- Textbook เวลาอ่านให้ทำความรู้สึกเหมือน ปรมาจารย์ระดับโลก กำลังสอนเราโดยตรง
- Non-Textbook เวลาอ่านให้ทำความรู้สึกเหมือน กำลังสนทนากับปรมาจารย์บนโต๊ะอาหาร
เทคนิคการอ่าน
- อ่านรอบแรก เพื่อหาสิ่งที่เราขาดไป(คิดเทียบข้อมูลใหม่กับความรู้เดิมที่มี เป็นการกระตุ้นสมองให้เตรียมโครงสร้าง เพื่อรับข้อมูลใหม่)
- อ่านเน้นความสนุก ความต่อเนื่อง ให้ได้อรรถรส ให้รู้ว่าเรายังไม่รู้อะไร ให้สมองสร้างโครงสร้างเนื้อหาในใจ(สมองจะเตรียมโครงข่ายประสาทที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลให้)
- อ่านรอบสอง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่เราไม่เคยรู้(เปิดรับความรู้ใหม่่)
- อ่านเน้นเก็บเกี่ยวประโยชน์ที่จะเอาไปประยุกต์ใช้จริง
- หลังอ่าน ต้องทำสรุปแบบ simple active recall ทำเท่าที่นึกได้ ตรงไหนไม่มั่นใจหรือนึกออกแค่ลางๆ ก็ใส่เครื่องหมายคำถามไว้
??พยายามสรุปให้เข้าใจง่ายเหมือนเวลาจะอธิบายให้คนอื่นฟัง และอย่าลืมกลับไปตรวจทานกับหนังสือ(ไล่แต่ละหัวข้อ) เพื่อไม่ให้มีตกหล่นตรงไหน
- ถ้าหนังสือทั่วไป ให้อ่านจบเล่มก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านรอบสอง แต่ถ้าเป็นหนังสือซับซ้อน เช่น textbook ให้อ่านจบหนึ่งบท แล้วอ่านซ้ำบทนั้นต่ออีกรอบ แล้วค่อยไปบทถัดไป
- การอ่านซ้ำจะทำให้เรา เห็นรายละเอียดที่เราเคยมองข้ามไป เกิดการคิดเชื่อมโยง และก่อเกิดเป็นความเข้าใจ ที่ลึกมากขึ้นๆ(Easter egg) เพราะสมองมีโครงสร้างข้อมูลเดิมอยู่ก่อนแล้ว จึงสามารถใช้พลังโฟกัสไปกับ การนำข้อมูลมา คิด และสร้างการเชื่อมโยง ตกผลึกได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวงกับข้อมูลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
- การลืมโครงสร้างของเนื้อหาเก่าไปแล้ว เมื่อกลับมาดูใหม่ภายใน 1 เดือน เป็นเรื่องปกติ เพราะ พื้นที่หน่วยความจำระยะสั้นส่วนนั้น สมองต้องลบทิ้ง เพื่อเอาไปใช้เก็บโครงสร้างข้อมูลเนื้อหาอย่างอื่นที่เราอ่าน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจำให้ได้ทุกรายละเอียดได้ตลอดไป แต่สิ่งที่จะยังไม่ลบเลือนไป คือ สิ่งที่เราตกผลึกได้จากความเข้าใจต่างๆ โดยเฉพาะในการอ่านซ้ำในรอบที่สอง
- อ่านเพื่อโหลดข้อมูลเข้าความจำระยะสั้น(คล้ายๆ RAM ในคอมพิวเตอร์) เพื่อเอามาให้สมอง(CPU)ประมวลผล, ทำความเข้าใจ และสร้างการเชื่อมโยง และตกผลึกความเข้าใจเก็บไว้ในความจำระยะยาว(Harddisk)
- ถ้าวันไหน อ่านไม่รู้เรื่อง ให้ลดความเร็วการอ่านให้ช้าลง ค่อยๆไล่สายตาช้าลง ไปทีละคำๆ