บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

13 การเงิน

แนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับ การเงิน การลงทุน
  • Opinions มี 2 หมวดย่อยมี 1 บทความ
  • 2026-03-29กลยุทธ์การบริหารพอร์ตในทุกสภาวะ
  • *บทความนี้ วางแผนการเงินร่วมกับ GeminiAI.

    แบ่งเงินที่เหลือจากการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนเป็น 4 กอง อย่างละ 25%

    1. เงินเก็บ 25% - มีเงินเก็บฉุกเฉินไว้ โดย limit ที่ 100,000บาท(มากพอที่จะอยู่ได้ อย่างน้อย 6 เดือน หากไม่มีงานทำ) ห้ามใช้ในกรณีใดๆนอกจาก โดนไล่ออกหรือ ทำงานไม่ได้ หรือพิการไปช่วงนึง หรือใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
    • ในกองเงินเก็บ หากเก็บจนครบ 100,000 บาท แล้ว ส่วนที่เหลือจะเอาไปเป็น..
      • กองเงินทุนสำหรับ ใช้ลงทุนกับการพัฒนาตนเอง(Self-Development fund) ทั้งในความรู้, ทดลองทำสิ่งต่างๆ หรือปรับปรุงชีวิต ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสุด แต่ให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน และมั่นคงที่สุด(แต่คนส่วนมากมองข้าม) เพราะ ความรู้จะต่างกับทรัพย์สินด้านวัตถุตรงที่ มันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต, ใช้แล้วไม่หมดไป นำมาพลิกแพลงใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ, พอมีพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว สามารถต่อยอดความรู้ได้อีกเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด
        • เช่น ซื้อหนังสือ อุปกรณ์เข้าถึงความรู้ ทดลองทักษะในด้านอื่นๆ อุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ลองผิดลองถูกในความรู้ เป็นต้น
        • เราถือคติประจำใจว่า ความรู้ย่อมดีเสมอ(แม้ว่ามันจะยังไม่ได้ใช้ตอนนี้ก็ตาม)
      • แต่หากไม่มีอะไรที่อยากทดลอง ให้กันไว้เป็นกองเงินสดอีกก้อน สำหรับรอช้อนในกองลงทุนใดที่ราคาถูกในขณะนั้น

    1. ลงทุนทอง 25%
    2. ลงทุน crypto(Cardano) 25%
    3. ลงทุน หุ้น US ที่ดี แต่ราคาถูก 25%
    • แต่ละกองการลงทุน จะ limit cash ไว้ที่ 50000 บาท ถ้ามากกว่านี้จะนำไปไว้ในกองกลาง เพื่อลงในกองใดก็ตาม ที่มี "ของดี" ราคาถูก

    เงื่อนไขของ 3 กองลงทุน

    อ่านเพื่อรู้ความจริงเสมอ ก่อนจะซื้อหรือขาย(ความสำคัญ 60%)

    • อ่านข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ Reuters(หมวด Markets, Politics, Business), AP news, the Guardian, ForeignPolicy สำคัญมากในการทำให้เรารู้ Narrative ทางการเมืองในขณะนั้น(politic cycles) ที่ส่งผลต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจ
    • อ่านข่าว นโยบาย นวัตกรรม และงบการเงิน ของบริษัทต่างๆที่เราสนใจ ซึ่งระยะสั้นมักจะมีผลต่อราคาหุ้นมาก ในช่วงประกาศผลกำไรในแต่ละไตรมาส(Business cycles) แต่การเติบโตในระยะยาว(Long term growth) มักเป็นผลจากวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาของผู้นำและบริษัทนั้นๆ
      • เราอ่านข่าวแต่เราไม่ได้เชื่อทุกอย่าง หรือ ตัดสินใจทันที เพียงแต่จะนำมาคิดต่อว่า อะไรน่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ส่งผลดีหรือผลเสีย ข่าวลือ(rumor)หรือความจริง(fact) เป็นไปได้มากหรือน้อย เชื่อคนหมู่มากหรือเป็นคนส่วนน้อยดี ระยะสั้นหรือระยะยาว
      • อ่านข่าว อย่าคาดหวังว่าจะได้แต่ข่าวที่เป็นกุญแจทำเงิน เพราะ ปกติกุญแจทำเงินหลายๆครั้ง จะอยู่ในข่าวที่เราอ่านเล่นๆ ไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ แต่กลับได้ประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้น อ่านไปเถอะ อะไรที่สนใจหรือไม่สนใจก็อ่านไปเรื่อยๆ อ่านเพื่อซึมซับความสนุก ว่าคนฉลาดๆ เหล่านี้กำลังตัดสินใจทำอะไร เพราะ อะไร อ่านเรื่องราวของตัวแปรต่างๆที่ส่งผลกระทบสืบต่อกันมา อ่านเพื่อให้สนุกกับการได้ลองคิดวิเคราะห์ตามเรื่องราวในข่าว ส่วนไอเดียทำเงิน เมื่อมีจังหวะเหมาะสมมันจะลอยเข้ามาในหัวเราเอง
    • อ่านให้มากก่อนจะตัดสินใจซื้อขายเสมอ อ่านให้มากที่สุด จนมากถึงจุดหนึ่งมันจะปิ๊งไอเดียขึ้นเอง ว่าควรไปในทิศทางใด

      • การไม่อ่านหรือเก็บข้อมูลให้มากพอ ก็เหมือนเราขับรถ โดยที่ยังเห็นถนนข้างหน้าที่จะไปไม่ชัด(ยังไม่เห็นแผนการณ์ที่ชัดเจน) เต็มไปด้วยหมอกปกคลุม หรือแย่กว่านั้นคือตัดสินใจโดยอาศัยเพียงแค่ไฟจราจรสีเขียวแดง(กราฟราคา) โดยไม่ดูถนนรอบๆเลย ก็อาจขับตกถนนหรือหน้าผาได้เลย
      • การอ่านมาก หาข้อมูลมากๆ ให้เห็นเส้นทาง/แผนการณ์ที่จะไป จึงเป็นขั้นแรกหรือประตูด่านแรก(60%) ที่สำคัญที่สุด ที่หากข้ามขั้นไปใช้กลยุทธ์ในหัวข้อถัดไปเลย(40%) ก็ไม่ต่างจากคนมีทักษะ แต่ขับรถหลับตาไม่มองทางเลย ก็จะประสบอันตรายอยู่ดี

    ดูราคา เพื่อ หาซื้อของดีราคาถูก และ ขายของราคาแพง(ความสำคัญ 40%)

    • ดูกราฟราคาใน Timeframe week-month(อย่าดูความผันผวนรายวัน ใน Timeframe Day เพราะ ในชีวิตจริง cycle ทางการเมือง, ธุรกิจ มักจะกินเวลา หลายเดือน ไตรมาส หรือเป็นปีๆ ไม่ใช่ความผันผวนรายวัน)
      • การวิเคราะห์กราฟ ใช้เพียงเพื่อหาระดับราคาที่น่าพอใจในการซื้อหรือขายเท่านั้น(ในขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินใจ) ไม่มีประโยชน์อะไรในการใช้วิเคราะห์เพื่อหาทิศทางราคา เพราะ กราฟและพฤติกรรมราคา ส่วนใหญ่มีแต่ภาพสะท้อน ความไม่แน่ใจ ของคนในตลาด(โดยเฉพาะ TF เล็กๆ ตั้งแต่ 1d ลงมา) สิ่งที่ควรทำคือการวิเคราะห์ในภาพใหญ่ ด้วยข่าวและข้อมูล เพราะ สุดท้ายกราฟราคาจะถูกดึงดูดเข้าหา ความจริง เสมอ และใช้ความผันผวน ที่เกิดจากความไม่แน่ใจของคนมากมาย ให้เป็นประโยชน์
    • ก่อนจะซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ ต้องหาข้อมูลให้มากพอ จนตกผลึกความคิด ออกมาเป็นแผนการลงทุนได้ด้วยตัวเอง
    • ในแต่กองการลงทุน จะซื้อ เฉพาะเมื่อเข้าเงื่อนไข "ของดี" ราคาถูก หากในเดือนนั้น "ของดี" แต่ราคาแพง จะไม่ซื้อ เก็บเป็นกองเงินสดไว้ก่อนเฉยๆ รอซื้อในจังหวะใดๆของเดือนที่ราคาถูก
    • ของดี จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ เราศึกษาหาความรู้ หาข้อมูลในเรื่องนั้นๆมากๆ(ข่าวในโลก และ ข่าว/ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท) ด้วยตัวเอง
    • ราคาถูก หรือแพง ง่ายๆเลยคือ ให้ดูที่ Marketcap ของสินทรัพย์นั้นๆ ยิ่งเล็ก = ยิ่งถูก และ บางทีก็เทียบกับสินทรัพย์อื่นใน segment เดียวกัน
      • ถ้ายิ่ง Marketcap เล็ก เงินทุนไหลเข้ามาเพียงเศษเสี้ยว (เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ระดับ Mega marketcap) ราคาก็พุ่งทะยานไปหลายเท่าตัว
      • แต่ Mega marketcap ที่ราคาไม่แพง หรือราคาตกเพราะข่าว = ของดี ราคาเหมาะสม ก็ซื้อเก็บไว้ได้ มีโอกาสไปต่อในระยะยาว
        • ข่าวร้าย (= ราคาถูกในระยะสั้น) จะเป็นโอกาสซื้อ หากพิจารณาร่วมกับ นโยบายที่ดี สร้างนวัตกรรมออกมาเรื่อยๆ (= โอกาสพัฒนาในระยะยาว)
      • ระวังสินทรัพย์ที่ Margetcap เกินตัว เมื่อเทียบกับประโยชน์และนวัตกรรมที่สร้าง(หากเทียบนวัตกรรมกับ segment อื่นๆ) เพราะ นั่นอาจจะกำลัง FOMO เช่น
        • spotify ที่ทำ music steaming มี marketcap(ปี2026) 109.33B $ แต่ cloudflare(ที่เป็นกระดูกสันหลังของ internet ในโลก) มีแค่ 66.92B $
    • เงื่อนไขการขาย คือ เมื่อ ของดี แต่ราคาแพงแล้ว จะทะยอยขายเดือนละไม่เกิน 25%(ไม่รีบขายรายวันจนหมด เพราะ ส่วนใหญ่ราคาไม่ได้ตก ในวันสองวัน แต่จะคงตัวหลายเดือนหรือไตรมาส ตามระยะ cycles of market, politics, and Business) และเอาไปซื้อกองอื่นที่มีของดีราคาถูกมาก ในขณะนั้น
    • สิ่งสำคัญกว่าการประเมินว่าจะซื้อเมื่อไหร่-ขายเมื่อไหร่ คือ ความรู้ในเรื่องนั้นๆ ถ้าเราศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม อ่านข่าวมากๆ เมื่อนั้นเราจะรู้ขึ้นมาได้เอง ว่าเมื่อไหร่ควรขายหรือซื้อ

    สรุปเงื่อนไขการซื้อ-ขาย:

    • ของดี ราคาถูก = ซื้อ
    • ของดี ราคาแพง = ไม่ซื้อ, ขายบ้าง เดือนละไม่เกิน 25% (เพื่อเอาเงินมาซื้อ ของดี ราคาถูก)
    • ของห่วย ราคาแพง = รีบขาย...(ของดีที่กลายเป็นของห่วย)
    • ของห่วย ราคาถูก = อย่าไปยุ่ง

    ความไม่มั่นใจ คือ เพื่อนแท้นักลงทุน / ความมั่นใจเต็มร้อย ในการลงทุน คือ 'มิตร'ฉาชีพ

    • ความไม่มั่นใจ คือ เพื่อนแท้ของนักลงทุน นักลงทุนที่มั่นใจ คือ นักลงทุนที่โง่เขลา
    • ปรมาจารย์ดาบซามูไร ยังมีความกลัว เป็นเพื่อนแท้ในทุกครั้งที่จับดาบ และใช้ความกลัวเป็นพลัง ทั้งตอนฝึกฝนและตอนต่อสู้
    • ศัลยแพทย์มือหนึ่ง​ ยังมีความกลัว มีความกดดัน ที่ต้องก้าวข้ามในทุกครั้งที่ทำการรักษา
    • นักแข่งรถ ทุกครั้งที่ลงสนาม เข้าโค้งที่ความเร็วสุดขีด ไม่มีใครที่ไม่กลัว ความกลัวทำให้เขาไม่ประมาท และเกิดสมาธิถึงขีดสุด(Hyperfocus)
    • ทุกอย่างต้องมีความเครียด มีความยาก ไฉนเลย จะลงทุนอย่างสบายอกสบายใจ ไม่หาความรู้ ศึกษาเพิ่มเติมอะไรได้

    เงื่อนไขในการ cut loss

    • ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์นั้นๆ
      • ถือยาวยันชั่วโคตร ตายกันไปข้าง เราศรัทธาในความเพียรของมนุษย์ ตราบใดที่บริษัทหรือใครสักคน ยังคงพยายามสร้างนวัตกรรมอยู่ ไม่ลดละความพยายาม ถึงจุดหนึ่งย่อมเจอโอกาสเหมาะ ที่แม้เพียงเล็กน้อยก็สำเร็จแบบทวีคูณ
        = โอกาสเป็นของคน ไม่ละความพยายาม(ในทางที่สร้างสรรค์) วันหนึ่งต้องสำเร็จ แม้ในวิกฤติจะไม่มีใครเชื่อก็ตาม(win rate 100%)
        • ซื้อๆขายๆระยะสั้น มีความผันผวนสูง และมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของตลาดมากกว่า
        • ยิ่งถือระยะยาว ยิ่งมีโอกาสเติบโตมากกว่า(winrate สูงกว่า แถมชีวิตสบายกว่า ไม่ต้องมาเครียดกับราคาขึ้นๆลงๆ เพราะ มีคนบ้า ที่ไม่ยอมแพ้ ฉลาด และความอดทนสูงกว่าเรา กำลังทำงานแทนเราอยู่)
      • เชื่อใน การวิเคราะห์หาข้อมูลความรู้ด้วยตนเอง หาเอง, เก่งเอง, ผิดพลาดเอง, เรียนรู้เอง อย่าไปเชื่อใคร กูรู, เซียน, หรือเหล่า "คนเก่ง ตามโซเชียล" ทั้งหลาย ที่ไม่ว่าจะมีดีกรีสูงแค่ไหน
        • ฟังหูไว้หู หากเป็นเทคนิค ความรู้ ที่เราพิจารณาแล้วดู "เข้าท่า" ตามวิจารณญาณของเรา ก็นำมาปรับใช้
        • แม้เป็นคนเก่งระดับปรมาจารย์ ก็ฟังมาพิจารณาในแง่ หนึ่งใน source of information แต่ไม่เชื่อแบบไม่พิจารณาอะไรก่อนเลย เพราะ expert ก็ยังผิดได้เสมอ และไม่มีใครมีตาทิพย์มองเห็นอนาคตได้
    • สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เงื่อนไขการ cut loss
      • "ไม่ใช่" การขาดทุนสะสมที่มากเกินไป เพราะ ถ้าเราจะ DCA ในของดีราคาถูก ซึ่งก็คือในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง การขาดทุนสะสมมีโอกาสสูงกว่ากลยุทธ์ปกติ
      • "ไม่ใช่" เวลา(holding duration) ที่นานเกินไป เพราะ politic cycle บางทีอาจกินเวลายาวนาน และเราไม่สามารถล่วงรู้ timing ของตลาดได้
    • ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ(ส่วนหนึ่งของความน่าจะเป็น) แต่ระบบที่จะรองรับความปกตินี้ได้ โดยที่มูลค่ารวมยังเติบโต คือสิ่งที่ต้องปรับปรุงให้ดี

    อื่นๆ: การเทรด

    • การเทรด เช่น ทองคำ เป็นต้น

    • ควรเน้นถือยาว จนสุดรอบเทรนด์(swing trade), ไม่เทรดบ่อยจะดีที่สุด เพราะ ส่วนใหญ่เราจะขาดทุนไปทีละน้อยๆ จากการพยายามหาจุดเข้าเทรดในช่วง sideway(ช่วงที่ตลาดยังไม่แน่ใจและไม่มีข่าวหรือข้อมูลมา drive ตลาด) เทรดช่วงมี trend และถือข้ามช่วง sideway จะเป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายและได้กำไรมาก อย่างยั่งยืนที่สุด

      • กำไรจะได้มาจาก ช่วงมี trend, ขาดทุน มักจะมาจาก การพยายามไปฟัดกับตลาดในช่วง sideway (ซึ่งการขาดทุนมักจะมากกว่าการเทรดสวนเทรนด์เสียอีก เพราะ หากสวนเทรนด์ เราก็ยังรู้ว่าเราผิดและหยุดเทรด แต่ sideway เราจะไม่ได้อะไรเลย จะมีแต่เทรดแล้วโดน stoploss ไปเรื่อยๆ)
    • ยังคงเน้นวิเคราะห์ข้อมูล ข่าวสาร fundamental เป็นหลัก เพราะ ทิศทางราคา จะถูกดึงดูดเข้าหา "ความจริง" เสมอ กราฟส่วนมากเป็นเพียงบันทึกของ price action ของความไม่แน่ใจของคนมากมายเสียเป็นส่วนใหญ่ และเต็มไปด้วยสัญญาณหลอก

      • การอ่านข่าว วิเคราะห์ข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง เป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก เพราะ แต่ละ scenario ใช้ได้เป็นไตรมาส หรือเป็นปีๆ ตามรอบการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
        • ส่วนใหญ่ ข้อสรุปสุดท้ายมักจะเหลือเป็น แรงซื้อหรือแรงขายที่มากกว่ากัน กรณีที่น่าสนใจมักจะเป็น.. แรงซื้อมาก แรงขายมาก ไม่มีแรงซื้อ ไม่มีแรงขาย
      • เทรดเฉพาะสินทรัพย์ที่เรามีข้อมูลที่เข้าถึงได้ดีที่สุด มุ่งวิเคราะห์ตัวเดียว ดีกว่าวิเคราะห์หลายตัว แต่วิเคราะห์ได้ไม่ดีสักตัว
        • ต่อให้เทรดตัวเดียว ที่มีข้อมูลดีที่สุด ความเสี่ยงก็ยังต่ำกว่า เทรดหลายตัว โดยที่ไม่มีข้อมูลที่ดีสักตัว(Diworsification not Diversification)
      • ทองคำ เน้นข่าวเศรษฐกิจ สหรัฐ และการเมืองโลก แนะนำให้อ่านจากแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น reuters, bloomberg
    • การดูกราฟ ใช้เพียงดูแนวราคาที่น่าพอใจ

      • โดยดูจาก TF Month, Week, Day เช่นเคย
      • เพียงแต่การหาจุดเข้า trade อาจเข้าไปลึกในระดับ Intraday ตั้งแต่ 4hr, 1hr, 5min เพื่อให้ใช้ stoploss และ ได้ risk/reward ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
      • ในช่วงที่มีข่าวใหญ่ตามปฏิทินเศรษฐกิจ(เช่น CPI,PCE,Non-Farm payrolls, ประชุม FOMO/FOMC) ให้ตั้ง order เหนือแนวราคาที่เรา "พอใจ"(แนวรับ-ต้านสำคัญ) ขึ้นไปอีกขั้นด้วย เพราะมักจะมี stop loss hunting โดยกองทุน ทุกครั้งที่ข่าวใหญ่ๆออก
        • ในช่วงที่ข่าวใหญ่ๆกำลังจะออก ตามปฏิทินเศรษฐกิจ กองทุนจะมีการเคลื่อนไหว ซึ่งก่อนที่กองทุนใหญ่จะเปิด order จะต้องมีการทำ stop loss hunt เพราะ กองทุนมีปริมาณเงินมหาศาล ที่หากเข้าไปตรงๆ จะทำให้ราคาไหลอย่างรวดเร็ว(slippage) และได้ราคาที่ไม่ดี จึงต้องทำ stop loss hunt ด้วยการเปิด order ตรงข้ามด้วยเงิน"เล็กน้อย" เพียงเพื่อให้พอเป็นชนวนจุดระเบิด ผลักดันราคาทะลุแนว stop loss ของคนส่วนใหญ่ในตลาด(ที่มักวางที่แนวรับ-ต้านสำคัญพอดีเป๊ะๆ) ซึ่งเมื่อ position ของคนส่วนใหญ่ถูกปิด จะเกิดภาวะสูญเสียสภาพคล่องเฉียบพลัน ทำให้เกิดแรงดูดราคาไปในทิศตรงข้ามอย่างมาก(โดยที่กองทุนไม่ต้องใช้เงิน"เยอะ"แต่อย่างใด - smart money) และจะเป็นจังหวะที่กองทุนใหญ่เข้า order จริง ด้วยปริมาณเงินมหาศาลนั้น
    • เก็บกำไร - ออกมาดูกราฟ TF Day ดูระดับความผันผวนในแต่ละวัน(volatility), ดูระยะการวิ่งของราคาในแต่ละวัน(Range แท่งเทียน ว่าปกติจะยาวแค่ไหน) เพื่อประเมินจุดที่ควร "พอ"

      • จำไว้ว่า กำไรในการเทรดแต่ละครั้ง(linear growth)ไม่ได้สำคัญเท่าการทบต้น(exponential growth)ในระยะยาว
    • ความไม่มั่นใจ คือ เพื่อนแท้นักลงทุน ความมั่นใจเต็มร้อย คือ มิจฉาชีพ

    • ก่อนเทรดถามตัวเองเสมอว่าเข้าใจอะไรบ้าง สำหรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า - จะเทรดก็ต่อเมื่อ เข้าใจ ข่าว ข้อมูล หรือ กราฟ ที่ปรากฎขณะนั้น(data driven) ถ้าไม่เข้าใจอะไรเลย มักเป็นเพียงช่วง gap ที่ข้อมูลกำลังฟอร์มตัว ไม่ต้องเทรด เพราะ ช่วงที่ไม่เข้าใจ เทรดไปก็มั่ว จะถูกหลอกให้ฟัดกับตลาดแบบไม่มีทิศทาง และเสียเงินเปล่าๆ

      • ถ้าไม่เข้าใจอะไรเลย มองอะไรสักอย่างไม่ออก ให้พักเทรด กลับไปอ่านข่าว เพราะข้อมูลยังไม่ฟอร์มตัว เอาเวลาที่เสียไปกับการนั่งจ้องกราฟโง่ๆ และถูกตลาดหลอกเสียเงืน มาอ่านข่าวดีกว่า
    • ต่อให้พอร์ตโตขึ้น ก็อาจจะยังเป็นเพียงความโชคดี อย่าเพิ่มความเสี่ยงเกินความสามารถ(กระบวนการคิด และ สภาพจิตใจ) ให้ค่อยๆเพิ่ม risk ตามความเหมาะสม

      • ถ้าไม่แน่ใจเรื่องการเพิ่ม risk หรือรู้สึกว่าเพิ่ม risk แล้วมันสะเทือนใจ ให้ เพิ่มที่จำนวน orders(เพิ่มไม้) แทน โดยค่อยๆเปิดเพิ่มทีละนิดๆ ในจุดที่คิดว่าเหมาะสม
      • ฝึกใช้ risk เท่าเดิมที่เคยทำได้ จนชำนาญ จึงจะค่อยๆขยับเพิ่ม risk ขึ้นทีละขั้นๆ
    • การเทรดไม่ใช่สิ่งที่ง่าย ต้องการสมองและสมาธิที่เฉียบคมในการประเมินสถานการณ์ ไม่ต่างจากการทำงานประเภทอื่นๆ โดยส่วนตัวพบว่า การออกกำลังกายบางรูปแบบ และการอดอาหารนานกว่า 20 ชม สามารถช่วยให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ(prime stage) และยังป้องกันสมองล้าได้ดีมาก

      • วันไหนที่ออกกำลังกายตอนเช้า ก่อนเทรด โดยเฉพาะ วิ่งเร็ว 6min zone4 จะทำให้เทรดได้ตามแผน ควบคุมตัวเองได้ดี รอบคอบ คิดคำนวณปัจจัยได้ถี่ถ้วนรอบด้าน สงบไม่ฟุ้งซ่านลนลาน เปิด order ในจุดที่เหมาะสมได้ดีขึ้นมาก ไม่ไล่ราคา-ไม่เทรดมั่ว (Overtrade/Impulsive/Arbitrary trade)
        • การออกกำลังกาย แบบวิ่งเร็วจนหอบ จะทำให้เกิดภาวะ transient hypoxia(ออกซิเจนในเลือดต่ำลงชั่วคราว) ในสมอง ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทหลายอย่างที่ส่งผลให้ ความคิดและสมาธิเฉียบคม รวมถึงหลั่ง BDNF ที่จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ประสาทเพิ่ม(neurogenesis)และแตกแขนงเชื่อมโยงได้ดี(neuroplasticity) ทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น ปรับตัวกับข้อมูลใหม่ๆได้เร็วเสมอๆ
      • นอกจากนี้ การอดอาหารอย่างน้อย > 20 ชม(IF 20/4) ในทุกๆวัน ก็มีส่วนในการตัดสิ่งเร้าที่จะมากระทบและเป็นภาระต่อการคิด จะทำให้อารมณ์และความคิด นิ่ง สามารถคิดได้อย่างเป็นกลาง มากกว่าวันที่อดอาหาร น้อยกว่า 20 ชม

    เพิ่มเติม

  • 2026-02-17แนวทางคร่าวๆในการใช้จ่ายเงิน