Activity list
Bad activity for dopamine
|
Tracking variable
Score
|
July Activity log, 2026
2026-07-06 ใน Moon ForgeDefinition
2026-07-06 10:11
| timestamp start-end | [B]lock tag | hr.. | R | F | S | Net score = H. x (R+2F+S) | note |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
9:00 | w | 1 | 1 | 2 | 3 | 8 | dental, only extraction |
10:40 | f | 0.5 | 2 | 2 | 2 | 4 | Tripitaka |
11:26 | p | 2 | 1 | 2 | 2 | 7 | rust |
Day net Total :
หลักการ
หลักการ
2026-07-06 10:51
อย่าคาดหวังว่าการเก็บค่า tracking จะทำให้เปลี่ยน habit เพราะ มันคนละเครื่องมือกัน เก็บค่าคือเก็บค่าอย่างเดียว เปลี่ยน habit เป็นเรื่องของข้อตกลง และ การทำตารางเวลา
🛠️ The First Draft (20% Raw Concept)
2026-07-05 18:15
เราจะทำบันทึก log การอ่านหนังสือ ทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพนะ
บันทึกความรู้สึก ก่อนทำ-ช่วงแรก ระหว่างทำ และช่วงท้าย ดีไหมนะ ฯลฯ
เราว่าจะบันทึกเป็นคะแนนตัวเลขเฉยๆ ของแต่ละกิจกรรม ที่ทำต่อเนื่องนานกว่า 30 นาที อาจจะไม่ใช่แค่อ่านหนังสือ
- คะแนน คือ 3 - excellent/satisfied 2 - good/same same 1 - worse/unsatisfied
ช่วงเริ่มแรก - วัดแรงต้าน และความยากในการเริ่มเนื้อหาของกิจกรรมใหม่(readiness=R) ระหว่างทำ - วัด Focus continuity(F) ว่าอ่านได้ต่อเนื่องแค่ไหน หลังทำ - วัดความรู้สึกหลังอ่าน(satisfaction=S) ว่าอยากอ่านต่ออีก(3) หรือ เฉยๆ(2) หรือ รู้สึกผิดที่ไม่จดจ่อ(1)
ประเภทของกิจกรรม นับรวมการทำงานประจำด้วย
-
Work[w], Prime block[p], Major block[m], Minor block[n] แต่มันจะมีกิจกรรมพวก entertainment[e] ปะปน ซึ่งน่าจะได้คะแนนเต็มอยู่แล้ว - > อาจคิดเป็นคะแนนติดลบ(ยิ่งพึงพอใจเท่าไหร่ ยิ่งติดลบ) เพื่อดูความสามารถในการควบคุมตนเอง
-
จด work[w] ด้วยเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบันทึก(retain cognition) และจะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
แต่เราจะคิดคะแนนสุทธิอย่างไรดีนะ คะแนนทั้ง3(R/F/S) จะถ่วงน้ำหนักกับประมาณเวลาที่ทำ ก็คิดเป็นต่อ ชม.ถ้าทำ 1.5 ชม ก็เอามาคูณกับคะแนนรวม แต่เหมือน F น่าจะสำคัญสุด, R,S เป็นรองลงมา
ในสิ้นสุดวัน ก็บันทึกคะแนนสุทธิลง ตาราง biohacking ด้วย
แต่มันจะบันทึกจุกจิก คำนวณเยอะ และยุ่งยาก มากไปไหมนะ ต้องปรับตารางให้บันทึกง่ายๆ
จริงๆ มันจะเหมือนกับการบันทึก activity ทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นยันหลับไหมนะ เราว่าไม่ควรและมันจะเฟ้อเกินไป แต่เราจะจดเฉพาะกิจกรรมที่เราสามารถเลือกจะ ทำหรือไม่ทำ ในเวลาว่างได้ = กิจกรรมนอกเวลา/Free will ก็คือ กิจกรรมใดๆ ที่ไม่ใช่ routine, งานประจำ, biological ที่ต้องทำตามปกติอย่างที่ควรจะทำอยู่แล้ว
- กิจกรรมที่จดจะไม่เกี่ยวกับ biological(ออกกำลังกาย, กิน, นอน) เพราะมีตารางบันทึกของ biohacking อยู่แล้ว และมันใช้ will power คนละแบบกับ "สิ่งที่จะจด"
- กิจกรรมที่จดจะไม่ใช่ routine ที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เดินทางไปทำงาน อาบน้ำ เป็นต้น
- กิจกรรมที่จดจะไม่ใช่งานประจำ แม้ว่าบางวันงานจะเยอะจนไม่ได้ทำ และอาจทำให้คะแนนตกฮวบ แต่เราจะเอาคะแนนมาประเมินรายสัปดาห์ ซึ่งแต่ละสัปดาห์มักมีความใกล้เคียงกันในลักษณะของงานประจำอยู่แล้ว
แต่คำถามคือ บันทึกไปทำไมกัน
- จะเป็นการประเมิน ความ productive ได้แบบเป็น "รูปธรรม" มากขึ้น และถ้าเอาไปเชื่อมกับ biohacking log ก็จะได้รู้ว่ามันส่งผลเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
Bad ideas / ideas that don't work
2026-07-06 16:16เอา distraction time ออก เพราะ ไม่เหมาะกับรูปแบบสมองของเรา ที่ชอบมีไอเดียผุดขึ้น ขณะทำงาน
การใส่ distraction time มันจะเป็น friction ไหมนะ แทนที่เราจะได้สะสมสติ๊กเกอร์ แต่ต้องมาดูความพ่ายแพ้ ทั้งๆที่ก็ได้พยายามแล้ว
- ส่วนหนึ่งคือ เพราะเราติดนิสัยไม่จอจ่อนานๆทีเดียว แต่จะอ่านแล้วผุดไอเดีย สลับ context ไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ไปทำอะไรที่ไม่ดีต่อ dopamine สักหน่อย เพียงแค่สมองเราไม่อึดที่จะอยู่เรื่องเดียวนานๆก็เท่านั้น หรือนิสัยเหล่านี้มันไม่ดีนะ?
Distract(min) = timestamp(real time used) - real worked time
Distraction time
- เราสามารถใช้ timestamp ก่อน-หลัง มาวัด distraction time ได้ เมื่อเทียบกับนาฬิกาข้อมือที่จับเวลาเนื้อๆที่ได้ทำงานจริง
- โดยเราจะจับเวลาที่นาฬิกาข้อมือคู่ขนานกันไป โดยจะ pause หาก distract ไปทำกิจกรรมอื่น และ resume เมื่อกลับมาทำต่อ และจะสิ้นสุดเมื่อ
เวลาเนื้อๆถึงตามที่กำหนดไว้- จากนั้น เอา timestamp มาเทียบ ก่อน-หลัง ว่าเราใช้เวลาเกินมาจาก
เวลาเนื้อๆเท่าไหร่ ก็คือ distraction time- แต่กรณีที่ต้องหยุดจากปัจจัยภายนอก เช่น มีภารกิจ เป็นต้น เราจะ timestamp เวลาที่ pause และ resume ไว้ด้วย แต่ถ้าลืม ก็ถือว่าเป็นโมฆะ และตัดการคำนวณ distraction time ใน block นั้นไป(บันทึก แค่ RFS)
- แต่ distraction time อาจไม่ได้ใช้จริง เพราะมีข้อเสียคือ
- บางที เรายังโฟกัสกับเนื้อหาได้ดี(focus continuity[F] ดี) แต่เกิดมีไอเดียผุดขึ้นระหว่างอ่าน จนต้องหยุดอ่านและไปบันทึกหรือทำไอเดียนั้นก่อนที่จะลืม แล้วกลับมาอ่านต่อได้อย่างมีสมาธิ ซึ่งกรณีนี้ distraction time จะมากกว่าปกติ แต่ RFS จะตรงจุดกว่า