตลาดเพียงแค่นี้หรอกจริงไหม ชีวิตเรายังอยากทำอะไรอีกมากมายกว่านี้จริงไหม
🛠️ The First Draft (20% Raw Concept)

ทดสอบ