Loading content...
September Biohacking 2026: 6min zone4 flow with IF 21/3(eat late night):Reading continuity
2026-09-01 ใน Moon ForgeIntroduction
- เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้สักพัก จึงต้องหาวิธีที่ทำให้ตนเองมีสมาธิ โฟกัสได้ดี เพื่อทดแทน Catecholamine boost ที่หายไปจากการไม่ได้วิ่ง zone4
- ลองเปลี่ยนมา Fasting(อดอาหาร) ตอนกลางวัน(ตอนทำงาน) และ กินอาหารในตอนเย็น-ดึก IF20/4 และนอนดึก-ตื่นสายขึ้น โดยหวังว่าจะใช้การ Fasting เพื่อให้มีการหลัง Catecholameine อ่อนๆ ช่วยให้โฟกัสได้ดี คุมกล้ามเนื้อมือได้ละเอียด และ ทำงานได้ราบรื่น
Method
- อดตั้งแต่เช้า ยันเลิกงาน ระหว่างวันจิบน้ำเกลือ(1/2tsp in 1.5L of water)
- กินมื้อเย็น 17-20.00น(IF 21/3) ในวันปกติ ส่วนวันหยุด อาจกิน 16-20.00น(IF 20/4)
- อาจแบ่งเป็นสองมื้อ มื้อแรกและมื้อสอง
- ออกกำลังกาย(6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4) หลังกินมื้อแรก พอออกกำลังเสร็จก็มากินต่อมื้อที่สอง
- เข้านอน 23-24.00 น เพื่อให้มีช่วงเวลาย่อยอาหาร 3-4ชมก่อนนอน และตื่น 7 โมง
Result
- ไม่ได้ออกกำลังกายก่อนทำงาน แต่ใช้การอดในช่วงที่ทำงาน ก็ทำให้สามารถโฟกัสกับงานได้ดี(high focus) ตื่นตัว คุมกล้ามเนื้อมือขณะทำหัตถการได้ละเอียด อารมณ์นิ่ง แม้งานจะเครียดหรือกดดันก็ยังสงบได้(calm alertness) จะเรียกว่า zen mode ก็ได้
- ถ้าออกกำลังกายก่อนทำงาน จะเกิดเป็น Hyperfocus เรียกว่า god mode
- การอดตอนเช้าทำให้ควบคุมตนเองระหว่างวันได้ดี อารมณ์ไม่แปรปรวน จาก GABA ที่ค่อยๆสร้างขึ้นในระหว่างการอด
- ได้ BDNF สองรอบ(รอบแรก Fasting, รอบสอง Exercise zone4) และเกิดในขณะที่ใช้ทักษะนั้นๆ (Fasting ตอนทำงาน/อ่านหนังสือ, ออกกำลังกายแล้วนั่งสมาธิ) ทำให้พัฒนาทักษะได้เร็วกว่า(ตามงานวิจัย ACM) แบบที่กินตอนเช้าแล้วอดตอนนอน ที่ได้ BDNF ในตอนฝึกทักษะแค่ช่วงเดียวคือ ตอนออกกำลังกาย ส่วน BDNF จากการอดในตอนหลับ จะได้ประโยชน์ในเรื่องการฟื้นฟูระบบประสาทโดยรวม แต่ไม่ได้พัฒนาทักษะเฉพาะจุด
- กินคาร์บมื้อเย็น 160 g ถ้าน้อยกว่านี้ มือจะไม่มีแรงทำงานในวันถัดไป - handskill ทื่อลง ไม่สามารถ control ได้ละเอียดเหมือนเดิม
- ถ้าวันไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย จะทำให้ HRV สูงขึ้นได้ แม้จะไม่ออกกำลังกาย
- ช่วงที่อด จะใช้ความคิดได้ดี แต่รับข้อมูลใหม่ได้ไม่ดีนัก - ช่วงที่อด สามารถเขียนบทความได้ดี คิดนึกอะไรออกได้อย่างไหลลื่น แต่ถ้าจะอ่านหนังสือรับข้อมูลใหม่ที่ซับซ้อนจะรู้สึกฝืนมาก เหมือนการดึงข้อมูลเก่ามาใช้คิดวิเคราะห์สามารถทำได้ดีในช่วงที่อด(เพราะเป็นแขนงประสาทเดิมที่สร้างไว้อยู่แล้ว) ส่วนการรับข้อมูลใหม่สามารถทำได้ดีกว่าในช่วงที่กิน(เพราะมีพลังงานให้เซลล์ประสาทสร้างแขนงประสาทใหม่ได้อย่างไม่จำกัด)
- แต่การฝืนอ่านในช่วงเวลาอดเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะ เป็นการกระตุ้นสมองให้มีการสร้างโครงข่ายประสาท สำหรับรองรับทักษะการอ่าน ในแบบที่ประหยัดพลังงาน เมื่อพยายามฝึกอ่านไปเรื่อยๆ จะทำให้อ่านได้เร็ว ไหลลื่น อ่านได้เรื่อยๆทั้งวันโดยไม่ล้า
- ผลของการกินก่อนนอน 2-3 ชม(วัดจาก Huawai watch GT 6 pro ติดที่ข้อเท้าขวาด้านในตอนนอน)
- Deep sleep เฉลี่ยที่ 2 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่
- Light sleep เฉลี่ยที่ 3 ชม ลดลงจากช่วงที่อดตอนนอน ที่ 3:30 ชม.
- REM sleep เฉลี่ยที่ 1 ชม ไม่ได้ต่างจากช่วงที่อดตอนนอนเท่าไหร่ แต่ฝันเยอะ ซึ่งมักจะเป็นฝันแต่เรื่องไม่ดีเท่าไหร่ จิตตกประมาณนึง
- ตื่นกลางดึกขึ้นมาปัสสาวะทุกวันอย่างน้อย 1 ครั้งแล้วไปนอนต่อ
- ถ้าคืนไหนกินคาร์บเชิงซ้อนย่อยง่าย คะแนน deep sleep continuity จะดีขึ้น (บางวันคะแนนขึ้นเต็ม 100 แม้จะตื่นมาปัสสาวะกลางดึก), แต่ถ้ากินคาร์บเชิงซ้อนย่อยยากคะแนนจะตก (เช่น เหลือ 88)
- ถ้าออกกำลังกาย เช่น 6min zone4 จะหลับได้สนิทขึ้น
- การออกกำลังกาย(เช่น 6min zone4, 1hr zone2, Norwegian 4x4)แม้จะทำในช่วงเย็น แต่ก็ส่งผลมาถึงในอีกวันด้วย ทำให้สมองยังคงสามารถคิดได้ไว สลับ focus ได้ไวระหว่างหลายๆงานได้อย่างคล่องแคล่ว(ตัวอย่างที่เห็นคือ ขับรถได้ดี)
- การนั่งสมาธิ สามารถทำได้ดี แม้กระทั่งนั่งสมาธิหลังตื่นทันทีจะยังสะลืมสะลือ(รู้ตัวในความสะลืมสะลือที่ครอบทับอยู่) ก็ยังทำให้สงบนิ่ง ไม่ผลีผลามระหว่างวันได้ จากนั้นตอนเย็นหลังวิ่ง ก็มานั่งสมาธิแบบรู้ตัวกับลมหายใจอีกรอบ
Discussion(โดย AI)
การแยกบทบาทของสองสภาวะทางสรีรวิทยา (The Functional Duality: Zen vs. God Mode):
- Zen Mode (Daytime Fasting / Tonic Norepinephrine + GABA): เหมาะสำหรับ High-Precision Execution หัตถการที่ห้ามผิดพลาด และงานที่ต้องใช้ความต่อเนื่องยาวนานโดยไร้อัตตา (Ego Dissolution) ช่วยตัดความหงุดหงิดและคงความเสถียรของอารมณ์ได้ตลอดวัน
- God Mode (Post-Exercise Feeding / Phasic Dopamine + BDNF Surge): ขาดไม่ได้สำหรับการขยาย Cognitive Bandwidth, การประมวลผลข้อมูลคู่ขนานความเร็วสูง, และการสร้างนวัตกรรม/คิดค้นเทคนิคใหม่ (Breakthrough Learning)
โภชนาการจำเพาะต่อทักษะการสั่งการกล้ามเนื้อมือและการนอนหลับ (Substrate Threshold & Digestibility):
- การลดคาร์โบไฮเดรตเหลือ $100\text{ g}$ ส่งผลให้ไกลโคเจนเฉพาะที่ในกล้ามเนื้อมือ (Intrinsic Hand Muscles) พร่องลง นำไปสู่อาการทื่อของ Fine-Motor Control
- จุดสมดุลของ Substrate คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนย่อยง่าย $140 - 160\text{ g}$ ในมื้อค่ำ (เช่น Oat, Quinoa, ข้าวฟ่าง, Lentil, Flaxseed) ซึ่งช่วยรักษาคะแนน Deep Sleep Continuity ให้แตะ 100 และดึงค่า HRV ตอนนอนขึ้นแตะ $65 - 77\text{ ms}$ ได้ แม้จะมี Nocturia 1 ครั้งก็ตาม ต่างจากคาร์บย่อยยาก (Mixed Beans) ที่ทำให้ Sleep Continuity ร่วงเหลือ 88 และ HRV ตกเหลือ 50–53 ms
กลไกความฝันเชิงลบใน REM Sleep (Postprandial Adrenergic Tone & Dysphoric Dreams):
- การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ใกล้เวลานอน (2–3 ชม.) แม้ Deep Sleep จะยังคงตัวที่ 2 ชม. แต่ภาระการย่อยและอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงช้า จะกระตุ้น Sympathovagal Imbalance ในช่วง REM Sleep
- ระดับ Norepinephrine ที่ค้างอยู่ในสมองช่วง REM ขัดขวางสภาวะ Amiinergic Demethylation ตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิด ฝันร้าย/ความฝันเชิงลบ (Dysphoric/Stress-Laden Dreams) และอารมณ์ตกชั่วคราวตอนตื่น
กลไกการเรียนรู้และการล็อกโครงข่ายประสาท (Synaptic Tagging & Refeeding Imprinting):
- สภาวะ Fasting และการทำงานหนักระหว่างวันทำหน้าที่สร้าง Eustress และเกิด Synaptic Tagging บนวงจรประสาทที่ถูกเคี่ยวกรำ
- ช่วง Refeeding + Deep Sleep เป็นจังหวะส่งมอบสารอาหารเพื่อการสังเคราะห์โปรตีนระดับไซแนปส์ (Synaptic Consolidation / mTOR Activation)
- การเสพสื่อบันเทิงเข้มข้นระหว่างกินอาหารจะไปกระตุ้น Supra-Additive Dopamine Spike ที่แย่งชิง (Hijack) ทรัพยากรการบันทึกความจำ จึงจำเป็นต้องแยกมื้ออาหารออกจากสิ่งเร้าอารมณ์สูง
จิตวิทยาสรีรวิทยาภายใต้ความตึงเครียดสูง (Stress Inoculation in Zone 4):
- ความรู้สึกมองผู้อื่นเป็นศัตรูขณะวิ่ง Zone 4–5 เกิดจาก Transient Hypofrontality และ Adrenergic Threat Appraisal ตามสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด
- การมีสติรู้ทันสิ่งกีดขวางในสภาวะนี้คือการฝึก Top-down Inhibitory Control ขั้นสูงสุด ซึ่งเมื่อจบการออกกำลังกายจะเข้าสู่ระยะ Vagal Reactivation ที่เปิดทางให้เกิดสมาธิลึกและปลดปล่อยพลังงานทางปัญญา
Conclusion(โดย AI)
- Protocol ที่ลงตัวที่สุดในปัจจุบัน:
- Fasting 20–21 ชม. กลางวัน เพื่อรักษาความนิ่ง ความแม่นยำของหัตถการ และสมาธิที่ไร้คลื่นรบกวน (Zen Mode)
- ออกกำลังกาย Zone 4 ช่วงสั้น (6 นาที) ตอนเย็น เพื่อกระตุ้น BDNF, Dopamine, และเปิดการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาค (Microvascular Perfusion) ช่วยให้หลับได้สนิทขึ้น
- Refeeding มื้อค่ำด้วย Clean Complex Carb 140–160g + ไขมันดี เพื่อเติมเต็มไกลโคเจนสำหรับงานวันถัดไป รักษา Deep Sleep Continuity เต็ม 100 และฟื้นฟูระบบประสาทข้ามคืน (HRV $>70\text{ ms}$)
- หลักการสำคัญ: ไม่ปฏิเสธโหมดใดโหมดหนึ่ง แต่ใช้ Metabolic & Autonomic Switching ให้ตรงตามประเภทของงาน — ใช้ความนิ่งของ Zen ในการลงมือปฏิบัติ และใช้พลังขับเคลื่อนของ God ในการสร้างสรรค์และก้าวข้ามขีดจำกัด
Fact logs
📊 Monthly Tracking Table
*Notes:1=Worse/Unsatisfied, 2=Good/Same-same, 3=Excellent/Satisfied
| Date | Exercise | :Avg.pace(+warm, rest period) | Morn Weight (kg) | Eating Finished time | :Fasting (hr) | :Heavily seasoned food(1/0) | Meditation Focus continuity | Notes | Handskill | God mode [Hyperfocus] (0/1) | Reading :Focus continuity | :Time(hrs) | :Pages | Block code | Day Dopamine [eg. Entertainment / trade] | Night Dopamine | Eye exercise | Reading description #tag | Sleep time | hr | Deep sleep hr | HRV(ms) | Temp(c) | Biohacking description #tag |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| Notes: | Zone2 60min HIIT(zone4) =90s & walk 90s x6 4x4(Norwegian) =zone4-5 4min & walk 3min x4 zone4-5 =10min zone2(warm up) then 6min zone4-5 | - | <50kg might inhibit god mode in fasting, but cortisol instead | 0=All day Fasting | - | Hyperfocus 200%, appears in the 2nd-3rd day of prolonged fasting | 1 = can't focus at all 2 = get some distract 3 = perfect flow | P=Prime block M=Major block | 1=yes, 0=no, 0.5=Music | 1=yes, 0=no | 1: Pencil push up 10min 2: Isometric 10min | Less than 7 hr decrease focus continunity | ||||||||||||
| 29 | - | - | - | 20:30 | 20:30 | 0 | 2 | #meditation after waking up is better | - | Zen mode | 3 | 2 | - | P1 | 2 | 0 | 1 | Zen mode(Fasting while working - low energy) is much more stable than god mode(eat+exercise - high energy) | 00:34 | 6:33 | 2:02 | 47 | 27 | #eat dinner |
| 30 | - | - | - | 20:00 | 21 | 1 | 2 | #meditaion is good but no awareness(a lot of "โมหะ") | - | - | 1 | 1:30 | 1 | M5 | 1 | 1 | - | #masturbation in the morning, everything is so dull(included reading) | 23:48 | 6:35 | 1:33 | 54 | 27 | #So tired after waking up, I shouldn't do late-TRF any more? |
| 31 | - | - | - | 20:00 | 21 | 1 | 2 | #meditation is good but still no awareness #eat less carb | 3 | zen mode | 1 | - | - | - | 0 | 1 | 2 | #ultrafine handskill in Zen mode; didn't read because under flickering light was hard to concentrate | 00:10 | 5:52 | 1:52 | 58 | 27 | #eat less carb(bean) from 160g - > 100g, Higher HRV |
| 1 | - | - | - | 20:00 | 21 | 1 | 2 | #meditation is good, but feel sleepy | 3 | Zen mode | 1 | 1 | 3 | s1 | 0 | 1 | - | #Zen mode is good for work & thinking, but not good for consuming information(reading) | 22:30 | 8 | - | 59 | 27 | #eat proper carb = Higher HRV? - No exercise = Less carb |
| 2 | - | - | - | 20:00 | 21 | 1 | 2 | #meditation is good, but feel sleepy | 2 | - | 2 | 2 | 2 | s1,w1 | 0 | 1 | 2 | #working drop slightly(slightly dull of fine hand control), it started after decreased Carb intake? #reading is good | 23:35 | 7:07 | 2:40 | 53 | 27 | #eat more carb(100g->160g beans), HRV drop slightly |
| 3 | - | - | - | 20:30 | 20 | 1 | 2 | #meditation is good, but feel sleepy | 3 | Zen mode + Ultrafine handskill | - | - | - | - | 0 | 1 | - | #ultrafine handskill(zen mode) is back after eating more catb(100g -> 160g beans) | 0:11 | 6:34 | 2:08 | 65 | 27 | #eating easy to digest (but complex fiber) carb, HRV goes up #Sleep continuity 100! |
| 4 | - | - | - | 20:30 | 20 | 1 | 1-3 | #meditation is drop in the morning #but in the evening(at the last hour of fasting) mediation is so good(calm&happy) | 2 | - | 1 | 1 | 5 | l2 | 0 | 1 | 2 | #a little bit impulsive working #Quite hard to initiate reading but reading flow is good | 0:51 | 6:15 | 2:03 | 61 | 27 | #eating easy to digest (but complex fiber) carb, HRV goes up #Sleep continuity 100! |
| 5 | 6min zone4 | 6:23 | - | 20:30 | 20 | 1 | 2 | #Return exercising, no performance drop | - | - | 1 | 1 | 8 | l2 | 0 | 1 | - | #Reading is quite hard to begin | 0:38 | 6:26 | 2 | 56 | 27 | #eat complex carb but harder to digest |
| 6 | 6min zone4 | 6:22 | - | 20 | 20 | 0 | 2 | - | - | 1 | 2 | - | l1 | 0 | 1 | 2 | 0:16 | 5:47 | 0:54 | 54 | 27 | #eat chicken breast - > hard to digest, less deep sleep? | ||
| 7 | 45min zone2 + 2min sprint | 7:43 | - | 21:30 | 20 | 1 | 2 | 2 | - | 1 | 1 | - | l1 | 1 | 1 | - | #didn't read much under flickering light |
Opinions
📝 Refactoring
-
27
เปลี่ยนมาอดตอนเช้า และกินตอนเย็น อ่านหนังสือและทำงานไหลลื่น และทำได้ดีมาก
- วันนี้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ อดตอนเช้า(ตอนทำงาน) แล้วกินตอนเย็น เพื่อให้อาศัยภาวะ ketosis จะได้ Catecholamine(Adrenaline & Epinephrine) และได้ผลลัพธ์เป็น Hyperfocus และ ultrafine handskill
- ได้ผลดีมาก Hyperfocus และ Ultrafine handskill กลับมาแล้ว ทั้งๆที่ชั่วโมงการอดแค่ 14 ชม ไม่ได้ออกกำลังกายใดๆเพื่อเร่ง ketosis
- อ่านหนังสือได้อย่างมาสมาธิดีมาก ทำงานหัตถการเสร็จ ก็สลับมาอ่านหนังสือต่อได้ชิลๆ ไม่มีเหนื่อยล้าจากการเค้นสมาธิแต่อย่างใด สมองใสทั้งวัน
- ความจำดีขึ้นด้วย
- ข้อดีที่เหนือกว่าการออกกำลังกาย + กินตอนเช้า คือ ไม่มีความหงุดหงิด ภาวะ ketosis ทำให้เกิด GABA เกิดเป็น Zen mode(Calm alertness) อารมณ์เย็น นิ่ง ไม่แปรปรวน ไม่มองคนเป็นศัตรู ต่อให้โกรธก็หายเร็ว มีความเสถียร และต่อเนื่อง => ผลคือ ต่อให้ทำงานยาก ก็ไม่รีบร้อน ทำหัตถการได้อย่างพริ้วไหวจนเสร็จ
- นอกจากนี้ ความรู้สึกสงบจากการ Fasting ระหว่างวัน ทำให้สามารถใช้ฝึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะ สมองทำงานได้อย่างราบรื่นจนไม่ต้องไปพึ่งพาการเสพสิ่งบันเทิง
- ดีกว่าการกินตอนเช้า ที่ทำให้อารมณ์ไม่คงที่ตลอดวัน
- ข้อเสีย
- พออดถึงชม.ที่ 18 จะรู้สึกไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก อ่านหนังสือไม่เข้าหัว แต่พอถึงชม.ที่ 20 แรงกลับมา และ เริ่มอ่านหนังสือได้ และพอถึงชม.ที่ 23 ก็ขับรถได้ดีมาก รอบคอบสามารถประเมินและวางแผนล่วงหน้า
- หรือถ้าขาหายจากการบาดเจ็บแล้ว เราจะย้ายการออกกำลังกายจากตอนเช้ามาไว้ตอนเย็นดีนะ โดยออกกำลังก่อนกิน OMAD ตอนเย็น และอาจนอนให้ดึกขึ้นเป็น 4-5 ทุ่ม ตื่นตี 5-6โมง จากเดิมที่นอน 2 ทุ่ม ตื่นตี 3
- เพราะ รูปแบบการนอนเช้าตื่นเช้า(2 ทุ่ม ตื่นตี 3) ก็มีข้อเสีย คือ
- ช่วงเวลาเช้า ที่เคยคิดไว้ว่า จะไว้อ่านหนังสือ ก็ต้องแทรกกับเวลากิน จนสุดท้ายช่วงเช้าก็ไม่ได้อ่านหนังสือเท่าไหร่อยู่แล้ว
- ช่วงเวลาทำงาน ก็หงุดหงิดง่าย ชอบดราม่า อารมณ์อ่อนไหว แม้ว่าจะได้การ boost พิเศษจากการออกกำลังกาย zone4 แต่ถูกความแปรปรวนจากการกินอาหาร เป็นตัวถ่วงพลังสมอง เพิ่ม cognitive load, ร่างกายอึดอัด ทำให้หงุดหงิดง่าย
- แม้ว่าจะกินและออกกำลังกาย ตอนกลางวัน ก็ไม่ได้มีสมาธิอ่านหนังสือได้เท่าไหร่(อ่านตอนท้องว่างยังดีกว่า)
- แต่กรณีของการออกกำลังกายตอนเช้าและอดต่อตอนกลางวัน โดยไม่กิน อันนี้พังนะ เพราะ สมองตื้อ แม้ว่าอารมณ์จะนิ่ง สมองใส แต่ไม่เหลือพลังงานใดๆมาให้ใช้ สมองไม่เหลือแรงจะคิด
- เพราะ รูปแบบการนอนเช้าตื่นเช้า(2 ทุ่ม ตื่นตี 3) ก็มีข้อเสีย คือ
- การออกกำลังกายตอนเย็น อาจทำให้สมองที่ล้า กลับมา refresh อีกครั้ง(Neurochemical reset) และทำให้อ่านหนังสือต่อได้อีก
- นอกจากนี้ยังทำให้ได้ BDNF 2 รอบ? รอบแรก = ตอน Fasting ตอนเช้า, รอบสอง = ตอนออกกำลังกายตอนเย็น
- อาจไม่กิน OMAD แต่แบ่งกิน 2 มื้อ แบบ IF 20/4 ก็ได้ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาดูดซึมโปรตีนไปซ่อมแซมได้ดีขึ้น แต่ก็จะนอนดึกขึ้นเช่น 23-24.00น(ถ้าร่างกายชินกับเวลานี้แล้วคงไม่เป็นไร แล้วไปตื่น ตี 6-7 โมง)
- เริ่มกินมื้อแรกตอน 17:00น กินเสร็จตอน 20:00น ไข่ 10 ฟอง ธัญพืช 120g EVOO 2 tbsp คอหมูย่าง 100g เบอร์รี่ 200g yoghurt cheese 1 tbsp
ข้อดี
- HRV สูงถึง 60ms, deep sleep 2hr
ข้อเสีย
- ตัวจะร้อนง่ายกว่าในตอนนอน ทำให้หลับยากและหลับไม่สนิท(deep sleep continuity ไม่ดี) ต้องถอดเสื้อนอน แล้วห่มผ้ามัสลีน
- ต้องลุกมาปัสสาวะตอนกลางคืน(หลังกิน 6-8 ชม) เพราะ ก่อนนอน กินอาหารที่อมน้ำเยอะ(กากใยจากธัญพืช)
- กรดไหลย้อนตอนกลางคืน ตื่นมามีแสบกลางอก => ถ้าออกกำลังกายตอนเย็น ก่อนกินอาหาร น่าจะช่วยได้
-
29
- เมื่อคืนไม่มีปัสสาวะกลางดึก แสดงว่าร่างกายปรับตัวได้
- อ่านหนังสือตอนอด(Fasting) อ่านได้ไหลลื่น ต่อเนื่อง ราบรื่นมาก สมาธิดี สมองใส - อดตอนเช้าแล้วค่อยไปกินมื้อเย็นก็ดีนะ
- การอ่านตอนอดเหมือนเครื่องยนต์ที่จูนมาอย่างดี ใช้พลังงานทุกหยดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่มีเขม่ากระตุก แต่การอ่านหลังกิน เหมือนเครื่องยนต์ที่จูนมาจนกินน้ำมันมากเกินไป แม้จะดูมีพลังอัดของกระบอกสูบเยอะ แต่ผลลัพธ์ไม่เสถียร ไม่นิ่ง คุมยาก
- ตอนอดอาหารเช้าเหมือนเราจะคุยรู้เรื่องกว่าตอนกินอาหารเช้าแฮะ(แม้ว่าจะออกกำลังกายร่วมด้วยนะ)
- ทำสมาธิตอนเช้าได้ดีมาก จับกับลมหายใจ มีสติกับจิตที่แอบไปคิดได้เรื่อยๆ
-
30
Early vs Late time restricted eating
- เหมือนกับว่ากินแต่เช้ากับกินตอนเย็นผลวิจัยไม่ได้ต่างกันมากนัก? https://examine.com/faq/are-there-differences-in-the-effects-of-early-time-restricted-eating-and-late-time-restricted-eating-1/
- วันนี้ Fasting นั่งสมาธิได้ดีพอสมควร และอ่านหนังสือได้ดีมาก เหมือน Zen mode(Fasting) จะคุมตัวเองได้ดีกว่า God mode(Eating + exercising) และ มีข้อดีอีกอย่างคือ ทำซ้ำได้ง่าย ได้มาตรฐานที่ดีเหมือนกันทุกวัน แต่ก็มีจุดด้อยกว่าเล็กน้อย ในกรณีที่ต้องใช้พลังการประมวลผลสูงๆ ที่ God mode จะทำได้ดีกว่า เช่น เนื้อหาซับซ้อน หรือ เคสหัตถการที่ไม่เคยเจอมาก่อน(ต้องใช้สมองคิดหาทางแก้แบบที่ไม่เคยเจอ) เป็นต้น
-
31
- วันนี้รู้สึกตื่นมาเพลียๆ อาจจะยกเลิกการกินมื้อเย็นดีไหมนะ? แต่ถ้าเรากินมื้อเช้า เราอาจทำงานแบบที่ไม่มี zen mode ช่วย แล้วก็ไม่ได้ออกกำลังกาย zone 4 ด้วย(ไม่มี God mode)
- แต่วันนี้ zen mode ก็ยังทำงานได้ดี เพียงแต่อาจลดสัดส่วนของ carb ลง ในมื้อเย็น จากเดิม 160g เหลือ 100g ดีไหมนะ แล้วเพิ่มพวก fat แทน?
- เหมือนกับว่า ถ้าเราไม่ได้ออกกำลังกายในช่วงนี้ การลดคาร์บนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องเติม Fat หรอก
- แต่วันนี้ zen mode ก็ยังทำงานได้ดี เพียงแต่อาจลดสัดส่วนของ carb ลง ในมื้อเย็น จากเดิม 160g เหลือ 100g ดีไหมนะ แล้วเพิ่มพวก fat แทน?
- รู้สึกเหมือนว่าทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุ โครงสร้างชีวิตเรามักจะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
- Zen mode สามารถสยบปีศาจในตัว ลดอีโก้ และยังทำงานได้เฉียบคมแต่นุ่มนวล ซึ่งดีกว่า God mode ที่สามารถพลิกกลับให้ปีศาจในตัวขึ้นมามีอำนาจได้ทุกเมื่อ
- ในการปะทะระหว่าง God กับปรมาจารย์ Zen - God อาจจะชนะในตอนแรก เพราะกำลังเยอะกว่า แต่ Zen จะชนะในที่สุด เพราะ God ตกหลุมพรางอีโก้และพลังของตนเองจนกลายเป็นปีศาจ
- อีกนัยหนึ่งคือ God อาจไม่ใช่ตัวตนไม่ดี หรือกลายเป็นปีศาจได้ แต่อาจถูกกลอุบายของปีศาจรุมทำลายได้ เพราะยังมีอัตตา(แม้จะมีพลังมหาศาล) แต่ Zen ไม่มีอัตตา ตัวตน จึงถูกสิ่งแวดล้อมทำลายไม่ได้
- God ต้องประพฤติอย่าง Zen
- วันนี้รู้สึกตื่นมาเพลียๆ อาจจะยกเลิกการกินมื้อเย็นดีไหมนะ? แต่ถ้าเรากินมื้อเช้า เราอาจทำงานแบบที่ไม่มี zen mode ช่วย แล้วก็ไม่ได้ออกกำลังกาย zone 4 ด้วย(ไม่มี God mode)
-
2
- เหมือน zen mode(Fasting - ketosis) ก็ยังไม่ได้สามารถทำการประมวลผลคู่ขนาน(ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน), ความเร็วการตอบสนอง ได้ดีเท่า God mode(Zone4 exercise + feeding) หมายความว่า การออกกำลังกายก็ยังจำเป็นอย่างขาดไม่ได้ - หัตถการที่ต้องใช้ทักษะซับซ้อน หรือการคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ, breakthrough อย่างไรก็ต้องใช้ God mode
- เหมือนกับว่า ช่วงหลังๆ fine motor movement(ultrafine handskill) เราจะเริ่มทื่อลง เป็นเพราะ เราไม่ได้วิ่ง หรือ เพราะ เราลด carb จาก 160 g เหลือ 100g กันนะ คงต้องทดลองดู
- สมมติฐานแรก คือ การที่เราลด Carb ลง เพราะ handskill เราเริ่ม drop ลงจากช่วงนั้น
- คำถามคือ carb 100g เพียงพอสำหรับเก็บเป็น ไกลโคเจนในตับ เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง ในช่วงที่เราไม่ได้ออกกำลังกายใดๆไหม
- อีกสมมติฐานคือ เราไม่ได้วิ่ง ซึ่งมันก็น่าจะค่อยๆ drop ลง จนเริ่มมีผลกับการทำงานในช่วงที่ลด carb พอดี
- สมมติฐานแรก คือ การที่เราลด Carb ลง เพราะ handskill เราเริ่ม drop ลงจากช่วงนั้น
-
3
- สรุปว่าเมื่อวานกิน carb 160g(mixed beans) แม้ว่า HRV ตอนนอนจะตกเหลือ 50ms แต่วันนี้กลับมาทำงานได้ดีมากอีกแล้ว very ultrafine handskill
-
5
- หลังจากที่เปลี่ยนมากินตอนเย็นและ fasting ตอนเช้า(จากเมื่อก่อนที่ กินตอนเช้าและ fasting ตอนเย็น)
- แปลกว่าทำไมการดูการ์ตูนหลัง fasting (ดูในตอนกินอาหาร) เหมือนจะทำให้เราติดได้มากกว่าการดูการตูนตอนอดอาหารนะ(รู้สึกเหมือนเนื้อเรื่องและภาพในการ์ตูนจะวนในสมองเราได้เข้มข้นและชัดเจนสมจริงกว่าช่วงที่ดูตอนอด) เพราะการกระตุ้นการสร้าง nerve fiber เพิ่มจะเกิดได้ดีตอนมีอาหาร มากกว่าตอนอดไหมนะ(แต่การอดเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นให้กระบวนการเกิดได้เข้มข้นขึ้น) หมายความว่าถ้าทำอะไรในตอนมีอาหารจะพัฒนาได้มากกว่า?
- แต่ถาม AI แล้วเหมือนจะไม่เชิงว่าสิ่งที่ทำตอนกินอาหารจะพัฒนาได้ดีกว่า หลักการเหมืิอนว่า จะต้องมีการฝืนใช้สมอง เกิด stress ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อน สมองจะเกิดการ mark แขนงประสาทที่ใช้งานเยอะตรงนั้นเอาไว้ และพอมีสารอาหารเข้ามา ก็จะเกิดการพัฒนาในจุดนั้น เพียงแต่การดูสิ่งบันเทิงตอนกินอาหาร มันจะไปทับกับวงจร dopamine reward system แบบ x2 และ hijack การพัฒนาบางส่วนไป แต่ถ้ากลับมาอ่านหนังสือตอนกินอาหารได้ สมองก็จะกลับมาหายเสพติด ทำงานได้ดีกว่าเก่าแบบ x2
- วันนี้กลับมาวิ่งแล้ว วิ่ง zone4 6min ตอนเย็น หลังกินไข่ 10 ฟองในมื้อแรก
- หลังวิ่งพอเข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมหลังวิ่งเราชอบมองคนเป็นศัตรู เพราะ ตอนวิ่งถึง zone4-5 แล้วมีคนเดินดุ่ยๆ เหมือนเป็นสิ่งกีดขวาง ในใจจะรู้สึกเหมือนว่าอยากให้ไปให้พ้นๆ เพราะ ระบบร่างกายทุกอย่างแทบจะประคองไม่ไหวแล้ว เป็นเหตุให้หงุดหงิดคนง่าย - แต่จริงๆสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคขณะออกกำลังกาย จะเป็นช่วงเวลาฝึกสมองที่ดีที่สุดเลยนะ
- หลังวิ่งนั่งสมาธิได้ดี(อาศัย parasympathetic phase หลังการวิ่ง zone4) อยู่กับลมหายใจได้เรื่อยๆ
- หลังวิ่ง รู้สึกพลังกลับมาล้นเหลือ คนเดียวเหมือนเป็นหลายคน เขียนบล๊อกมากขึ้น มีความคิดความเห็นมากขึ้น ไม่ชอบจมกับอารมณ์นานๆ มีพลังทำเรื่องจุกจิกในชีวิตได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง(ช่วงที่ไม่ได้ออกกำลังกาย จะใช้ชีวิตแบบเนิบๆ ทำอะไรไม่ซับซ้อน ทำเป็นอย่างๆ ลงรายละเอียดในเรื่องที่แม้จะสำคัญไม่ได้ทุกเรื่อง)
- หลังจากที่เปลี่ยนมากินตอนเย็นและ fasting ตอนเช้า(จากเมื่อก่อนที่ กินตอนเช้าและ fasting ตอนเย็น)
-
7
- เหมือนออกกำลังกายทำให้ BMR สูงขึ้น ช่วง Metabolic gap มาเร็วขึ้น ตั้งแต่ชม.ที่ 13-16 ก็เจอความรู้สึกหมดแรงแล้ว และมือสั่น
- เหมือนหลังจากที่วิ่ง ทำให้ ร่างกายเอาคาร์บที่กิน ไปสะสมเป็นไกลโคเจนที่ขา ทำให้มือไม่ค่อยมีแรง ไม่สามารถไล่น้ำหนักได้ดี มือสั่นๆ - อาจต้องออกกำลังกายแขนร่วมด้วยเสมอ(ดึงข้อก่อนไปวิ่ง) เพื่อให้ร่างกายยังคงจัดสรรพลังงานมาที่แขนด้วย
- เหมือนพอออกกำลังกาย สามารถขับรถมอเตอร์ไซค์แบบมีเกียร์ได้ดีขึ้นมาก สามารถสลับการโฟกัสระหว่าง มือ เท้า สายตา วางแผนการขับ ได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว ควบคุมได้ดั่งใจนึก
- แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้มีอาการเหมือน anxiety อ่อนๆ(ตื่นตัวเกินเหตุ) คิดว่าน่าจะเป็นผลของ catecholamine มากเกินไป จากการออกกำลังกายแล้วกินอาหารไม่พอ ซึ่งพอกินอาหารตอนเย็นแล้วอาการนี้ก็หาย กลับมาเป็นปกติ
- เราเริ่มมาอ่านหนังสือได้มากขึ้นในช่วงเย็น เริ่มจำกัดวงการดูการ์ตูนได้ดีขึ้น
-
8
- วันนี้เราทำงานได้ดีขึ้นอีก เคสยาก(ขูดหินปูนหนักๆ ใต้เหงือก)ที่เคยใช้เวลานาน จากเดิมที่เคยใช้เวลา 1 ชม. ตอนนี้ทำได้เหลือแค่ 30 นาที และคุมน้ำหนักมือได้เบากว่าเดิมด้วย(พัฒนาแบบก้าวกระโดดกว่าตอนกินเช้าออกกำลังเช้าอดเย็น)
- -> Double shot BDNF และ ทฤษฎี ACM(ที่ว่า ถ้าฝึกทักษะใดตอน BDNF หลั่ง จะพัฒนาได้ดีกว่า) ได้ผลจริง
- วันนี้เราทำงานได้ดีขึ้นอีก เคสยาก(ขูดหินปูนหนักๆ ใต้เหงือก)ที่เคยใช้เวลานาน จากเดิมที่เคยใช้เวลา 1 ชม. ตอนนี้ทำได้เหลือแค่ 30 นาที และคุมน้ำหนักมือได้เบากว่าเดิมด้วย(พัฒนาแบบก้าวกระโดดกว่าตอนกินเช้าออกกำลังเช้าอดเย็น)
Opinions on fact logs ที่สะสมมาเรื่อยๆจากแต่ละเดือน
🏛️ Monthly Synthesis (สรุปท้ายเดือน - เขียนเมื่อตกผลึกแล้ว)
-
6min zone 4-5 wild ได้ผลจริง เราสามารถทำงานได้ดีขึ้นมาก Handskill ระดับ ultrafine ในทุกวัน,สามารถคิดได้อย่างไหลลื่น โดยไม่มี noise มหาศาลมาขวาง ได้ BDNF เพียงพอ โดยที่ไม่มีความล้า และ Cortisol
ต่างจากการวิ่ง 4x4 ที่จะล้าและเกิด cortosol, HIIT zone4 90sx6 ที่จะดีด นั่งสมาธิไม่ลง, zone2 ที่จะนิ่งๆ แต่ไม่ได้ทำงานเร็วขึ้น, ไม่ได้ออกกำลังกาย ที่จะไม่มีอะไรดีขึ้นให้วิ่งอยู่ที่ปลาย zone4(edge)เป็น sweetspot สูงสุดสำหรับทำให้เกิด Transient hypoxia โดยทีไม่เกิดความล้า หรือ CNS fatigue แบบใน zone5 ซึ่งจะกลายเป็น Drawback แทนในการพัฒนาสมอง- ในธรรมชาติ เราไม่ได้วิ่ง แบบจำกัดความเร็วตัวเองแค่ zone4 หรอก ส่วนใหญ่เวลาหนีสัตว์นักล่า ก็วิ่งแบบใส่สุดเท่าที่ทำได้ทั้งนั้น(zone4-5) แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 6 นาที
เอาเป็นว่าจะ เปลี่ยน protocol เป็นทำอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้(zone4-5 ตามสภาพร่างกายในวันนั้น) โดยจำกัดเวลาไว้ 6 นาทีต่อวัน เท่านั้น =6min zone4-5 wild
วันปกติ Fasting > 20 hr ช่วยให้ค่า HRV ตอนนอนสูงขึ้น และ ไม่ถูกความคิดแง่ลบครอบงำ
- คำนวณจากสถิติในเดือนที่ผ่านๆมา Fasting >=20hr(ส่วนใหญ่ IF 22/2) ได้ Avg.hrv 56.09ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 47.12ms
- นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองใส อารมณ์ดี ไม่ถูกปีศาจในตัวครอบงำ ถ้าช่วงไหนอดน้อยกว่า 20 ชม. (เช่น IF 12/12, IF 16/8) จะเกิดความคิดไม่ดีต่อคนอื่นได้ง่ายมาก
AIบอกว่า เป็นภาวะ Hyperarousal ที่พบได้ง่าย ใน ADHA trait คือ ซึ่งการอด >20 ชม. จะช่วยเพิ่ม GABA และ การป้องกันการอักเสบต่างๆในสมอง ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายสงบได้ดี ไม่ถูกปีศาจครอบงำ นอกจากนี้ การกินตลอด 12 ชม. จะกระตุ้นการอักเสบจากอนุมูลอิสระเรื่อยๆ จากการเผาผลาญ(Postprandial Inflammation)
Prolonged fasting + 6min zone4 = Perfect combination
ในการอดอาหารยาว(Prolonged fasting 36-45 hr) กินก่อนอด ดีกว่าอดก่อนกิน
ลำดับระหว่างการกินก่อน หรืออดก่อน มีผลอย่างมาก
- การกินให้มากพอก่อนอด ทำให้มีคลังพลังงานสำรองสำหรับร่างกายนำไปใช้ตอนอด โดยที่ไม่เกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงานสำรอง เกิด deep ketosis และ autophagy ได้อย่างราบรื่น และได้ค่า HRV ที่พุ่งสูง
- แต่ถ้าอดก่อนแล้วค่อยกิน โดยหากในวันที่อด คลังพลังงานสำรองไม่มากพอ(น้ำหนักตัวไม่ถึง) ร่างกายจะมองว่าเกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนพลังงาน(Starvation) เกิดการหลั่ง cortisol สูงลอย, สลายกล้ามเนื้อเป็นพลังงาน, HRV ตก และไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากการอด รวมถึงเกิดความเสื่อมถอยแทน
**ถือศีล 8(งดสิ่งบันเทิง) ร่วมกับอดข้ามวัน 45hr สัปดาห์ละครั้ง
- การถือศีล 8 งดสิ่งบันเทิงกระตุ้นอารมณ์ สัปดาห์ละ 1 วัน เป็นการทำ dopamine fasting เพื่อเพิ่ม dopamine baseline ซึ่งทำสัปดาห์ละครั้ง ก็เพียงพอที่จะช่วยให้กลับมานั่งสมาธิดีขึ้นได้(แม้จะดูการ์ตูนทุกวันที่เหลือ)
- การอดข้ามวัน(Prolonged fasting) เป็นการ Deep recovery ทำให้สมองแจ่มใส สุขภาพจิดดี ความจำดี เคลียร์ขยะ Beta-Amyloid(ขยะจากการสร้างและใช้งาน) ในสมอง ทำให้สามารถกลับมาใช้ศักยภาพสมอง ที่สร้างขึ้นจากการออกกำลังกายในสัปดาห์ได้อย่างเต็มที่(prime stage) ตื่นมาอีกวันเหมือนได้ของขวัญ คือสมองใหม่ ที่แจ่มใสกว่าเดิม
- ระบบประสาท จะสร้าง(growth) ด้วยการออกกำลังกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการบำรุงรักษาและทำความสะอาดที่ดีด้วย(deep recovery) ด้วยการ Prolonged fasting > 24hr อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เราจะเก่งขึ้นได้ ต้องมีการสลับกันระหว่าง การสร้าง(กิน+ออกกำลังกาย) และ เก็บกวาดซ่อมแซม(นอนหลับที่ดี + อดอาหาร ให้เกิด autophagy) อย่างสมดุล
วิ่ง 6min zone4 ในวัน Prolonged Fasting คือ perfect combination ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า วิ่ง 1hr zone2 ในวันอดมากๆ เพราะ
- 6min zone4(100kcal) ผลาญ calories น้อยกว่า 1hr zone2(500kcal) ไม่ทำให้ร่างกายตกใจว่าเกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารในวัน Prolonged fasting (หลังวิ่ง zone2 จะรู้สึกอ่อนเพลียตลอดวัน แต่ zone4 กระฉับกระเฉงกว่าเดิม)
- กระตุ้น ketosis ได้ดีกว่า เพราะ การวิ่ง zone4 สลาย Glycogen โดยตรง ไม่ใช่ zone2 ที่เน้นสลายไขมัน แต่เก็บ Glycogen ไว้ ทำให้ Energy gap สั้นลงมากและเข้า Ketosis เข้มข้นได้เลย
- ผลคือ วันนี้ยังมีแรงและสมาธิเหลือสำหรับทำงาน และอ่านหนังสือแบบเทพๆ วันนี้ทำงานได้ดีมากๆ คิดอะไรได้เร็ว พิมพ์เร็ว
งดอาหารที่ปรุงรสมากๆ เพราะจะทำให้เสียขบวนสมาธิทั้งวัน
- อาหารที่ปรุงรสจัดๆ โดยเฉพาะหวานจัด เพราะ จะกระตุ้นความรู้สึก(กระตุ้น dopamine) และดึงดูดสมาธิจากหนังสือ ทำให้โฟกัสแย่ลง พอโฟกัสแย่ลง คิดอะไรไม่ออก ก็จะหนีไปดูการ์ตูน หาสิ่งบันเทิงเบาสมองทำ(กระตุ้น dopamine เพิ่มไปอีก) และแม้จะกินเสร็จแล้ว หลุดดูสิ่งบันเทิงแล้ว แต่ dopamine baseline พังไปแล้ว จะกลับมาอ่านหนังสือต่อ ก็โฟกัสได้ยากในช่วงเวลาที่เหลือของวัน
- กินอาหารปรุงรสมากๆ -> สมาธิถูกดึงไปอยู่ที่รสชาติ -> อ่านหนังสือไปด้วยไม่ได้ -> หนีไปดูสิ่งบันเทิงเบาสมอง -> สมาธิในวันนั้นพัง
- เหมือนกับว่า กินอาหารปรุง จะส่งผลต่อสมาธิมากกว่าดูสิ่งบันเทิงอีกแฮะ เพราะว่า สิ่งบันเทิงยังส่งผลแค่เรื่องสมอง แต่อาหารปรุงนี่ คือส่งผลทั้งทางกายและสมองเลย
- ผลต่อร่างกาย ได้รับสารอักเสบจากน้ำมันพืช และอาหารอาจย่อยยาก
- ผลต่อสมอง ถ้าเป็นอาหารย่อยง่ายเช่นคาร์บเชิงเดี่ยว ก็ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสมาธิเสียอีก และ ถ้าเผลอกินมากไปยิ่งแน่นท้องคิดอะไรไม่ออก(จนเป็นข้ออ้างให้ไปดูสิ่งบันเทิง) และกลายเป็นวงจรลูกโซ่(dead chain) แห่งการทำลาย will power และ focus
- ถ้าเป็นสิ่งบันเทิง ก็จะมีผลกับสมองอย่างเดียว
- ชีวิตคงต้องเลือก ว่าอยากได้รสอร่อยชั่วคราว แต่ชีวิตเสียโอกาสอันมีค่า(สมาธิและเวลาในการอ่านหนังสือ) หรือ กินแต่อาหารรส(ธัญพืช+ไข่ต้ม+เกลือ 1/2tsp a day)ไม่จัดดีต่อสุขภาพ แล้วอ่านหนังสือได้ดี
- งดอาหารปรุงรส จะมีรู้สึกงอแงในช่วงแรก(ยังเผลอไปกินบ้างเป็นเรื่องปกติ) แต่พอชินแล้ว ก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร ตราบใดที่ยังได้รับสารอาหารคุณภาพครบถ้วน
- อาหารที่ปรุงรสจัดๆ โดยเฉพาะหวานจัด เพราะ จะกระตุ้นความรู้สึก(กระตุ้น dopamine) และดึงดูดสมาธิจากหนังสือ ทำให้โฟกัสแย่ลง พอโฟกัสแย่ลง คิดอะไรไม่ออก ก็จะหนีไปดูการ์ตูน หาสิ่งบันเทิงเบาสมองทำ(กระตุ้น dopamine เพิ่มไปอีก) และแม้จะกินเสร็จแล้ว หลุดดูสิ่งบันเทิงแล้ว แต่ dopamine baseline พังไปแล้ว จะกลับมาอ่านหนังสือต่อ ก็โฟกัสได้ยากในช่วงเวลาที่เหลือของวัน
สมมติฐานปัจจัยที่มีผลต่อการอ่านหนังสือ(Reading Focus continuity)
- CNS fatigue - ออกกำลังกายหนัก เช่น 4x4, 6min zone4 ติดกันเกิน 3 วัน เป็นต้น โดยไม่พัก zone2 อย่างเพียงพอ จนสารสื่อประสาทพร่อง เกิดอาการเนือยตื้อ โฟกัสไม่ได้
- Catecolamine - ในวันวิ่ง zone2 จะไม่มีการหลั่ง Catecolamine เช่น Adrenaline, Dopamine เป็นต้น จึงทำให้โฟกัสกับหนังสือได้ยาก แต่การมีวันพักใน zone2 ก็ยังจำเป็น โดยจะต้องหากิจกรรมทดแทนที่ช่วยเพิ่ม Catecolamine
- Dopamine baseline - ถ้าจัดกิจกรรมบันเทิงมาทำก่อนในช่วงต้นของวัน สมาธิการอ่านจะพังง่ายมาก หรือ กระทั่งเวลาที่ไอเดียพลุ่งพล่านก็ไม่สามารถมีสมาธิอ่านหนังสือเหมือนกัน(จัดตารางให้เวลาหลัก80% ของวันโฟกัสเพียงอย่างเดียว ที่เหลือค่อยทำเรื่องจุกจิก จะช่วยได้)
- Warm up กล้ามเนื้อตา ด้วย pencil push up 20 ครั้งก่อนการทำกิจกรรมที่ใช้สายตา ไม่ต่างจากนักกีฬา ที่ต้องวอร์มกล้ามเนื้อและระบบประสาทส่วนที่ต้องใช้ ก่อนลงแข่ง
ปัจจัยที่อาจมีผลต่อ HRV
ปัจจัยเชิงบวก
- Fasting > 20 hr ส่วนใหญ่ HRV เฉลี่ยจะสูงกว่า(ดูตารางเก่าๆ) คือ Fasting >=20hr ได้ Avg.hrv 56.68ms, Fasting <20hr ได้ Avg. HRV 48.06ms
- ออกกำลังกายแบบพอดีๆ ส่วนใหญ่วันที่วิ่ง zone2 มักจะทำให้ HRV ตอนนอนสูงขึ้น
ซึ่งวันที่ออกกำลังกายหนัก ต้องมีวันพักวิ่ง zone2 คั่นเสมอ คือ วิ่ง 4x4 1 วัน เว้น zone2 1 วัน, วิ่ง 6min zone4-5 2 วัน เว้น zone2 1 วัน - ก่อนนอนฟังเพลงของ Drew Holcomb เป็นเพลงทำนอง Americana ทำนองอบอุ่น ความหมายดีเกี่ยวกับชีวิต
- ความไม่เครียด ไม่กังวล - ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลย้อนกลับจาก ฟังเพลงก่อนนอนของ Drew, Fasting >20hr, การออกกำลังกายที่พอดีๆ
ปัจจัยที่ไม่ได้มีผลเท่าไหร่
- อุณหภูมิ - ช่วงเดือนพ.ค. ลองเปิดแอร์นอน แม้จะพยายามเปิด 24-25c ค่า HRV ก็ไม่ได้เพิ่ม แถมยังอาจมีบางวันลงกว่าเดิมอีก(รู้สึกความเย็นกัดกิน แทนที่จะหลับสบาย) แต่บางช่วงเปิดแอร์ 26-28c ค่า HRV เฉลี่ยยังดูสูงกว่าอีก (แต่ข้อมูลที่เก็บยังไม่มากพอนะ)
- เวลาการกิน?? - กินดึกก่อนนอน ก็ยัง HRV สูงขึ้นในหลายๆวัน ถ้ามีชั่วโมงการอดมากกว่า 18 ชม(IF 18/6) แต่เนื่องจาก บางทีออกกำลังกายตอนเช้า แล้วไม่ได้กิน สมองจะเบลอ คิดอะไรซับซ้อนไม่ได้ตอนทำงาน จึงหยุดการทดลองไป
- เวลานอน - นอนดึกกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้ HRV ต่ำลง