- ฝึกกล้ามเนื้อตา
- ทุกวัน ตอนเช้า: ทำ pencil push up 20 ครั้ง (ก่อนทำงานที่ต้องใช้สายตา, อ่านหนังสือ)
เป็นการ warm up กล้ามเนื้อตาทุกส่วน ทั้งเลนส์ตา ม่านตา กล้ามเนื้อกรอกตา และ ระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านี้ ให้ทำงานได้สัมพันธ์กันอย่างละเอียด ไม่ผิดพลาด พร้อมสำหรับการใช้ ทำงานที่ต้องใช้สายตาและ อ่านหนังสือกล้ามเนื้อตาคนเราไม่ใช่เครื่องจักร ต้องเตรียมมันก่อนใช้งาน จึงจะใช้ได้ดี เหมือนนักกีฬา ที่ต้องวอร์มกล้ามเนื้อและระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อนั้นๆก่อน จึงจะลงแข่งได้ดี - ทุกวัน ก่อนนอน: ฝึกกล้ามเนื้อตา มี 2 แบบ ทำคนละวัน สลับกันไป ทำ 10 นาที
- pencil push up จ้องปลายปากกาค้างไว้ ถือให้สุดแขน และค่อยๆเลื่อนเข้ามาใกล้ ระหว่างตาทั้งสอง ให้สุดระยะเท่าที่ภาพยังคมชัด แล้วค่อยๆเลื่อนออกไปจนสุด แล้วเริ่มใหม่ ทำ 10 นาที วันเว้นวัน
- การฝึกนี้เป็นการ ฝึก ระบบประสาท ให้ควบคุมกล้ามเนื้อตาได้ละเอียด โฟกัสได้แม่นยำมากขึ้นๆ(การโฟกัสที่ชัด ไหลลื่น ลดภาระการประมวลผลของสมอง ทำให้อ่านหนังสือเข้าใจได้เร็วขึ้น)
- ฝึกแบบ isometric training จ้องปลายปากกาค้างไว้นิ่งๆ ไม่ต้องขยับไปไหน ที่ระยะใกล้สุด ระหว่างตาทั้งสอง เท่าที่ภาพยังคมชัด ทำ 10 นาที(แบ่งเป็นรอบย่อย 5 นาที x 2 รอบ) วันเว้นวัน(สลับกับ pencil push up) ไม่ทำตอนเช้า เพราะ ตาจะล้าจนทำงานไม่ได้
- การฝึกนี้เป็นการ ฝึก กล้ามเนื้อตา ให้แข็งแรง ทนทานมากขึ้นๆ(มากพอที่จะอ่านหนังสือได้ทั้งวัน)
- pencil push up จ้องปลายปากกาค้างไว้ ถือให้สุดแขน และค่อยๆเลื่อนเข้ามาใกล้ ระหว่างตาทั้งสอง ให้สุดระยะเท่าที่ภาพยังคมชัด แล้วค่อยๆเลื่อนออกไปจนสุด แล้วเริ่มใหม่ ทำ 10 นาที วันเว้นวัน
- ทุกวัน ตอนเช้า: ทำ pencil push up 20 ครั้ง (ก่อนทำงานที่ต้องใช้สายตา, อ่านหนังสือ)
ทันตกรรมทางเทคนิค**
2026-02-11 ใน 10 ทันตกรรมไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ เป็นเพียงบันทึกทางเทคนิคส่วนบุคคล
สุขภาพตา มือ และสมอง
- สุขภาพตา มือ และ สมอง สำคัญมาก สำหรับทันตแพทย์ เพราะ หมายถึงชีวิตฟันอีกหนึ่งซี่ ของคนอีกหนึ่งคน
- สุขภาพตา
ท่านั่ง
- นั่งหลังตรงเสมอ มองห่างๆได้ ถ้ามองใกล้เกินไป สายตาจะล้า และทำได้ไม่ดีแทน สิ่งสำคัญไม่ใช่สายตาทั้งหมด แต่เป็นเทคนิคการควบคุมเครื่องมือที่จะทำให้ทำงานได้ดี
- ระดับปากผู้ป่วยหรือฟันที่จะรักษา อยู่ระดับเดียวกับศอก - ไม่สูงเกินศอก เพื่อให้สามารถวางแขนขนานไปกับแนวราบ และใช้เพียงการหมุนแขนท่อนล่างเวลาปรับมุมเครื่องมือ (โดยที่แขนท่อนล่างและข้อมือเป็นมุมตรงเสมอ) ซึ่งจะทำให้ขยับมือได้คล่อง และปลอดภัย มั่นคง
- โดยกลับกัน หากตำแหน่งคนไข้สูงเกินไป จนต้องยกแขน(ศอกเป็นมุมแหลม) มักจะทำให้ต้องเพิ่มมุมหักข้อมือกลับมาหาฟันเวลาทำงาน การหักข้อมือเป็นอะไรที่ไม่มั่นคงและเสี่ยงพลาดได้ง่าย เพราะ แนวข้อมือที่หักงอจะมีการกดทับเส้นประสาทและเอ็น(carpal tunnel) ให้ไม่อยู่ในสภาวะผ่อนคลาย ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่นิ้วมือ จับและควบคุมเครื่องมือได้ไม่เสถียร ความเสี่ยงในการทำงานเพิ่มขึ้น
- นอกจากนี้ การหักข้อมือยังเป็นการใช้หลายจุดหมุน ทั้ง (1)ข้อมือ และ(2)แขนท่อนล่าง จึงส่งผลให้เกิดความไม่เสถียร ปรับมุมยากในแนว 3 มิติ และความเสี่ยงสูงกว่าโดยไม่จำเป็น หากเทียบกับ การล็อคจุดหมุนให้เหลือแกนเดียว ด้วยการใช้ข้อมือตรงและหมุนแค่แขนท่อนล่าง
- บาง action ที่ต้อง activate เครื่องมือ ในขณะที่ต้องปรับมุมไปด้วยกัน มีความเสี่ยงอย่างมาก หากมีหลายจุดหมุน-หลายข้อต่อที่ควบคุมอยู่ โดยเฉพาะข้อมือ(radiocarpal joint) ที่มีลักษณะหมุนได้รอบทิศ(no mechanical lock) เต็มไปด้วยความไม่เสถียร
- โดยกลับกัน หากตำแหน่งคนไข้สูงเกินไป จนต้องยกแขน(ศอกเป็นมุมแหลม) มักจะทำให้ต้องเพิ่มมุมหักข้อมือกลับมาหาฟันเวลาทำงาน การหักข้อมือเป็นอะไรที่ไม่มั่นคงและเสี่ยงพลาดได้ง่าย เพราะ แนวข้อมือที่หักงอจะมีการกดทับเส้นประสาทและเอ็น(carpal tunnel) ให้ไม่อยู่ในสภาวะผ่อนคลาย ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่นิ้วมือ จับและควบคุมเครื่องมือได้ไม่เสถียร ความเสี่ยงในการทำงานเพิ่มขึ้น
- หากรู้สึกว่าปากคนไข้อยู่ระยะไกลจากสายตามาก ให้ปรับไฟให้สว่างสุด จะทำให้ยังคงเห็นได้ชัด(Resolution - การแยกภาพจะดีขึ้น) โดยที่ไม่ต้องก้ม เพราะ โดยส่วนตัวคิดว่า เมื่อแสงสว่างกว่า ก็จะสะท้อน พารายละเอียดของภาพมาได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องก้มลง ถ้ายังไม่พอใจ ค่อยไปหา Loupes มาใส่ แต่ทั้งนี้แสงที่สว่างมากๆ ถ้ามองใกล้ อาจเกิดอันตรายในระยะยาวแทน
ฉีดยาชา
ที่เราต้องการคือให้ปลายเข็มเข้าไปที่บริเวณหมายเลข 1 - Lingula fossa ซึ่ง จะหลบอยู่หลัง lingular ridge สิ่งสำคัญที่ต้องทำจึงเป็น
- วาง Syringe มาจาก corner of mouth เพื่อให้มุมเข็ม ทำมุมกับ ramus ใกล้เคียงมุมฉากมากที่สุด จะได้สามารถอ้อม ridge เข้าไปหา Lingula fossa ได้ง่าย
- ใช้เทคนิค Needle probe คือ ถ้าเข็มชน ridge ให้ถอนเข็มเล็กน้อย(แต่ยังอยู่ใน tissue) แล้วอ้อม ridge นั้นๆ (โดยเบี่ยงเข็มมา corner of mouth ให้มากที่สุด ดังข้อ 1) โดยหลังจาก ridge มักจะเป็น Lingual fossa พอดี
- ตำแหน่งแทงเข็ม(แนว Horizontal) กะคร่าวๆ โดยการคลำความกว้าง ramus หน้า-หลัง / หรือใน intraoral คือ ไม่เกิน pterygomandibular raphe(ถ้าเลยกว่านี้คือฉีดเข้า pharynx แน่นอน) โดยจะให้ปลายเข็มอยู่หลัง Lingular พอดีๆโดยไม่ too posterior ก็คือ ที่ posterior 2/3 จาก anterior ramus to pterygomandibular raphe
ส่วนความสูง(Vertical) คือ ที่ Coronoid notch(ปลายนิ้วโป้งที่คลำ) โดย insert ให้ขนาน กับ occlusal plane ของฟันหลัง หรือ เบี่ยงลงเล็กน้อย - เข็มต้องชน bone ถ้าไม่ชน bone ห้ามฉ๊ด เพราะ อาจหมายถึงปลายเข็มอยู่ too medial, too posterior

Inferior alveolar nerve block
เทคนิคการคลำเพื่อหาความกว้างของ ramus
- ก่อนฉีด สิ่งสำคัญคือ การระบุตำแหน่ง ซึ่งจะทำได้ยาก เพราะ ไม่มี indicator ในปากที่ชัดเจน
- ใช้นิ้วโป้ง คลำลากจากในแก้มออกไปด้านนอกสุด เพื่อหาขอบสันนอกสุดของ ramus(external oblique ridge)
- ใช้นิ้วโป้ง คลำลากขึ้น-ลงไปตามสัน ramus เพื่อหาตำแหน่งที่หวำลึกที่สุด(coronoid notch)
- นิ้วกลาง คลำบริเวณส่วนท้าย(posterior)ของ ramus ไม่ต้องใช้ทุกนิ้วที่เหลือคลำ เพราะมาเกินจำเป็นจะสับสน ระบุความกว้างได้ยาก โดยระวังไม่ให้คลำสูงเกินไปจนถึงหู คลำไล่ขึ้นจากมุมขากรรไกรเล็กน้อยก็พอ
- ตำแหน่งฉีดที่ soft tissue ภายนอก จะอยู่กึ่งกลางระหว่างตำแหน่งที่คลำพอดี(External oblique ridge - Posterior ramus border) โดยสูงอยู่ในระดับ coronoid notch
Needle probing technique
- ** ขณะ insert เข็ม ให้ใช้การ probe เป็นหลัก **(อาจสำคัญกว่าตำแหน่งฉีดบน soft tissue เสียอีก) โดยเข็มต้องชน bone ที่ระยะ 25mm(ในผู้ใหญ่ 90%) หากไม่ชน bone มีแนวโน้มที่จะ too posterior แต่หากชน bone ใกล้เกิน จะมีแนวโน้มไม่ถึง lingula(รูที่ IAN เข้า) แต่ไปติด internal ridge แทน หลักการคือ หากตำแหน่งยังไม่ดีพอ เราสามารถขยับถอย rearrange แล้ว insert ในตำแหน่งใหม่ได้เสมอ เหมือนการ probe
- เทคนิค คือ interal ridge จะอยู่ใกล้ lingula มาก ถ้าติด internal ridge เพียงขยับออกมาเล็กน้อย แล้วเบี่ยงอ้อมเข้าไปใหม่ จะปลายเข็มจะเข้าใกล้ nerve สามารถ delivery ยาชาได้ดีมาก
- insert เข็มชน bone ที่ระยะไม่ถึง 25mm มันคือ lingula ridge ให้ถอยเข็มแล้วขยับแค่พออ้อมหลบ lingula ridge จะเจอ lingula fossa ที่เป็นทางเข้าของ IAN และอยู่กลางระหว่าง external oblique ridge กับ posterior border of mandible พอดี มักจะประจวบเหมาะกับการที่เข็มชน bone ที่ระยะ 25mm
อุดฟัน
จับหัวกรอ
- จับหัวกรอโดยที่ตรึงนิ้วกลางกับนิ้วนางไว้ด้วยกัน (โดยที่ rest นิ้วนางไปด้วย) จะทำให้หัวกรอนิ่ง คุมน้ำหนักได้ดี(จะหนักหรือเบาก็ได้) และแม่นยำมาก(ไม่พลาดไปโดนฟันข้างเคียง)
Bonding
- Single bond ทาสองรอบ
- ทา Bonding รอบแรก เป่าแรง จนแห้งสนิท ผิว dentin จะกลายเป็นออกเงาด้านๆเล็กน้อย(จากตอนแรกที่เป็นออกสีขาวขุ่นๆหลัง etching เสร็จ) - bonding จะทำหน้าที่เป็น primer และการเป่าแรงจะทำให้มั่นใจได้ว่า ฟันแห้งจริง
- ทา Bonding รอบสอง เป่าอย่างนุ่มนวลเบาๆ จนไม่มีหยดน้ำวิ่ง ผิว dentin จะต้องมีความมันเงาใสๆที่เกิดจากความเรียบเสมอกันของชั้น bonding ที่ฉาบอยู่
- ระวังถ้าเป่ามากเกินไป จนชั้น bonding บางมาก สังเกตได้คือ จะเห็นความขรุขระของผิวฟันผ่านชั้น bonding อาจส่งผลให้วัสดุอุดหลุดง่ายได้ เพราะ ชั้น bondingบางเกินไปจนเปราะขาดออกจากกัน
class III, IV
Matrix application
- เวลาใช้ band ใส(celluloid strip) ให้วางโดยเฉียงขึ้นเล็กน้อย ไม่วางตั้งฉากกับ long axis ของฟัน เพราะ เวลาห่อเข้ามา มุมที่เฉียงขึ้นจะโอบกลับมารอบตัวฟันได้เป็น 3มิติไปจนถึงปลาย Incisal
- แต่ถ้าวางตั้งฉาก จะมี overhang ฝั่ง Incisal เพราะ band ที่ตั้งฉาก จะโอบสนิทได้แค่ contour ฟันส่วนที่ป่องที่สุด และส่วนอื่นจะเหลือพื้นที่ให้ composite ส่วนเกิน พออุดเสร็จจะกลายเป็น overhang ในฝั่ง incisal และอาจกินพื้นที่ไปยังฟันข้างเคียง(ไม่ overhang ในฝั่ง gingiva เพราะ ใส่ matrix แล้ว)
class II
Prep ฟันให้ไม่โดนฟันข้างเคียง
- ใส่ Wedge ให้แน่นพอที่จะกดเหงือก ด้าน Buccal และ Lingual ให้ซีดลง เป็นความแน่นที่พอดีๆ ไม่มากไปไม่น้อยไป
- จับหัวกรออย่างที่เคยกล่าวไว้คือ ให้ตรึงนิ้วกลางและนิ้วนางไว้ด้วยกัน โดย rest ที่นิ้วนาง จะทำให้การควบคุมหัวกรอนิ่งมาก
- prep marginal ridge โดยให้เหลือ proximal wall บางๆไว้ แล้วค่อย break wall ทีหลัง(ด้วยหัวกรอช้า)
- การ break unsupported enamel - หัวกรอช้าเล็กๆ เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
Back to back 2 ซี่ติดกัน
- เริ่มด้วยการใส่ sectional matrix ลงในทั้งสองซี่ ให้มันยันกัน
- ใส่ wedge ให้แน่น(ป้องกัน overhanging gingivally)
- ไม่ต้องใส่ Bitine ring เพราะ จะใส่ยาก(band 2 อันที่ซ้อนกัน มักจะอยู่ชิดกัน ทำให้ prong แทรกเข้าไปไม่ได้) มีโอกาสทำให้ band ยับได้ง่ายและ ต่อให้ใส่ได้ก็ไม่จำเป็น
- อุดซี่ที่ cavity เล็กก่อนให้เสร็จ(เพราะ การสร้าง contour มีปัญหาน้อยกว่า และ อุดก่อนทำให้ฉายแสงทั่วถึงง่าย) แล้ว ถอด matrix ซี่เล็กออก(เพื่อไม่ให้กิน space ขณะอุดอีกซี่ และ ได้ contact แน่นขึ้น) โดยคง matrix ซี่ใหญ่ไว้แล้วอุดอีกซี่ได้เลย อาจไม่ต้องขัดส่วนเกินด้าน proximal(หากไม่ได้ดูมีปัญหา หรือ overhang ล้นมากเกินไปแต่อย่างใด) ค่อยไปขัดทีเดียวตอนท้ายพร้อมกัน
- แต่หากไม่ชัวร์ อยากขัดให้เสร็จก่อนก็ได้ แต่จะเสียเวลาเพิ่มพอสมควร และคุณภาพไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่(ขึ้นอยู่กับความสบายใจของทันตแพทย์)
- อุดอีกซี่ตามปกติ โดยก่อนใส่ bitine ring จะลองใช้ explorer เขี่ย composite ที่เกินออกมา ด้าน proximal ของซี่ก่อนหน้าออกก่อนก็ได้ ถ้าไม่หลุดก็ไม่เป็นไร การใส่ทับส่วนที่ overhang ไม่ได้ทำให้ anatomy ที่จะอุดอีกซี่เสียไปมากนักแต่อย่างใด(มักเป็นตำแหน่งที่ขัดภายหลังได้)
ใส่ matrix ในฟันที่กรอไม่พ้น contact
- สอด wedge จากด้าน buccal หรือด้านใดที่มี interproximal space แคบกว่า แล้วดัน wedge ให้สุด วิธีนี้จะแยกฟันได้ดีกว่าใส่ wedge จากด้าน lingual
- พอฟันแยกแล้วใส่ sectional matrix จากด้านตรงข้ามกับที่ใส่ wedge(lingual) หรือจากด้านบน(occlusal) ถ้ายังไม่เข้า ก็พยายามดัน wedge ให้แน่นขึ้นอีก แล้วพยายามใส่ใหม่
- พอใส่เข้าจน พ้น contact แล้ว ก็เอา wedge ด้าน buccal ออก แล้ว จัด sectional matrix ให้เรียบร้อย แล้วค่อยใส่ wedge ด้าน lingual(หรือด้านที่มี Proximal embrassure กว้างกว่า) ตามปกติ
การขูดหินปูน
สิ่งสำคัญคือ
- จับด้วยด้ามขูดด้วย Standard pengrasp คือ เหมือนจับดินสอสีเพื่อแรเงา นิ้วชี้ โป้งเป็นตัวประคองควบคุม โดยวางอยู่บนนิ้วกลาง และต้องไม่มีนิ้วไหนกินแรงเพื่อนโดยเฉพาะนิ้วชี้ ถ้านิ้วชี้กินแรงเพื่อน แสดงว่าไม่ได้จับเหมือนกำลังจับดินสอสีแล้ว
- ถ้าจะควบคุมหัวขูดให้ดี จะจับท่าไหนก็ได้ ตามความเหมาะสมของตำแหน่งที่ขูด แต่สิ่งสำคัญคือ ให้คอยรักษาความรู้สึกของแรงกดสามนิ้ว(ชี้ กลาง โป้ง)บนด้าม ให้สมดุลกัน ซึ่งสุดท้ายมักจะลงเอยด้วย Pen grasp
- ใช้ Handle roll technique เข้าถึงซอกฟัน ได้ 99% คือการหมุนด้ามขูดโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้ง มีประโยชน์มากสำหรับขูด midbuccal สลับกับ interproximal ไม่ต้องไปคอยพลิกมือไปมา
- จับหัวขูดใกล้ หรือไกลก็ได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งฟันหน้า-หลัง และความสะดวก
- Rest บนฟัน หรือ Soft tissue(Attached gingiva) ก็ได้ ตามความสะดวกในการเข้าถึงแต่ละซี่ฟัน
- ⭐ตอนขูดให้ขูดเหมือนกำลังแรเงาด้วยดินสอสีไม้(แต่เป็นการแรเงา เพื่อลบหินปูน) ด้วยแรงที่เบาที่สุดดุจขนนก(feather light weight) จินตนาการว่าเรากำลังระบายสี เบาๆ กลับไปกลับมาสั้นๆ ไปเรื่อยๆ จนฟันสะอาด สาเหตุที่ต้องแรเงากลับไป-มา เพราะ การลากผ่านเฉยๆ เป็นการทำความสะอาดใน plane เดียว ไม่ทำให้หินปูนละเอียดๆที่มองไม่เห็น ถูกกระเทาะออกเหมือนหินปูนใหญ่
- แนะนำให้ขูดเบาๆ แต่พริ้วไหว ดีกว่า กดน้ำหนักมือปานกลาง แต่ทื่อๆ[prefer agility & dexterity, and sacrifice a little bit stability, force, precise]
- จะใช้น้ำหนักมือเท่าไหร่ก็ได้(กดหนักปานกลาง หรือเบาเหมือนขนนก) ตราบใดที่ยังคงเบียดบนฟันไม่ได้กดลงเหงือกโดยตรง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องขยับไปมาตลอดเวลา ห้ามมีส่วนไหนที่ จ่อหรือสัมผัสหัวขูด นานเกิน 1-3 วินาที ไม่อย่างนั้นแรงเสียดทานที่ปลายหัวขูดกับฟัน จะทำให้เกิดความร้อนสูงมาก เพราะ มันคือการสั่นระดับ ultrasonic(20kHz) ต่อให้มีน้ำหล่อเย็นที่ปลาย tip แต่วัตถุ(ฟัน)ที่ถูกขูดก็จะร้อนมากอยู่ดี
- อาจปรับจูนระดับน้ำให้มีการหยดที่ปลายหัวขูดเล็กน้อย จะเป็นระดับที่มากพอดีที่สุด
- มีหลายเทคนิคในการขูด ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับลักษณะการ Rest
- rest นอกปาก extraoral(ใช้นิ้วนางและนิ้วก้อย)
- ข้อดี คือ
- มีความคล่องแคล่ว(Agility)ดีมาก สามารถแรเงากลับไปมาถี่ๆเร็วๆ ร่วมกับการใช้น้ำหนักมือที่เบาเหมือนขนนก(feather light weight) ได้ง่าย ข้อดีคือ การแรเงากลับไปมา ทำให้หินปูนเล็กน้อยๆออกหมด สะอาดเกลี้ยงเกลา
- ปรับมุมหัวขูดให้เข้ากับฟันได้ง่าย เพราะ rest นอกปาก สามารถหมุนฐาน(rest)ไปรอบๆได้อย่างสะดวก ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยช่องปากแคบๆ เหมือนการ rest บนฟัน แต่ข้อดีนี้ สามารถทดแทนได้ด้วย เทคนิค Handle roll
- แต่ข้อเสียและข้อจำกัด คือ
- ความแม่นยำ(precision)ต่ำ เพราะ Rest บน'ฐาน' soft tissue ที่อ่อนหยุ่น ขยับไปมาได้เล็กๆระหว่างขูด
- รับสัมผัสได้ไม่ดี เพราะ soft tissue ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนได้ไม่ดีเท่า rest บนฟัน ที่เป็น hard tissue ทำให้ต้องพึ่งพา การรับสัมผัสผ่านหัวขูดอย่างเดียว ซึ่งการไม่มีสัมผัสเปรียบเทียบที่ชัดเจนอย่างการ rest บนฟัน ทำให้แยกสัมผัสต่างๆได้ยาก และขาดความแน่ชัดว่าผิวฟันลื่นสะอาดแล้วหรือยัง
- ข้อดี คือ
- แรเงาช้า แต่เน้นการจี้หินปูน และออกแรงกดตามความเหมาะสม ข้อดีคือ หินปูนใหญ่ๆแข็งๆ ที่เห็นด้วยตาเปล่าออกได้เร็ว สะอาดในบริเวณที่ลากผ่าน แต่ข้อเสียคือ การออกแรงกดเหลือหินปูนเล็กๆ ที่มองเห็นได้ไม่ชัด
- rest นอกปาก extraoral(ใช้นิ้วนางและนิ้วก้อย)
- เทคนิค Handle roll: เวลาขูดสลับไปมาระหว่างด้าน Mid buccal และ Interproximal สามารถใช้เทคนิคการหมุนเครื่องมือด้วยนิ้วได้(Handle roll) จะทำให้ สามารถใช้ประโยชน์จากความโค้งของปลายขูด โดยที่ไม่ต้องขยับทั้งมือไปมา จะทำให้ซอกซอนได้ทุกรูปแบบอย่างง่ายดาย
- ระวังเครื่องมือขูดที่น้ำไม่ได้ฉีดไปที่ปลายหัวขูด หากเป็นอย่างนี้ต่อให้ขูดเบาแค่ไหนคนไข้ก็เจ็บ หากเป็น P10 สามารถดัดหลอดฉีดน้ำ ให้มุมโดนหัวฉีดโดยตรงได้
ถอนฟัน
- Elevator สำคัญกว่า forcep เพราะ สามารถชอนไช ส่งแรงเข้าไปลึกได้ apical มากกว่า เกิดแรงกระทำที่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยที่ไม่เสี่ยงรากหัก
- การ Elevate สิ่งสำคัญ คือ การค่อยๆใช้แรงเบาๆในการชอนไช และ สอดเครื่องมือลึกลงไปเรื่อยๆ แต่ห้ามออกแรงมากแต่อย่างใด เมื่อใดที่ลึกมากเพียงพอ(ยิ่งลึกยิ่งดี) จะเกิดการส่งแรงอย่างมีประสิทธิภาพ จนแรงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถดันรากฟันออกมาได้
การแคะราก
- หลักการจะไม่เหมือนการ elevate ฟัน เพราะ การแคะรากเป็นการเอาออกจากแนวลึก(Vertical) มักจะไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ผลักไปมา เพื่อขยาย bone จน รากค่อยๆหลุด(horizontal)
- แต่จะเป็นการใช้เครื่องมือ เล็กแต่คม แซะในแนวดิ่ง ใส่แรงทีละน้อยเป็นระยะๆ(intermittently)ไปเรื่อยๆ โดยใช้การขยับปลายเครื่องมือ ในแนว bucco-lingual จนเกิดความเค้น จน PDL ฉีกขาด และ รากเด้งหลุดออกมาเอง ซึ่งเราไม่สามารถหวังผลการขยาย bone ได้จากเครื่องมือเล็กๆนี้
- นอกจากนี้ ข้อดีของเครื่องมือเล็กๆ คือ จะไม่ได้ดันรากลงไปให้ลึกขึ้น - ยิ่งเล็กยิ่งคม ยิ่งปลอดภัย (บางคนจึงชอบใช้ explorer แคะราก) แต่ปลายเครื่องมือจะแซะ พยายามเข้าไปแทนที่ PDL space และเกิดแรงเค้น จน PDL ขาด ดันรากหลุดออกมา
เด็ก
ขณะทำ sealant
- ใช้มือซ้าย ช่วยง้างปากไปด้วยได้
- หรือขณะอุด แม้จะเป็นฟันบน ให้ rest บนฟันล่าง น้ำหนักมือที่กดจะทำให้เด็กอ้าปากกว้างอัตโนมัติ
การสื่อสารกับผู้ช่วย
- ผู้ช่วยนับเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการทำงาน การสื่อสารได้ดีกับผู้ช่วย มีผลต่อการทำงานอย่างมาก
- ทันตแพทย์ต้องเน้นทำงานให้ ชิล flow เรียบง่าย รวดเร็ว เป็นระบบ เพื่อให้สะดวกในการ assist
- หากผู้ช่วยทำผิด อย่าได้เอาความผิดไปลงกับผู้ช่วย เป็นเพราะเขาไม่ได้เรียนมา แต่ทันตแพทย์ต้องให้คำแนะนำทักท้วงทันที เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการรักษาและประโยชน์สูงสุดร่วมกัน(ทันตแพทย์-ได้งานคุณภาพ, ผู้ช่วย-ได้งานเร็วไม่เหนื่อย, ผู้ป่วย-ได้ความปลอดภัย)
อื่นๆ
Mouth mirror หากทำการรักษาไปเรื่อยๆ แล้วมีละอองน้ำสะสม
- สามารถเอาไปแตะที่ structure ในปาก เพื่อให้น้ำระบายออกไปได้ หรือจะแตะฟัน/เหงือกไว้ตลอด ตอนขูดหินปูนก็ได้
- สามารถเอานิ้วถูวนๆบนกระจก ผงละเอียดๆจากบนผิวถุงมือ จะเป็นที่ยึด ทำให้ละอองน้ำเกาะตัวกระจายทั่วผิวกระจก และเห็นชัดขึ้น
- สามารถเอาไปป้ายกับแก้ม น้ำลายผู้ป่วยจะทำหน้าที่เป็น surfactant โดยธรรมชาติ ทำให้ละออกน้ำไม่เกาะได้
- ตำแหน่งฟันล่าง ซี่ 6,7,8 ด้าน lingual มักเป็นตำแหน่งที่สอด mouth mirror เข้าไปยาก เพราะ มักโดนโคนลิ้นคนไข้ดัน เทคนิคคือ
- ให้วาง mouth mirror แตะเหงือก attach gingiva โดยแตะไว้เฉยๆ(มี real contact) คนไข้จะรู้โดยสัญชาติญาณว่าไม่มีอะไร
- ใช้มือข้างที่จับ mouth mirror วาง rest บนฟันหน้าบนของคนไข้ เกร็งนิ้ว และ กด mouth mirror บนลิ้นคนไข้ได้เลย กดให้ตื้นที่สุดเท่าที่จะยังสามารถเห็นฟันและทำงานได้
- การ rest จะล๊อคไม่ให้ mouth mirror หย่อนลึกเกินขอบเขตที่ rest ไว้ และการเกร็งนิ้วจะสร้างความรู้สึก rigid ทำให้คนไข้รู้ว่า อุปกรณ์ที่เข้ามามันปลอดภัย ไม่วิ่งไปมาในปาก
- แต่อย่าถือลอยๆ แล้วดันลิ้นโดยตรง เพราะ คนไข้จะไม่รู้และฝืนดันลิ้นกับ mouth mirror ของเรา และหากกะแรงผิดจะพลาดลงคอและคนไข้สำลักได้
- แคะราก ให้นึกภาพ 3 มิติ ของฟัน ขณะลงแรงไปด้วย จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหา ในการหาจุดส่งแรงได้ effective ที่สุด
การ carve composite หรืองานหัตถการใดๆ ใช้น้ำหนักมือที่เบาที่สุดเสมอ จะดีที่สุด
- ⭐carve ด้วยมือเบาๆ(light feather weight) ดีกว่า พยายามปาดหนักๆ ส่วนจะทำงานได้เร็วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณ composite ว่ามากไปหรือน้อยไป ถ้ากะอย่างพอดีๆ จะทำได้เร็วที่สุด
- สำหรับการปาด composite ส่วนเกินออก ให้ค่อยๆรวม composite มากองไว้ margin เดียว มุมขอบเดียวกัน แล้วค่อยปาดออก อย่าปาดกับทุก margin เพราะ เสี่ยงจะดึง composite ที่สมบูรณ์แล้วออกในทุกครั้งที่ปาด
- (อีก)เทคนิคในการปาด คือ แทนที่เราจะปาดโดยใช้ด้านแบนทั้งด้าน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะดึง composite ออกมาด้วย ให้เราเปลี่ยนเป็นใช้สันขอบในการ "ขูด" ส่วนเกินออกแทน อาจวางให้เฉียงเล็กน้อยเป็นมุมแหลม(ไม่ใช่มุมป้านและไม่ใช่มุมฉาก) จะขูดออกได้ดีกว่า แต่อย่าลืมว่าในทุกการปาด ต้องวางบน tooth structure ด้วยเสมอ
- prep class 2 ให้ prep ด้านใน cavity ก่อน แล้วค่อย prep ขอบนอก เพราะ ถ้าcavityด้านใน clean แล้ว การ prep รอบนอกจะง่ายขึ้นมาก แค่สะกิดออกมาเล็กน้อย proximal wall ก็ break แล้ว
- กรอเช็คสูง กรณี cavity ใหญ่มาก involve cusp ในซึ่ molar ให้เช็คจากใน centric occlusion ก่อน แล้วค่อยเช็คใน eccentric
- เทคนิคการเช็คใน centric ให้คนไข้ลองกัดแบบตรงๆ กัดๆๆ โดยที่เราแอบดึง articulating paper เล็กน้อยตอนที่ฟันสบกัน จะทำให้สีติดชัดเจน
- ใน eccentric ก็กัดถูซ้ายขวาไปมาแบบปกติ
2026-04-29 10:55
- Pen grasp เน้นสัมผัสมือที่เบา และคล่องแคล่ว แต่ไม่ได้มั่นคง เน้นสำหรับงานที่ต้องขยับไปมา เช่นขูดหินปูน หรือ carve composite
- Modified pen grasp (นิ้วกลาง ติดกับนิ้วนาง ที่ rest อยู่บนฟัน)จะควบคุมได้มั่นคงที่สุด เหมาะกับการ prep ฟัน ที่ต้องการการ control สูงสุด
2026-06-10 10:27
- ถอนฟันซี่ 8 ใช้ elevator ผลักไปด้าน distal เท่านั้น ไม่ใช้คีมโยก Bucco-lingual กว่า 60% รากมักจะงอไปด้านหลัง มักจะถอนได้ด้วยวิธีนี้