Loading content...
ทันตกรรมทางเทคนิค**
2026-02-11 ใน 10 ทันตกรรมไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ เป็นเพียงบันทึกทางเทคนิคส่วนบุคคล
บันทึกฉบับแรก อ่านก่อนนะครับ มันดีมาก
สุขภาพตา มือ และสมอง
- สุขภาพตา มือ และ สมอง สำคัญมาก สำหรับทันตแพทย์ เพราะ หมายถึงชีวิตฟันอีกหนึ่งซี่ ของคนอีกหนึ่งคน
- สุขภาพตา
ท่านั่ง
-
นั่งหลังตรงเสมอ มองห่างๆได้ ถ้ามองใกล้เกินไป สายตาจะล้า และทำได้ไม่ดีแทน สิ่งสำคัญไม่ใช่สายตาทั้งหมด แต่เป็นเทคนิคการควบคุมเครื่องมือที่จะทำให้ทำงานได้ดี
-
ระดับปากผู้ป่วยหรือฟันที่จะรักษา อยู่ระดับเดียวกับศอก - ไม่สูงเกินศอก เพื่อให้สามารถวางแขนขนานไปกับแนวราบ และใช้เพียงการหมุนแขนท่อนล่างเวลาปรับมุมเครื่องมือ (โดยที่แขนท่อนล่างและข้อมือเป็นมุมตรงเสมอ) ซึ่งจะทำให้ขยับมือได้คล่อง และปลอดภัย มั่นคง
- โดยกลับกัน หากตำแหน่งคนไข้สูงเกินไป จนต้องยกแขน(ศอกเป็นมุมแหลม) มักจะทำให้ต้องเพิ่มมุมหักข้อมือกลับมาหาฟันเวลาทำงาน การหักข้อมือเป็นอะไรที่ไม่มั่นคงและเสี่ยงพลาดได้ง่าย เพราะ แนวข้อมือที่หักงอจะมีการกดทับเส้นประสาทและเอ็น(carpal tunnel) ให้ไม่อยู่ในสภาวะผ่อนคลาย ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่นิ้วมือ จับและควบคุมเครื่องมือได้ไม่เสถียร ความเสี่ยงในการทำงานเพิ่มขึ้น
- นอกจากนี้ การหักข้อมือยังเป็นการใช้หลายจุดหมุน ทั้ง (1)ข้อมือ และ(2)แขนท่อนล่าง จึงส่งผลให้เกิดความไม่เสถียร ปรับมุมยากในแนว 3 มิติ และความเสี่ยงสูงกว่าโดยไม่จำเป็น หากเทียบกับ การล็อคจุดหมุนให้เหลือแกนเดียว ด้วยการใช้ข้อมือตรงและหมุนแค่แขนท่อนล่าง
- บาง action ที่ต้อง activate เครื่องมือ ในขณะที่ต้องปรับมุมไปด้วยกัน มีความเสี่ยงอย่างมาก หากมีหลายจุดหมุน-หลายข้อต่อที่ควบคุมอยู่ โดยเฉพาะข้อมือ(radiocarpal joint) ที่มีลักษณะหมุนได้รอบทิศ(no mechanical lock) เต็มไปด้วยความไม่เสถียร
- โดยกลับกัน หากตำแหน่งคนไข้สูงเกินไป จนต้องยกแขน(ศอกเป็นมุมแหลม) มักจะทำให้ต้องเพิ่มมุมหักข้อมือกลับมาหาฟันเวลาทำงาน การหักข้อมือเป็นอะไรที่ไม่มั่นคงและเสี่ยงพลาดได้ง่าย เพราะ แนวข้อมือที่หักงอจะมีการกดทับเส้นประสาทและเอ็น(carpal tunnel) ให้ไม่อยู่ในสภาวะผ่อนคลาย ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่นิ้วมือ จับและควบคุมเครื่องมือได้ไม่เสถียร ความเสี่ยงในการทำงานเพิ่มขึ้น
-
หากรู้สึกว่าปากคนไข้อยู่ระยะไกลจากสายตามาก ให้ปรับไฟให้สว่างสุด จะทำให้ยังคงเห็นได้ชัด(Resolution - การแยกภาพจะดีขึ้น) โดยที่ไม่ต้องก้ม เพราะ โดยส่วนตัวคิดว่า เมื่อแสงสว่างกว่า ก็จะสะท้อน พารายละเอียดของภาพมาได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องก้มลง ถ้ายังไม่พอใจ ค่อยไปหา Loupes มาใส่ แต่ทั้งนี้แสงที่สว่างมากๆ ถ้ามองใกล้ อาจเกิดอันตรายในระยะยาวแทน
ศอกต้องเป็นมุมฉากหรือมุมป้านเท่านั้น
-
สุดท้าย ในสรีระของคนส่วนใหญ่(ไม่ว่าทันตแพทย์จะสูงหรือเตี้ย) ตำแหน่งความสูงของศีรษะคนไข้ ที่ทำให้ทันตแพทย์ จะยังทำหัตถการโดยที่แขนไม่ยก(ศอกเป็นมุมฉาก) คือ ศีรษะคนไข้จะคล้ายกับกำลังหนุนบนตักทันตแพทย์ - โดยที่ระดับหมอนหนุน สูงเท่ากับตักทันตแพทย์พอดี - ตำแหน่งนั้น ศอกจะเป็นมุมฉากพอดี
- ศอกต้องเป็นมุมฉากหรือมุมป้านเท่านั้น เพราะ เมื่อใดที่ศอกเป็นมุมฉาก หรือป้าน แสดงว่า แขนทั้งหมด จะอยู่เหนือช่องปากคนไข้ และมีเพียงนิ้วมือที่หย่อนลงมาทำ การทำแบบนี้จะเสถียรและนิ่งกว่า เพราะ การที่ฐาน(คือข้อมือ แขนท่อนล่าง และบน) ลอยเหนือ subject ที่จะทำหัตถการ ทำให้สามารถขยับแขน ใช้มุมๆเดิม ในการทำงานได้ตลอด เปรียบเหมือน มีฐานเป็นชิ้นเดียวกัน(rigid - static) ซึ่งจะเสถียรกว่า การงอศอกเป็นมุมแหลม ที่จะต้องปรับทั้ง การหักข้อมือ และ มุมที่งอศอกไปมา จนเหมือนมีจุดหมุนหลายส่วน(flex - movable) ระหว่างการทำงาน จะมีความเสถียรต่ำกว่ามาก
- หากตำแหน่งฟันที่จะทำ ในบางครั้งอยู่ไกล(อยู่ Q2,3 ด้าน buccal) จะต้องเอื้อมมือไป หรือเผลอปรับเก้าอี้อยู่สูงเล็กน้อย การยกแขนท่อนบน เพื่อให้ศอกยังคงเป็นมุมป้าน เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่เราจะไม่ใช้วิธีการงอศอกเป็นอันขาด
- หรือจริงๆ หลักการคือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้แขนท่อนล่างและข้อมือเป็นมุมตรงเสมอ (ไม่ว่าจะยกแขนท่อนบน หรือกางศอกขึ้น) จะได้ความเสถียรในการทำหัตถการสูงสุด
-
ฉีดยาชา
2026-06-25 19:04
หลักๆ คือ คลำระยะ ramus แล้วแทงเข็มเข้าไปที่กึ่งกลางระยะนั้น
- ใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลาง คลำระยะ ramus
- นิ้วโป้ง : coronoid notch - จะเป็นจุดหวำจางๆ ในสัมผัสแรกที่คลำได้ บน external oblique ridge
- นิ้วกลาง : posterior border of ramus - ใช้นิ้วกลางเพราะ จะกะระยะ ramus ร่วมกับนิ้วโป้ง ได้เป็นเส้นตรงตัดผ่านพอดี โดยไม่เป็นมุมเสยหรือกดลงเหมือนนิ้วชี้ หรือ กะระยะยากหากใช้หลายนิ้ว
- กึ่งกลางของเส้นระยะที่คลำได้ คือเป้าหมายการแทงเข็ม (กึ่งกลางระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วกลางพอดี)
- หมายความว่า ถ้าแทงเข็มที่ ความสูง ระดับเดียวกับนิ้วโป้ง(Coronoid notch) และ ขนานไป ปลายเข็มก็จะตรงเป้าง่ายขึ้น
- อย่าไปยึดติดกับระยะการแทงเข็มชน bone ที่ 25 mm มากนัก ให้ใช้ความรู้สึกแว๊บแรก ถ้ากะว่าอยู่ตรงกลางแล้ว ก็เดินยาชาได้เลย อย่าคิดมากปรับมุมไปมา เพราะ บางคนโครงร่างใหญ่และ soft tissue หนา ที่ 25 mm อาจไม่ชน bone ก็ได้ บางคนโครงร่างเล็ก ระยะชน bone ที่เหมาะสม อาจไม่ถึง 25mm


อุดฟัน
จับหัวกรอ
- จับหัวกรอโดยที่ตรึงนิ้วกลางกับนิ้วนางไว้ด้วยกัน (โดยที่ rest นิ้วนางไปด้วย) จะทำให้หัวกรอนิ่ง คุมน้ำหนักได้ดี(จะหนักหรือเบาก็ได้) และแม่นยำมาก(ไม่พลาดไปโดนฟันข้างเคียง)
2026-07-02 15:59
Caries
การเช็ค Caries
- ใช้ Explorer เช็ค caries ถ้าเป็นผิวที่มีความแข็ง ก็ไม่ต้อง remove caries ต่อแล้ว
- ถ้ายังหยุ่น ยุ่ยๆ จะชัดเจนว่ายังมี soft caries อยู่
- ถ้ารู้สึกเป็นผิวแข็งๆ แต่รู้สึกหยุ่นๆเล็กน้อย จะเป็น firm dentin ซึ่ง หัว steel round bur ยังกรอปั่นออกได้ แต่ไม่ควร เพราะ เป็นส่วนที่ remin กลับมาแข็งแรงได้
- ถ้าเป็นผิวแข็งๆ ไม่มีความหยุ่น เป็น sound dentin, steel round bur กรอปั่นไม่ออก
- บริเวณขอบ cavity และ DEJ ผิวต้องเป็น sound dentin ส่วนใจกลาง cavity หากลึกใกล้ pulp จะเหลือ affected dentin คือ firm dentin, soft caries เล็กน้อย ไว้ก็ได้ แต่ soft caries อาจต้องทำ indirect pulp cap(lining ด้วย Dycal+ RmGIC)
- Soft dentin ต้องเอาออกให้หมด
Remove Caries
- ไม่มีอะไร removed caries ดีเท่าหัว Steel round bur บน Airmotor handpiece เพราะ จะเป็น action ของการตัดด้วย blade สามารถ ตัดเนื้อฟันที่เปื่อยยุ่ย ออกได้อย่างง่ายดายและหมดจด
- อย่าใช้ Round diamond bur เพราะ จะเป็น action ของการบด ไม่ใช่การตัด ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพสำหรับผิว caries ที่นุ่มหยุ่น(จะกรอไม่ออก) นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก หัว aerotor ที่จะมี water spray บดบังวิสัยทัศน์ และเสี่ยงมากในฟันที่ผุลึก
Bonding
- Single bond ทาสองรอบ
- ทา Bonding รอบแรก เป่าแรง จนแห้งสนิท ผิว dentin จะกลายเป็นออกเงาด้านๆเล็กน้อย(จากตอนแรกที่เป็นออกสีขาวขุ่นๆหลัง etching เสร็จ) - bonding จะทำหน้าที่เป็น primer และการเป่าแรงจะทำให้มั่นใจได้ว่า ฟันแห้งจริง ไม่มีความชื้นคาไว้ที่ไหน
- ทา Bonding รอบสอง เป่าอย่างนุ่มนวลเบาๆ จนไม่มีหยดน้ำวิ่ง ผิว dentin จะต้องมีความมันเงาใสๆที่เกิดจากความเรียบเสมอกันของชั้น bonding ที่ฉาบอยู่
- ระวังถ้าเป่ามากเกินไป จนชั้น bonding บางมาก สังเกตได้คือ จะเห็นความขรุขระของผิวฟันผ่านชั้น bonding อาจส่งผลให้วัสดุอุดหลุดง่ายได้ เพราะ ชั้น bondingบางเกินไปจนเปราะขาดออกจากกัน
- อุด interproximal 2 ซี่ติดกัน
- Etching 2 ซี่ปกติ
- ให้ทา bonding เฉพาะซี่ที่จะอุดก่อน ส่วนซี่ที่อุดทีหลังห้ามทา เพราะ ถ้าทา bonding แล้วฉายแสงโดยที่ยังจัด matrix ไม่ดี มีความเสี่ยงที่จะ overhang สูงมาก เพราะ bonding จะไปจับ matrix ให้ยึดในรูปร่างที่ยังไม่เหมาะสม
- ฟันหลัง จะทา bonding ได้ในฟัน ซี่ที่ใส่ bitine ring เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ถ้าอีกซี่ใส่แค่ matrix+wedge รอ bitine ring มาอุดต่อ ยังไม่ผ่าน เพราะ มันจะยังไม่โอบฟันอย่างเหมาะสม และถ้าทาและฉายแสง bonding จนแข็งตัว จะล๊อค matrix ให้อยู่ในสภาพไม่เหมาะสมนั้น ใส่ bitine ring ก็แก้ไขไม่ได้ และอาจเกิดรูรั่ว ทำให้มี overhang
- ฟันหน้า จะทา bonding ได้ในฟันที่ใส่ celluloid strip หรือ matrix เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ถ้าใส่แค่ wedge ยังไม่ผ่าน เพราะ จะมีโอกาสที่ bonding เกินที่ขอบ cavity จะขวางการใส่ matrix ให้แนบกับฟัน และเกิดรูรั่วหลัง และเกิด overhang
Composite handling
- ใช้การแตะเบาๆ ไปเรื่อยๆ จะเหมาะกับ composite ที่มีความหนืด แต่ขาดจากกันได้
- ไม่ควรใช้การปาดหนักๆ ทีเดียว เพราะจะเสี่ยงดึง composite ให้ขาด หรือหลุดออก จาก cavity เกิด marginal leakage
- การกะปริมาณ composite กับ cavity ในแต่ละ increment
- ตักมาให้ขาด ดีกว่าตักมาให้เกิน เพราะ ถ้าน้อยไป สามารถตักมาเพิ่มและ carve รวมเป็นเนื้อเดียวกันไปได้เลย แล้วค่อยฉายแสง แต่ถ้าเกิน การcarve และ การปาดส่วนเกินออก จะยากและเลอะเทอะเป็นเท่าตัว
class V
- อุดแต่งขอบ gingival margin ไปหา coronal จะได้ perfect class V
- อุดขอบgingival ก่อนจะทำให้รู้แน่ชัดว่าใช้ composite เท่าไหร่ พอหรือไม่ แต่ถ้าอุด coronal ก่อน มีโอกาสที่จะกะปริมาณ composite ไม่พอดี เพราะ จะต้องค่อยๆตบ composite จาก coronal ลงไปหา gingival margin ซึ่งถ้าขาด จะเสี่ยง undermargin ถ้าเกินจะเสี่ยง overmargin หรือที่แย่กว่าคือ เข้าใจว่าปาดขอบ gingival margin ได้สนิทดีแล้วทั้งๆที่ composite ยังไม่ถูก pack เต็ม cavity
- ซึ่งการขัดแต่งขอบ gingival ที่ over hang ยากกว่าการขัดส่วน coronal มาก และเสี่ยง injury ฟันและเหงือก
- ดังนั้น การอุดแต่ง gingival margin ให้ดีก่อน ดีที่สุด
- แต่ถ้า classV ใหญ่และ ลึกมาก อาจอุด coronal+ pulpal floor ก่อน ใน increment แรก แล้วปิดท้ายด้วย gingival increment
- เทคนิคการแต่งขอบ gingval margin คือ
- ใช้เทคนิคคล้ายกับการ pack cord คือ
- ปาดเฉียงแฉลบลง(proximogingival) - เพื่อให้ composite วางแนบบน gingival margin พอดี
- ปาดแบบ overlapping กันในแต่ละครั้ง - เพื่อให้ผิวเรียบกลืนไปกับการปาดครั้งก่อนหน้า
- โดยจุดต่างจะอยู่ที่ ปาดไปในทิศทางข้างหน้ากับที่จะแต่ง ไม่ปาดย้อนกลับแบบการการ pack cord
- ทั้งนี้ ต้องปาดไปในทิศทางเดียวกันเสมอ ไม่ปาดกลับไปกลับมา เพราะ จะเสี่ยงดึงรั้ง composite และเกิด marginal leakage
- ใช้เทคนิคคล้ายกับการ pack cord คือ
class III, IV
Matrix application
- เวลาใช้ band ใส(celluloid strip) ให้วางโดยเฉียงขึ้นเล็กน้อย ไม่วางตั้งฉากกับ long axis ของฟัน เพราะ เวลาห่อเข้ามา มุมที่เฉียงขึ้นจะโอบกลับมารอบตัวฟันได้เป็น 3มิติไปจนถึงปลาย Incisal
- แต่ถ้าวางตั้งฉาก จะมี overhang ฝั่ง Incisal เพราะ band ที่ตั้งฉาก จะโอบสนิทได้แค่ contour ฟันส่วนที่ป่องที่สุด และส่วนอื่นจะเหลือพื้นที่ให้ composite ส่วนเกิน พออุดเสร็จจะกลายเป็น overhang ในฝั่ง incisal และอาจกินพื้นที่ไปยังฟันข้างเคียง(ไม่ overhang ในฝั่ง gingiva เพราะ ใส่ matrix แล้ว)
class II
Prep ฟันให้ไม่โดนฟันข้างเคียง
- ใส่ Wedge ให้แน่นพอที่จะกดเหงือก ด้าน Buccal และ Lingual ให้ซีดลง เป็นความแน่นที่พอดีๆ ไม่มากไปไม่น้อยไป
- จับหัวกรออย่างที่เคยกล่าวไว้คือ ให้ตรึงนิ้วกลางและนิ้วนางไว้ด้วยกัน โดย rest ที่นิ้วนาง จะทำให้การควบคุมหัวกรอนิ่งมาก
- prep marginal ridge โดยให้เหลือ proximal wall บางๆไว้ แล้วค่อย break wall ทีหลัง(ด้วยหัวกรอช้า)
- การ break unsupported enamel - หัวกรอช้าเล็กๆ เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
- อาจใช้ superfine flame shape finishing bur ได้เช่นกัน กรณีที่ต้องการลบจุดที่เล็กมากๆ
Back to back 2 ซี่ติดกัน
- เริ่มด้วยการใส่ sectional matrix ลงในทั้งสองซี่ ให้มันยันกัน
- ใส่ wedge ให้แน่น(ป้องกัน overhanging gingivally)
- 2 ทางเลือก
- ใส่ bitine ring ได้จะดีมาก เพราะ ถ้าไม่ใส่จะเสี่ยง overhang มากขึ้น และต้องถอด matrix ออกมาขัดก่อนอุดอีกซี่ ซึ่งจะเสียเวลาเพิ่ม
- ?? ไม่ต้องใส่ Bitine ring เพราะ จะใส่ยาก(band 2 อันที่ซ้อนกัน มักจะอยู่ชิดกัน ทำให้ prong แทรกเข้าไปไม่ได้) มีโอกาสทำให้ band ยับได้ง่ายและ ต่อให้ใส่ได้ก็ไม่จำเป็น
- อุดซี่ที่ cavity เล็กก่อนให้เสร็จ(เพราะ การสร้าง contour มีปัญหาน้อยกว่า และ อุดก่อนทำให้ฉายแสงทั่วถึงง่าย) แล้ว ถอด matrix ซี่เล็กออก(เพื่อไม่ให้กิน space ขณะอุดอีกซี่ และ ได้ contact แน่นขึ้น) โดยคง matrix ซี่ใหญ่ไว้แล้วอุดอีกซี่ได้เลย อาจไม่ต้องขัดส่วนเกินด้าน proximal(หากไม่ได้ดูมีปัญหา หรือ overhang ล้นมากเกินไปแต่อย่างใด) ค่อยไปขัดทีเดียวตอนท้ายพร้อมกัน
- แต่หากไม่ชัวร์ อยากขัดให้เสร็จก่อนก็ได้ แต่จะเสียเวลาเพิ่มพอสมควร และคุณภาพไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่(ขึ้นอยู่กับความสบายใจของทันตแพทย์)
- อุดอีกซี่ตามปกติ โดยก่อนใส่ bitine ring จะลองใช้ explorer เขี่ย composite ที่เกินออกมา ด้าน proximal ของซี่ก่อนหน้าออกก่อนก็ได้ ถ้าไม่หลุดก็ไม่เป็นไร การใส่ทับส่วนที่ overhang ไม่ได้ทำให้ anatomy ที่จะอุดอีกซี่เสียไปมากนักแต่อย่างใด(มักเป็นตำแหน่งที่ขัดภายหลังได้)
ใส่ matrix ในฟันที่กรอไม่พ้น contact
- สอด wedge จากด้าน buccal หรือด้านใดที่มี interproximal space แคบกว่า แล้วดัน wedge ให้สุด วิธีนี้จะแยกฟันได้ดีกว่าใส่ wedge จากด้าน lingual
- พอฟันแยกแล้วใส่ sectional matrix จากด้านตรงข้ามกับที่ใส่ wedge(lingual) หรือจากด้านบน(occlusal) ถ้ายังไม่เข้า ก็พยายามดัน wedge ให้แน่นขึ้นอีก แล้วพยายามใส่ใหม่
- พอใส่เข้าจน พ้น contact แล้ว ก็เอา wedge ด้าน buccal ออก แล้ว จัด sectional matrix ให้เรียบร้อย แล้วค่อยใส่ wedge ด้าน lingual(หรือด้านที่มี Proximal embrassure กว้างกว่า) ตามปกติ
การกรอแก้สบฟัน(occlusal adjustment)
- หลังอุด อย่ากรอปรับสบฟันแบบตามยถากรรม ให้คนไข้กัดฟันขึ้นมาที่ CO แล้วดูว่าสูงจากเดิมเท่าไหร่ เช่น 0.5mm, 1 mm เป็นต้น สูงเท่าไหร่ก็กรอให้เกือบๆเท่านั้นได้เลย แล้วค่อยๆมา fine adjustment
- แก้สบฟันใน action ของการกัดแล้วถูฟันไปมา จนกว่าวัสดุอุดจะติดสีจาก articulating paper ที่ความเข้มใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ
การขูดหินปูน
สิ่งสำคัญคือ
- จับด้วยด้ามขูดด้วย Standard pengrasp คือ เหมือนจับดินสอสีเพื่อแรเงา นิ้วชี้ โป้งเป็นตัวประคองควบคุม โดยวางอยู่บนนิ้วกลาง และต้องไม่มีนิ้วไหนกินแรงเพื่อนโดยเฉพาะนิ้วชี้ ถ้านิ้วชี้กินแรงเพื่อน แสดงว่าไม่ได้จับเหมือนกำลังจับดินสอสีแล้ว
- ถ้าจะควบคุมหัวขูดให้ดี จะจับท่าไหนก็ได้ ตามความเหมาะสมของตำแหน่งที่ขูด แต่สิ่งสำคัญคือ ให้คอยรักษาความรู้สึกของแรงกดสามนิ้ว(ชี้ กลาง โป้ง)บนด้าม ให้สมดุลกัน ซึ่งสุดท้ายมักจะลงเอยด้วย Pen grasp
- ใช้ Handle roll technique เข้าถึงซอกฟัน ได้ 99% คือการหมุนด้ามขูดโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้ง มีประโยชน์มากสำหรับขูด midbuccal สลับกับ interproximal ไม่ต้องไปคอยพลิกมือไปมา
- จับหัวขูดใกล้ หรือไกลก็ได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งฟันหน้า-หลัง และความสะดวก
- จะ Rest ในปาก(Rest บนฟัน) หรือนอกปาก(Extraoral soft tissue)ก็ได้ ไม่มีอะไรเหนือกว่ากันในแง่การใช้งานจริง ควรใช้ตามความถนัดและความเหมาะสม ในฟันบางซี่การ rest นอกปากจะสะดวกกว่า แต่ส่วนใหญ่ rest ในปากจะดีที่สุด
- การขูดหินปูนมันไม่ได้คอขาดบาดตายขนาดนั้น การ rest นอกปากทำได้ดี และ เพียงพอแล้วในหลายๆตำแหน่ง และถ้าฝึกก็จะสามารถทำได้อย่างเบาแรง ไม่ทำให้คนไข้เจ็บ(ในตำราก็สอนการ rest นอกปาก โดยเฉพาะฟันบน)
- ส่วนการ rest ในปาก ใช้ในตำแหน่งที่สามารถ rest ได้ หรือขูดในจุดที่ต้องการรายละเอียดสูงๆ
- ⭐ตอนขูดให้ขูดเหมือนกำลังแรเงาด้วยดินสอสีไม้(แต่เป็นการแรเงา เพื่อลบหินปูน) ด้วยแรงที่เบาที่สุดดุจขนนก(feather light weight) จินตนาการว่าเรากำลังระบายสี เบาๆ กลับไปกลับมาสั้นๆ ไปเรื่อยๆ จนฟันสะอาด สาเหตุที่ต้องแรเงากลับไป-มา เพราะ การลากผ่านเฉยๆ เป็นการทำความสะอาดใน plane เดียว ไม่ทำให้หินปูนละเอียดๆที่มองไม่เห็น ถูกกระเทาะออกเหมือนหินปูนใหญ่
- แนะนำให้ขูดเบาๆ แต่พริ้วไหว ดีกว่า กดน้ำหนักมือปานกลาง แต่ทื่อๆ[prefer agility & dexterity, and sacrifice a little bit stability, force, precise]
- เทคนิคการแรเงา คือ กวาดไป-มาจากจุดหมุน(จุด rest) หรือสั่นมือไปมาก็ได้
- จะใช้น้ำหนักมือเท่าไหร่ก็ได้(กดหนักปานกลาง หรือเบาเหมือนขนนก) ตราบใดที่ยังคงเบียดบนฟันไม่ได้กดลงเหงือกโดยตรง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องขยับไปมาตลอดเวลา ห้ามมีส่วนไหนที่ จ่อหรือสัมผัสหัวขูด นานเกิน 1-3 วินาที ไม่อย่างนั้นแรงเสียดทานที่ปลายหัวขูดกับฟัน จะทำให้เกิดความร้อนสูงมาก เพราะ มันคือการสั่นระดับ ultrasonic(20kHz) ต่อให้มีน้ำหล่อเย็นที่ปลาย tip แต่วัตถุ(ฟัน)ที่ถูกขูดก็จะร้อนมากอยู่ดี
- อาจปรับจูนระดับน้ำ จากที่ไหลเป็นสาย ให้มาในระดับที่ เริ่มมีการหยดที่ปลายหัวขูดเล็กน้อย จะเป็นระดับที่มากพอดีที่สุด
- กรณีที่สายด้ามขูด ถ่วงน้ำหนักขณะขูดไปมา ให้พันรอบแขนท่อนล่าง 1 รอบ หรือ 2 รอบ (หากสายยังยาวและหลวมเกินไป) หรือ ครึ่งรอบ(แค่คล้องไว้ ไม่ได้พันเป็นวงรอบ) ก็ได้
-
มีหลายเทคนิคในการขูด ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับลักษณะการ Rest
- rest นอกปาก extraoral(ใช้นิ้วนางและนิ้วก้อย)
- ข้อดี คือ
- มีความคล่องแคล่ว(Agility)ดีมาก สามารถแรเงากลับไปมาถี่ๆเร็วๆ ร่วมกับการใช้น้ำหนักมือที่เบาเหมือนขนนก(feather light weight) ได้ง่าย ข้อดีคือ การแรเงากลับไปมา ทำให้หินปูนเล็กน้อยๆออกหมด สะอาดเกลี้ยงเกลา
- ปรับมุมหัวขูดให้เข้ากับฟันได้ง่าย เพราะ rest นอกปาก สามารถหมุนฐาน(rest)ไปรอบๆได้อย่างสะดวก ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยช่องปากแคบๆ เหมือนการ rest บนฟัน แต่ข้อดีนี้ สามารถทดแทนได้ด้วย เทคนิค Handle roll
- แต่ข้อเสียและข้อจำกัด คือ
- ความแม่นยำ(precision)ต่ำ เพราะ Rest บน'ฐาน' soft tissue ที่อ่อนหยุ่น ขยับไปมาได้เล็กๆระหว่างขูด
- รับสัมผัสได้ไม่ดี เพราะ soft tissue ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนได้ไม่ดีเท่า rest บนฟัน ที่เป็น hard tissue ทำให้ต้องพึ่งพา การรับสัมผัสผ่านหัวขูดอย่างเดียว ซึ่งการไม่มีสัมผัสเปรียบเทียบที่ชัดเจนอย่างการ rest บนฟัน ทำให้แยกสัมผัสต่างๆได้ยาก และขาดความแน่ชัดว่าผิวฟันลื่นสะอาดแล้วหรือยัง
- ข้อดี คือ
- แรเงาช้า แต่เน้นการจี้หินปูน และออกแรงกดตามความเหมาะสม ข้อดีคือ หินปูนใหญ่ๆแข็งๆ ที่เห็นด้วยตาเปล่าออกได้เร็ว สะอาดในบริเวณที่ลากผ่าน แต่ข้อเสียคือ การออกแรงกดเหลือหินปูนเล็กๆ ที่มองเห็นได้ไม่ชัด
- rest นอกปาก extraoral(ใช้นิ้วนางและนิ้วก้อย)
-
เทคนิค Handle roll: เวลาขูดสลับไปมาระหว่างด้าน Mid buccal และ Interproximal สามารถใช้เทคนิคการหมุนเครื่องมือด้วยนิ้วได้(Handle roll) จะทำให้ สามารถใช้ประโยชน์จากความโค้งของปลายขูด โดยที่ไม่ต้องขยับทั้งมือไปมา จะทำให้ซอกซอนได้ทุกรูปแบบอย่างง่ายดาย
-
ระวังเครื่องมือขูดที่น้ำไม่ได้ฉีดไปที่ปลายหัวขูด หากเป็นอย่างนี้ต่อให้ขูดเบาแค่ไหนคนไข้ก็เจ็บ หากเป็น P10 สามารถดัดหลอดฉีดน้ำ ให้มุมโดนหัวฉีดโดยตรงได้
-
ขูดหินปูน มีทางเลือกระหว่าง
ขูดเหนือเหงือก(หินปูนแข็งมาก)ให้นิ้วเป็นตัวปรับมุมหัวขูด(Handle roll) โดยใช้นิ้วล๊อค(fixed)มุมต่างๆไว้ตามต้องการ และการขูดเกิดจาก การขยับข้อมือไป-มาเรื่อยๆ(จริงๆคือการขยับแขนท่อนล่างไปมา - ข้อมือควรตรงเสมอไม่หักงอ) และคุมน้ำหนักแรงกด ด้วยนิ้วนางที่ rest อยู่(ถ้า rest หนัก คือ กดหนัก rest เบา คือ กดเบา)- ข้อดีคือ ไม่เมื่อย เพราะ แขนท่อนล่างมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ขยับได้ทั้งวัน เหมาะกับการขูด supragingival calculus อย่างมาก
- ข้อเสียคือ ปลายนิ้วจะต้องเกร็ง (fix -rigid) ทำให้รับสัมผัสละเอียดของหินปูนได้ไม่ดี และข้อมือที่สั่นไปมา ไม่ได้คำนึงถึงเหงือกเท่าไหร่ อาจทำให้เกิดการบาดเหงือกได้ ไม่เหมาะกับการขูด subgingival calculus อย่างมาก
ขูดบริเวณขอบเหงือก หรือ ใต้เหงือก(เกี่ยวข้องกับเหงือก)ใช้นิ้วมือเป็นตัวหลักในการขูด กลับไปมา(action เหมือนแรเงา เบาๆ) รวมถึง ใช้นิ้วมือปรับมุมหัวขูด(Handle roll) ในการเข้าถึงมุมต่างๆ และปรับน้ำหนักมือด้วยนิ้วนางที่ rest อยู่(ในปาก-นอกปาก กดหนัก-กดเบา) ส่วนข้อมือและแขนท่อนล่าง ก็คงไว้เป็น base เฉยๆและต่อกันเป็นมุมตรงเสมอ(แต่จริงๆ ก็ยังมีการใช้งาน ในการหมุนข้อมือกลับไปมา แต่เพ่งโฟกัสการควบคุมไปที่ปลายนิ้วมือมากขึ้น)- ข้อดีคือ รับสัมผัสปลายนิ้วอยู่ครบ ทำให้ขูดได้ละเอียด นุ่มนวล เหมาะกับการขูด subgingival calculus
- ข้อเสียคือ นิ้วมือเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก จะเมื่อยได้ง่าย ถ้าเจอเคสเยอะๆ หนักๆ
- เราสามารถแยกประสาททำงานได้ ระหว่างการใช้นิ้วควบคุมทิศทางของ ปลายหัวขูด และรับสัมผัส ในขณะที่ข้อมือ(จริงๆคือแขนท่อนล่าง)ก็ขยับไปเรื่อยๆได้
- นิ้วโฟกัสที่การรับสัมผัส และการหมุนหัวขูดไปมา(handle roll technique) ส่วนการแรเงากลับไปกลับมา ให้เป็นหน้าที่ของข้อมือ(สมองสามารถแยกประสาทตรงนี้ได้)
2026-07-02 16:06
การจัดการ stain
- ขูด Stain ส่วนใหญ่ออกให้ได้มากที่สุดก่อน ให้เหลือเพียง stain จุดที่ขูดไม่ได้จริงๆ
- แล้วจากนั้นใช้ pumice ขัด จะง่ายและเบาแรงมาก
- แต่ถ้าขัด stain หนาๆ ด้วย pumice เลย จะออกยากมาก และอาจใช้เวลานานและ ลำบาก เลอะเทอะ กว่าการขูดตรงๆเสียอีก
ถอนฟัน
- Elevator สำคัญกว่า forcep เพราะ สามารถชอนไช ส่งแรงเข้าไปลึกได้ apical มากกว่า เกิดแรงกระทำที่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยที่ไม่เสี่ยงรากหัก
- การ Elevate สิ่งสำคัญ คือ การค่อยๆใช้แรงเบาๆในการชอนไช และ สอดเครื่องมือลึกลงไปเรื่อยๆ แต่ห้ามออกแรงมากแต่อย่างใด เมื่อใดที่ลึกมากเพียงพอ(ยิ่งลึกยิ่งดี) จะเกิดการส่งแรงอย่างมีประสิทธิภาพ จนแรงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถดันรากฟันออกมาได้
การแคะราก
- หลักการสำคัญคือ ต้องหา path ของการออกของรากฟันให้เจอ อาจลองจินตนาการภาพในแนว 3 มิติ(กรณีที่ไม่มี x-ray) แล้วใส่แรงให้ถูกมุม หรือง่ายที่สุดคือ probe รอบ PDL ของขอบรากฟัน เพื่อหาจุดที่เครื่องมือจิกได้
- จุดใส่แรงที่เหมาะสม จะอยู่ทางขอบรากด้าน Mesial หรือ Buccal เพราะ
- รากส่วนใหญ่จะโค้งไปทาง distal การใส่แรงทาง mesial จะดันรากฟันออกมาใน path ที่เหมาะสมที่สุด
- ขอบด้าน Buccal เป็นจุดที่ดีรองลงมา เพราะ รากมักจะงอไปทาง lingual ได้เล็กน้อย และ bone จะแข็งกว่า ด้าน lingual ยันรากฟันตอน elevate ได้ดีกว่า
- แต่หากเป็นจุดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Mesial กับ Buccal ก็จะพอออกได้ แต่จะใช้เวลาและเมื่อยนิ้วมากขึ้น และใช้เทคนิคที่ต่างออกไป เช่น จิกรากฟันแล้วส่งแรงกวักรากออกโดยตรง, ขยาย bone ไปเรื่อยๆ, ฯลฯ
- หาจุดที่จิกเข้า PDL space ได้ โดยใช้เครื่องมือ เล็กแต่คม(root tip pick/double end) แซะในแนวดิ่ง ขยับ bucco-lingual ไปเรื่อยๆ จนเจอจุดที่จิกเข้า PDL space ได้
- เมื่อจิกเข้า PDL space ได้มั่นคงประมาณนึงแล้ว ให้ใช้ action ของการบิด(Rotational / Wheel and Axle Force) เพื่อให้เกิดแรงเค้น จน PDL space ฉีกขาด และรากหลุดออกมาใน path ที่เหมาะสม
- บางคนอาจชอบใช้ explorer แคะราก เพราะ เครื่องมือเล็ก จะไม่ดันรากลงไปให้ลึกขึ้น ปลอดภัยกว่าเครื่องมือใหญ่หรือทู่ โดยสาเหตุของการออกจะเกิดจากการที่ explorer เข้าไปแทนที่ PDL space และสร้างความเค้นจนเกิดการฉีกขาด
- จุดใส่แรงที่เหมาะสม จะอยู่ทางขอบรากด้าน Mesial หรือ Buccal เพราะ
- สาเหตุหลักของการที่แคะรากไม่ออก
- บางทีจุดใส่แรง ยังจิกไม่มากพอที่จะทำให้แรงบิดมีผลในการตัด PDL
- มอง path การออก ยังไม่เหมาะสม เช่น รากฟันหลัง มักจะงอไปทาง distal ถ้าแคะทาง mesial จะง่ายกว่า
- ส่วนใหญ่จุดใส่แรงที่เหมาะสม กับ anatomy จะอยู่ Mesial หรือ Buccal (bone แข็ง ยันรากฟันได้ดีกว่า lingual)
เด็ก
ขณะทำ sealant
- ใช้มือซ้าย ช่วยง้างปากไปด้วยได้
- หรือขณะอุด แม้จะเป็นฟันบน ให้ rest บนฟันล่าง น้ำหนักมือที่กดจะทำให้เด็กอ้าปากกว้างอัตโนมัติ
การสื่อสารกับผู้ช่วย
- ผู้ช่วยนับเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการทำงาน การสื่อสารได้ดีกับผู้ช่วย มีผลต่อการทำงานอย่างมาก
- ทันตแพทย์ต้องเน้นทำงานให้ ชิล flow เรียบง่าย รวดเร็ว เป็นระบบ เพื่อให้สะดวกในการ assist
- หากผู้ช่วยทำผิด อย่าได้เอาความผิดไปลงกับผู้ช่วย เป็นเพราะเขาไม่ได้เรียนมา แต่ทันตแพทย์ต้องให้คำแนะนำทักท้วงทันที เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการรักษาและประโยชน์สูงสุดร่วมกัน(ทันตแพทย์-ได้งานคุณภาพ, ผู้ช่วย-ได้งานเร็วไม่เหนื่อย, ผู้ป่วย-ได้ความปลอดภัย)
อื่นๆ
เทคนิคการใช้ Mouth mirror
หากทำการรักษาไปเรื่อยๆ แล้วมีละอองน้ำสะสม
- สามารถเอาไปแตะที่ structure ในปาก เพื่อให้น้ำระบายออกไปได้ หรือจะแตะฟัน/เหงือกไว้ตลอด ตอนขูดหินปูนก็ได้
- สามารถเอานิ้วถูวนๆบนกระจก ผงละเอียดๆจากบนผิวถุงมือ จะเป็นที่ยึด ทำให้ละอองน้ำเกาะตัวกระจายทั่วผิวกระจก และเห็นชัดขึ้น
- สามารถเอาไปป้ายกับแก้ม น้ำลายผู้ป่วยจะทำหน้าที่เป็น surfactant โดยธรรมชาติ ทำให้ละออกน้ำไม่เกาะได้
- ตำแหน่งฟันล่าง ซี่ 6,7,8 ด้าน lingual มักเป็นตำแหน่งที่สอด mouth mirror เข้าไปยาก เพราะ มักโดนโคนลิ้นคนไข้ดัน เทคนิคคือ
- ให้วาง mouth mirror แตะเหงือก attach gingiva โดยแตะไว้เฉยๆ(มี real contact) คนไข้จะรู้โดยสัญชาติญาณว่าไม่มีอะไร
- ใช้มือข้างที่จับ mouth mirror วาง rest บนฟันหน้าบนของคนไข้ เกร็งนิ้ว และ กด mouth mirror บนลิ้นคนไข้ได้เลย กดให้ตื้นที่สุดเท่าที่จะยังสามารถเห็นฟันและทำงานได้
- การ rest จะล๊อคไม่ให้ mouth mirror หย่อนลึกเกินขอบเขตที่ rest ไว้ และการเกร็งนิ้วจะสร้างความรู้สึก rigid ทำให้คนไข้รู้ว่า อุปกรณ์ที่เข้ามามันปลอดภัย ไม่วิ่งไปมาในปาก
- แต่อย่าถือลอยๆ แล้วดันลิ้นโดยตรง เพราะ คนไข้จะไม่รู้และฝืนดันลิ้นกับ mouth mirror ของเรา และหากกะแรงผิดจะพลาดลงคอและคนไข้สำลักได้
ล๊อค mouth mirror ให้ไปด้วยกันกับหัวกรอ/หัวขูด
- เราสามารถล๊อค mouth mirror ให้เคลื่อนไปพร้อมๆกับหัวกรอ/หัวขูดได้ และปรับมุมต่างๆให้เห็นการกรออย่างเหมาะสม ซึ่งมักจะเป็นมุมเยื้อง 45 องศา จะเห็น action การกรอของเครื่องมือบนฟันได้ดีที่สุดโดยไม่ถูกหัวกรอบัง เหมือนมุมตั้งฉากกับฟันโดยตรง
Sniper eye ใช้ตาข้างเดียว Tracking ขณะทำหัตถการที่คลาดสายตาไม่ได้
- ในช่วงที่ทำงานที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง เช่น กรอฟัน classII, อุดฟัน ด้าน lingual ของฟันล่าง, ขูดหินปูนใต้เหงือกในมุมยากๆ เป็นต้น เราสามารถเพ่งสมาธิไปที่ตาข้างเดียว และ ใช้เพียงตาข้างนั้นมองฟัน ตลอดการทำหัตถการได้
- ภาพที่ได้จะไม่คลาดสายตา จะเห็นรายละเอียดชัด เหมือนกำลัง zoom in และ เห็นทุก motion การเคลื่อนไหว
- ส่วนใหญ่มักจะทำได้ง่าย ตอนใช้ mouth mirror เพราะ กระจกเล็กๆ ให้มุมมองแคบๆ จะตัดมุมมองของตาข้างที่มองเห็นไม่ถนัดออกได้อัตโนมัติ
- หรืออีกวิธีคือ หลับตาอีกข้าง แล้วมองด้วยตาข้างเดียว
-
จริงๆ sniper eye เป็นเพียงการมองในกรณีที่มีเครื่องมือบัง vision field ของตาอีกข้างเท่านั้นแหละ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ และก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีแต่อย่างใด(ใช้ทำหัตถการได้ตามปกติ) ถ้าฝึกให้ชิน จะได้ไม่ตกใจ และทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องคอยหามุมสำหรับสองตาตลอดเวลา