กลยุทธ์การบริหารพอร์ตในทุกสภาวะ
2026-03-29 ใน 13 การเงิน*บทความนี้ วางแผนการเงินร่วมกับ GeminiAI แบ่งเงินที่เหลือจากการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนเป็น 4 กอง อย่างละ 25%
เงินเก็บ25% - มีเงินเก็บฉุกเฉินไว้ โดย limit ที่ 100,000บาท(มากพอที่จะอยู่ได้ อย่างน้อย 6 เดือน หากไม่มีงานทำ) ห้ามใช้ในกรณีใดๆนอกจาก โดนไล่ออกหรือ ทำงานไม่ได้ หรือพิการไปช่วงนึง หรือใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
- ในกองเงินเก็บ หากเก็บจนครบ 100,000 บาท แล้ว ส่วนที่เหลือจะเอาไปเป็น..
กองเงินทุนสำหรับ ใช้ลงทุนกับการพัฒนาตนเอง(Self-Development fund)ทั้งในความรู้, ทดลองทำสิ่งต่างๆ หรือปรับปรุงชีวิต ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสุด แต่ให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน และมั่นคงที่สุด(แต่คนส่วนมากมองข้าม) เพราะ ความรู้จะต่างกับทรัพย์สินด้านวัตถุตรงที่มันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต, ใช้แล้วไม่หมดไป นำมาพลิกแพลงใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ, พอมีพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว สามารถต่อยอดความรู้ได้อีกเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด
- เช่น ซื้อหนังสือ อุปกรณ์เข้าถึงความรู้ ทดลองทักษะในด้านอื่นๆ อุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ลองผิดลองถูกในความรู้ เป็นต้น
- เราถือคติประจำใจว่า ความรู้ย่อมดีเสมอ(แม้ว่ามันจะยังไม่ได้ใช้ตอนนี้ก็ตาม)
- แต่หากไม่มีอะไรที่อยากทดลอง ให้กันไว้เป็นกองเงินสดอีกก้อน สำหรับรอช้อนในกองลงทุนใดที่ราคาถูกในขณะนั้น
ลงทุนทอง25%ลงทุน crypto(Cardano) 25%ลงทุน หุ้น USที่ดี แต่ราคาถูก 25%
- แต่ละกองการลงทุน จะ limit cash ไว้ที่ 50000 บาท ถ้ามากกว่านี้จะนำไปไว้ในกองกลาง เพื่อลงในกองใดก็ตาม ที่มี
"ของดี" ราคาถูก
เงื่อนไขของ 3 กองลงทุน
อ่านเพื่อรู้ความจริง
อ่านข่าว Reuters, AP news, the Guardian, ForeignPolicy สำคัญมากในการทำให้เรารู้ Narrative ทางการเมืองในขณะนั้น(politic cycles) ที่ส่งผลต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจ
อ่านข่าว นโยบาย นวัตกรรม และงบการเงิน ของบริษัทต่างๆที่เราสนใจ ซึ่งระยะสั้นมักจะมีผลต่อราคาหุ้นมาก ในช่วงประกาศผลกำไรในแต่ละไตรมาส(Business cycles) แต่การเติบโตในระยะยาว(Long term growth) มักเป็นผลจากวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาของผู้นำและบริษัทนั้นๆ
เราอ่านข่าวแต่เราไม่ได้เชื่อทุกอย่าง หรือ ตัดสินใจทันที เพียงแต่จะนำมาคิดต่อว่า อะไรน่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ดีหรือไม่ดี จริงหรือไม่จริง เป็นไปได้มากหรือน้อย เชื่อคนหมู่มากหรือเป็นคนส่วนน้อยดี
ดูราคา เพื่อ หาซื้อของดีราคาถูก และ ขายของราคาแพง
- ดูกราฟราคาใน Timeframe week-month(อย่าดูความผันผวนรายวัน ใน Timeframe Day เพราะ ในชีวิตจริง cycle ทางการเมือง, ธุรกิจ มักจะกินเวลา หลายเดือน ไตรมาส หรือเป็นปีๆ ไม่ใช่ความผันผวนรายวัน)
- ในแต่กองการลงทุน จะซื้อ เฉพาะเมื่อเข้าเงื่อนไข
"ของดี" ราคาถูกหากในเดือนนั้น"ของดี" แต่ราคาแพงจะไม่ซื้อ เก็บเป็นกองเงินสดไว้ก่อนเฉยๆ รอซื้อในจังหวะใดๆของเดือนที่ราคาถูกของดีจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ เราศึกษาหาความรู้ หาข้อมูลในเรื่องนั้นๆมากๆ(ข่าวในโลก และ ข่าว/ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท) ด้วยตัวเองราคาถูก หรือแพงง่ายๆเลยคือ ให้ดูที่ Marketcap ของสินทรัพย์นั้นๆ ยิ่งเล็ก = ยิ่งถูก และ บางทีก็เทียบกับสินทรัพย์อื่นใน segment เดียวกัน
- ถ้ายิ่ง Marketcap เล็ก เงินทุนไหลเข้ามาเพียงเศษเสี้ยวของ สินทรัพย์ระดับ Mega marketcap ราคาก็พุ่งทะยานไปหลายเท่าตัว
- แต่
Mega marketcap ที่ราคาไม่แพง หรือราคาตกเพราะข่าว=ของดี ราคาเหมาะสมก็ซื้อเก็บไว้ได้ มีโอกาสไปต่อในระยะยาว
- ข่าวร้าย (= ราคาถูกในระยะสั้น) จะเป็นโอกาสซื้อ หากพิจารณาร่วมกับ นโยบายที่ดี สร้างนวัตกรรมออกมาเรื่อยๆ (= โอกาสพัฒนาในระยะยาว)
- ระวังสินทรัพย์ที่ Margetcap เกินตัว เมื่อเทียบกับประโยชน์และนวัตกรรมที่สร้าง(หากเทียบนวัตกรรมกับ segment อื่นๆ) เพราะ นั่นอาจจะกำลัง FOMO เช่น
- spotify ที่ทำ music steaming มี marketcap(ปี2026) 109.33B $ แต่ cloudflare(ที่เป็นกระดูกสันหลังของ internet ในโลก) มีแค่ 66.92B $
- เงื่อนไขการขาย คือ เมื่อ
ของดี แต่ราคาแพงแล้วจะทะยอยขายเดือนละ 25%(ไม่รีบขายรายวันจนหมด เพราะ ส่วนใหญ่ราคาไม่ได้ตก ในวันสองวัน แต่จะคงตัวหลายเดือนหรือไตรมาส ตามระยะ cycles of market, politics, and Business) และเอาไปซื้อกองอื่นที่มีของดีราคาถูกมาก ในขณะนั้นสรุปเงื่อนไขการซื้อ-ขาย:
ของดี ราคาถูก= ซื้อของดี ราคาแพง= ไม่ซื้อ, ขายบ้าง 25% (เพื่อเอาเงินมาซื้อ ของดี ราคาถูก)ของห่วย ราคาแพง= รีบขาย...(ของดีที่กลายเป็นของห่วย)ของห่วย ราคาถูก= อย่าไปยุ่ง
เงื่อนไขในการ cut loss
ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์นั้นๆ- ถือยาวยันชั่วโคตร ตายกันไปข้าง เราศรัทธาในความเพียรของมนุษย์ ตราบใดที่บริษัทหรือใครสักคน ยังคงพยายามสร้างนวัตกรรมอยู่ ไม่ลดละความพยายาม ถึงจุดหนึ่งย่อมเจอโอกาสเหมาะ ที่แม้เพียงเล็กน้อยก็สำเร็จแบบทวีคูณ
= โอกาสเป็นของคน ไม่ละความพยายาม(ในทางที่สร้างสรรค์) วันหนึ่งต้องสำเร็จ แม้ในวิกฤติจะไม่มีใครเชื่อก็ตาม(win rate 100%)- ซื้อๆขายๆระยะสั้น มีความผันผวนสูง และมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของตลาดมากกว่า
- ยิ่งถือระยะยาว ยิ่งมีโอกาสเติบโตมากกว่า(winrate สูงกว่า แถมชีวิตสบายกว่า ไม่ต้องมาเครียดกับราคาขึ้นๆลงๆ เพราะ มีคนบ้า ที่ไม่ยอมแพ้ ฉลาด และความอดทนสูงกว่าเรา กำลังทำงานแทนเราอยู่)
- เชื่อใน การวิเคราะห์หาข้อมูลความรู้ด้วยตนเอง หาเอง, เก่งเอง, ผิดพลาดเอง, เรียนรู้เอง อย่าไปเชื่อใคร กูรู, เซียน, หรือเหล่า "คนเก่ง ตามโซเชียล" ทั้งหลาย ที่ไม่ว่าจะมีดีกรีสูงแค่ไหน
- ฟังหูไว้หู หากเป็นเทคนิค ความรู้ ที่เราพิจารณาแล้วดู "เข้าท่า" ตามวิจารณญาณของเรา ก็นำมาปรับใช้
- แม้เป็นคนเก่งระดับปรมาจารย์ ก็ฟังมาพิจารณาในแง่ หนึ่งใน source of information แต่ไม่เชื่อแบบไม่พิจารณาอะไรก่อนเลย เพราะ expert ก็ยังผิดได้เสมอ และไม่มีใครมีตาทิพย์มองเห็นอนาคตได้
- ถือยาวยันชั่วโคตร ตายกันไปข้าง เราศรัทธาในความเพียรของมนุษย์ ตราบใดที่บริษัทหรือใครสักคน ยังคงพยายามสร้างนวัตกรรมอยู่ ไม่ลดละความพยายาม ถึงจุดหนึ่งย่อมเจอโอกาสเหมาะ ที่แม้เพียงเล็กน้อยก็สำเร็จแบบทวีคูณ
- สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เงื่อนไขการ cut loss
- ไม่ใช่ การขาดทุนสะสมที่มากเกินไป เพราะ ถ้าเราจะ DCA ในของดีราคาถูก ซึ่งก็คือในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง การขาดทุนสะสมมีโอกาสสูงกว่ากลยุทธ์ปกติ
- ไม่ใช่ เวลา(holding duration) ที่นานเกินไป เพราะ politic cycle บางทีอาจกินเวลายาวนาน และเราไม่สามารถล่วงรู้ timing ของตลาดได้
- ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ(ส่วนหนึ่งของความน่าจะเป็น) แต่ระบบที่จะรองรับความปกตินี้ได้ โดยที่มูลค่ารวมยังเติบโต คือสิ่งที่ต้องปรับปรุงให้ดี