ตกผลึกการเทรดและการลงทุน – บันทึกของบี(บทความจากบล๊อกเก่า)
2026-01-30 ใน การเงินการลงทุน และ การเทรด ให้ศึกษาตำราให้จบ และครบถ้วนเสียก่อน จึงจะเข้าทดลองในความเป็นจริง ไม่มีความจำเป็นต้องรีบ หรือ ต้องรู้สึกว่า โอกาสมีแค่ตอนนี้ เวลานี้เท่านั้น ตราบใดที่โลกยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอๆ ก็ยังมีโอกาสสำหรับการลงทุน เกิดขึ้นอยู่ตลอดๆ(แต่ถ้าเรายังศึกษาไม่ครบถ้วน จะมีความเสี่ยงจากการทำไม่ถูกหลักการ และจะเสียเงินไปอย่างสูญเปล่า)
- การลงทุนโดยไม่มีความรู้ เหมือนกับการที่เราได้เรือเล็กๆมาลำหนึ่ง(เก็บเงินทั้งชีวิตมาได้ก้อนหนึ่ง) ก็อยากจะออกทะเลหาปลาแบบคนอื่นเขา(อยากได้เงินฟรี จากการลงทุน-เก็งกำไร) โดยไม่ศึกษาวิธีการอ่านคลื่นลม สภาพอากาศ อ่านท้องฟ้า การระบุทิศทาง(ศึกษาหลักการความรู้ทึ่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การวิเคราะห์เศรษฐกิจ นโยบายธนาคารกลาง การประเมินความเสี่ยง ฯลฯ) ก่อนออกมหาสมุทร ผลสุดท้ายก็อาจทำให้เจอลมมรสุม คลื่นยักษ์ จนเรือล่ม
อ่านตำราที่เขียนโดยบุคคลระดับปรมาจารย์เท่านั้น เพราะเป็นความรู้และประสบการณ์ที่ตกผลึกมาอย่างดีที่สุด ถ้าเป็นนักเทรดทั่วไป อาจตกผลึกได้เพียงบางมุม หรือยังไม่เข้าใจลึกซึ้งเท่า(ซึ่งก็อ่านได้ แต่เราอาจนำไปใช้ได้แค่ 10% เพราะวิธีส่วนใหญ่อาจจะไม่เหมาะกับเราทั้งหมด)
ตำราที่เคยอ่าน (แล้วพบว่าดี)
- Technical analysis of the financial market ของ John Murphy – pure technical ได้แง่มุมการเทรดด้าน Technical ที่ดี แม้จะเก่าก็ตาม
- The Art of currency trading – ของ Brent Donnelly เป็นตำราที่นำ Technical ผสมกับ Fundamental มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน
- Financial markets and institutions ของ Frederic Mishkin – เป็นตำรา Fundamental ล้วน แต่อ่านพอเข้าใจได้ สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนการเงิน จะทำให้เข้าใจโลกการเงินในภาพรวมทั้งหมด ช่วยให้อ่านข่าวการเงินเข้าใจ และ วิเคราะห์สถานการณ์ได้ด้วยตนเอง
การลงทุน = ระยะยาว
การลงทุน จะเน้นลงทุนใน นวัตกรรม หรือ บริษัทที่มีสินค้าหรือบริการ ที่มีคุณภาพ ที่เราเกิดความประทับใจ หรือ ตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาทำ แต่ถูกนักลงทุนในตลาด ประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริง(small market cap) ไม่ว่าจะเป็น เพราะ นักลงทุนยังไม่เข้าใจนวัตกรรมใหม่นั้นๆ หรือ มีข่าวไม่ดี-ข่าวร้าย โจมตีบริษัท ออกมา(ทั้งๆที่บริษัทยังคงสร้างนวัตกรรมที่ดีมากๆอยู่)
- ข้อดี ของหุ้นหรือนวัตกรรมใดๆ ที่ยังมี Small market cap คือ จะมีโอกาสที่ ราคาจะพุ่งทะยานหลายสิบถึงหลายร้อยเท่า เพียงแค่มีเงินทุนจำนวนหนึ่งไหลเข้ามา แม้จะยังไม่เท่าเศษเสี้ยวของ Big market cap -> Small market cap = ขึ้นง่าย ลงยาก หรือ ต่อให้ไม่ได้เป็นธุรกิจที่โด่งดังปานใด แต่หากมีเงินทุนสักเล็กน้อยเข้ามา ราคาก็ขึ้นไปได้หลายเท่า
- ข้อเสียของ หุ้น Big market cap ของแต่ประเทศ คือ ต่อให้ยังเป็นบริษัทที่ดีอยู่ การขึ้น ก็เพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะ_การจะผลักดันราคา ต้องมีเงินมหาศาลไหลเข้าอีกเท่าตัว_(จะไปหาเงินขนาดนั้นจากไหน ถ้าทั้งโลกก็มีกันแค่นี้แหละ_ นอกเสียจากเงินเฟ้อ แต่จะช้า) ราคาจึงมักจะอยู่แบบคงที่ และถ้าเกิดมีข่าวร้ายขึ้นมาเมื่อไหร่ จะมีโอกาสลงได้ไกล เพราะ เงินทุนสามารถไหลออกได้มหาศาลเช่นกัน ->Big market cap = ขึ้นยาก ลงง่าย หรือต่อให้มีเงินทุนมหาศาลไหลเข้ามา ราคาก็ขึ้นได้ไม่เท่าไหร่(แค่หลัก สิบ ถึง ร้อยเปอร์เซนต์)
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ในการประเมินบริษัทที่ดี นอกเหนือจากการที่เราประทับใจสินค้าหรือบริการของนั้นๆแล้ว คือ การอ่านงบการเงิน ที่หากประเทศนั้นๆ มีกฏหมายที่รัดกุม จะต้องแสดงข้อมูลอย่างถี่ถ้วนโปร่งใส ทั้ง สิ่งที่ทำมาในอดีต สิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน สิ่งที่จะทำในอนาคต รวมถึงข้อมูลการเงินต่างๆอย่างละเอียด โดยไม่สามารถซุกซ่อนได้ โดยให้ประเมินว่า จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนไหม, เป็นธุรกิจที่ดีไหม หรือ ถูกจริตกับเราไหม
แนะนำให้อ่านข่าว Reuters, Bloomberg หมวด Market อย่างสม่ำเสมอ(ทุกวัน) เพื่อ_ติดตามความเป็นไปในปัจจุบัน_ของเศรษฐกิจ แต่อย่าเชื่อข่าวความผันผวนระยะสั้นมากนัก ให้อ่านเพียงแค่ให้รู้ว่า ตอนนี้นักลงทุนกำลังจับตามองอะไรกันอยู่ แต่เราจะไม่ซื้อขายตามความเปลี่ยนแปลงของข่าว เพราะ มักเป็นเพียงข่าวลือ และ ในระยะสั้น มักจะมีข่าวพลิกล็อคออกมาได้เสมอๆ ปัจจัยระยะสั้น ในโลกความเป็นจริงนั้น มีมากมาย จนแทบจะเกินความพยายามในการคาดเดาหรือสืบหาข้อมูลของคนๆหนึ่ง แต่ให้โฟกัสที่มูลค่าแท้จริงของบริษัท ที่มีคุณภาพ ที่ยังคงผลิตสินค้า บริการ หรือ นวัตกรรมที่ดี มีประโยชน์จริงๆ ในระยะยาว จะอย่างไรมูลค่าก็ต้องเพิ่มขึ้น
- Rumor VS Fact มีอีกกรณีหนึ่งคือ ข่าวต่างๆ ที่ยังเป็นเพียงข่าวลือ(Rumor) ไม่ใช่ข้อเท็จจริง(Fact) แต่ตลาดกังวลกันล่วงหน้า แล้วราคาเกิดการผันผวนร่วงลงอย่างมาก จะเป็นโอกาสในการซื้อสวนตลาด**(Buy the rumor) ที่จะได้ราคาดีมาก และ ความเสี่ยงต่ำ** เพราะ หากข้อเท็จจริง ที่ออกมาภายหลัง เป็นตามข่าวลือ ก็ cut loss ได้โดยไม่ได้ขาดทุนเยอะ แต่หากข้อเท็จจริง ไม่เป็นไปตามข่าวลือ ราคา_จะดีดกลับและอาจพุ่งทะยานเป็น Trend รอบใหม่ได้เลย_(กำไรที่มากับความเสี่ยงต่ำ)
กลยุทธ์การซื้อ คือ ให้ทยอยเข้าซื้อแบบ DCA ทีละน้อย แต่ถี่ๆ(ทุกสัปดาห์/ทุกวัน) เพื่อลดความเสี่ยงการ Draw down จากความผันผวนระยะสั้น โดยหวังการเพิ่มมูลค่าของหุ้น เมื่อผ่านแต่ละ รอบเศรษฐกิจ หรือ รอบธุรกิจ
- รอบเศรษฐกิจ(Economic cycle) มักจะตามนโยบายการเงิน ของธนาคารกลาง เช่น นโยบายการเพิ่ม-ลด ดอกเบี้ยการกู้ยืมเงิน ซึ่งส่งผลต่อการขยายตัวของธุรกิจต่างๆ ในวงกว้าง เป็นต้น
- รอบธุรกิจ(Business cycle) มักจะเป็นรอบการประกาศผลกำไรของบริษัท ในแต่ละไตรมาส เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า นวัตกรรมของบริษัทนั้นๆ เกิดประโยชน์จริงหรือไม่
สรุปว่า เหตุผลในการเข้าซื้อ มีสองอย่างหลักๆ คือ
- เป็นบริษัทที่มีศักยภาพ แต่ Marketcap เล็ก (เมื่อเทียบกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน) จึงยังมีโอกาสเติบโตมาก
- เกิดข่าวลือ ไม่ดี เกี่ยวกับบริษัท ทั้งๆที่บริษัทยังคงมีพื้นฐานที่ดี ยังคงสร้างนวัตกรรม สินค้า บริการที่ดีอยู่
- *โดยหลักการรวมๆ คือ เชื่อในการลงทุนกับความเพียรพยายามของมนุษย์ ไม่ hype ไปตามตลาด หรือคนส่วนใหญ่
การแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนDCA ในแต่ละสินทรัพย์ จะขึ้นอยู่กับระยะ Down side ที่เป็นไปได้ โดยดูกราฟ technical ใน TF Month/Week เท่านั้น
- ถ้าสินทรัพย์ ราคาถูกมาก (down side น้อย) มักเป็นพวก “ธุรกิจดีแต่ยัง low marketcap” จะใส่เงินลงทุนสูงสุด 20-30% โดยทั้งหมดรวมกันไม่เกิน 60%
- ถ้าสินทรัพย์ราคาถูกกลางๆ มักเป็นพวก “ธุรกิจดี ที่เป็น Big marketcap แต่มี Bad rumor ทำให้ราคาตก” จะใส่เงินลงทุน 10%
- อาจมีการขายทำกำไร เก็บเป็นเงินสด หากมองว่าน่าจะถึงจุดอิ่มตัวของกระแสเงินทุนแล้ว(ราคาถึงจุดสูงสุดเดิม และไม่มีเงินทุนใหม่เข้ามา) และนำมาทยอย DCA ในรอบถัดไป
- ถ้าสินทรัพย์ราคาสูงแล้ว มักเป็นพวก “บริษัท Big marketcap ที่ยังคงสร้างนวัตกรรมดีๆเรื่อยๆ แต่ราคาหุ้นยังอยู่” จะใส่เงินลงทุน 5%
อีกกลยุทธ์ นอกเหนือจาก DCA รายสัปดาห์ คือ กรณีที่มั่นใจใน Timing มากๆ(เช่น วิเคราะห์ economic news มาแล้ว เป็นต้น) อาจลงครั้งเดียว(all in) ด้วยทุน70% ของทั้งหมดที่มี แต่อย่างไรก็ต้องเหลือไว้อีก 30% เผื่อช้อนซื้อเพิ่ม ตอนที่ตลาดไม่เป็นไปอย่างที่คิด(ซึ่งมักจะบ่อย) ซึ่งหากถึงสิ้นเดือนแล้วไม่มีโอกาสซื้อเพิ่ม(เงิน 30% ที่เผื่อไว้ ยังไม่ได้ใช้) ก็ใช้เงินทุนที่เหลือ_ซื้อต่อไม่สนราคา_ (หรือ ลงทุนอย่างอื่นต่อ)
- แต่โดยส่วนตัวพบว่า การแบ่งเงินทุน ทะยอยซื้อในแต่ละสัปดาห์(DCA) มีความยืดหยุ่น และ ให้ผลตอบแทนรวมที่ดีกว่า เพราะ เรายังเหลือเงินทุนไว้สำหรับซื้อเพิ่มเวลาราคาตกลงได้เสมอ อีกทั้งหากราคาขึ้นสูงแล้ว ก็ไปซื้อสินทรัพย์(ที่ดี)ตัวอื่น ที่ราคายังต่ำต่อ
โดย การลงทุนทุกครั้ง ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้เสมอ ซึ่งมักจะอยู่ที่ไม่เกิน 10% ของการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ และเงินที่ใช้ลงทุนทั้งหมดจะไม่เกิน 50% ของเงินเก็บที่มี(หลังหักค่าใช้จ่าย ของกิน ของใช้ ทุกอย่างแล้ว) รวมทั้ง สินทรัพย์ในหมวดเดียวกัน ไม่ควรเกิน 30% ของพอร์ตการลงทุน การคุมความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญมาก มันคงจะไม่เหมาะสม ถ้ามีเงินน้อยแต่หวังกำไรมหาศาลเกินเงินทุนที่มี! นำมาสู่การ over-risking และ ปล่อยให้เกิดการขาดทุนสะสม(drawdown)เกิน 10% “เราคนเดียว ไม่สามารถคาดการณ์ปัจจัยได้ทุกอย่าง จึงต้องคิดเผื่อการขาดทุน เวลาที่ผลลัพธ์ มันอาจจะออกมาผิดคาดเสมอๆ“(การลงทุน มีถูก มีผิด)
สำหรับการเก็บกำไรในการลงทุน หากยังกำไรอยู่ ไม่ขาดทุนเกินความเสี่ยงที่รับไหว จะเน้นถือไปในระยะยาว ไม่ถอนเงินคืนโดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่ดี เมื่อระยะเวลาผ่านไปยิ่งนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่จะขายออก หาก ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์นั้น ต่างไปจากที่เราคิดไว้ หรือ ขาดทุน เกิน10%ที่รับไหว
การลงทุน ควรหวังผล_กำไรหลายๆเท่า หรือหลายสิบ-ร้อยเท่า_ ถ้าหวังเพียงกำไร 10-20% จะเป็นอะไรที่ไม่คุ้มกับความเสี่ยงอย่างมาก(เพราะ สามารถขาดทุนได้ 10-20% เช่นกัน = Reward:risk ratio 1:1) ถ้าแบบนั้น การเทรดจะเหมาะกว่า เพราะ มี leverage ทำให้ใช้ ทุนน้อย กำไรมาก(RRR>1) หรือ กระทั่ง ทำงานประจำ ทำธุรกิจ ยังเหมาะกว่าลงทุน เพื่อหวังกำไรแค่ 10-20% แต่ต้องแบกความเสี่ยงขาดทุนพอๆกัน
สรุป การลงทุน ให้หาหุ้นบริษัทที่ดี ที่มี small market cap, หรือ ราคาถูกจากข่าวลือไม่ดี(Bad rumor) เพราะ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงมาก และ ที่สำคัญ คือ คำนวณความเสี่ยงการขาดทุนที่รับได้เสมอ ในการลงทุนแต่ละครั้ง และ ถือยาวๆ ไปตลอด ตราบเท่าที่ปัจจัยพื้นฐาน ยังไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ จะไม่ขายออก
การเทรด = ระยะสั้น
การเทรดแต่ละครั้ง เปรียบได้กับการ Probe เพื่อหยั่งความลึกของตลาด(Probe the market) เหมือนหยั่งความลึกของลำธาร ที่ไม่มีใครรู้หรือคาดการณ์ได้หรอกว่า จะตื้น หรือ ลึกเท่าไหร่ เพราะ แม้แต่นักเทรดระดับตำนาน ก็ยังถูกต้องเพียง 50% ไม่ต่างจากการเดาสุ่ม
ดังนั้น ในความเป็นจริง การเทรดจึง ไม่ได้ทำกำไรจากความสามารถในการทำนายตลาดแต่อย่างใด แต่เกิดจากความสามารถในการหาจุดเข้าเทรดที่ดี (ที่อาศัยความรู้และประสบการณ์ด้าน Technical analysis) ซึ่ง ณ จุดเข้าเทรดที่ดี จะเป็นจุดที่มีแต้มต่อ(Reward : risk ratio) กำไรมากกว่าขาดทุน เช่น ถ้าผิดจะเสีย 1 ส่วน แต่ถ้าถูก จะได้ 3 ส่วน เป็นต้น เมื่อสะสมในระยะยาวด้วยพลังของแต้มต่อและความน่าจะเป็น ก็ทำให้ค่อยๆสะสมกำไรได้มากกว่าขาดทุน
ตราบใดที่ ระบบเทรด ไม่สามารถให้ win rate เกิน 50%(ถูกบ้าง ผิดบ้าง) การเทรดแต่ละครั้ง ก็ไม่ต่างจากการ_“เสี่ยงทาย”_ ยังคงเรียกว่า เป็นการทดลอง probe ในจุดที่มีแต้มต่อดี ถ้าเราเข้าใจแบบนี้ ก็คงรู้ว่าไม่มีประโยชน์ หากจะเอาความรู้สึกไปลุ้น หรือเอาทุนไปทุ่มกับการลอง Probe แค่ไม่กี่ครั้ง
ต่อไปจะเป็นกลยุทธ์ Technical(เพียงหลักการพื้นฐาน ที่เรียบง่าย แต่ได้ผลดี)
-
โดย**หลักการดูกราฟจะ_เริ่มจาก Time frame ใหญ่สุดไปหาเล็กเสมอ_**-
โดย **Time frame** ที่ใช้**ประเมินทิศทางในการวางแผนการเทรดในแต่ละวันเป็นหลักคือ** การดูไล่จาก **TF Month > Week >Day**- Tf month ใช้กับการดูแนวโน้มในระยะกลาง(Trend) หรือ ดูกรอบราคาในระยะสั้น(Sideway ในช่วงเดือนนั้นๆ) เพราะ การมองเป็นรอบเดือนมักจะสัมพันธ์กับ Market cycle, Business cycle
- Tf week, day เหมาะกับการดูแนวโน้ม(Trend)ระยะสั้น ซึ่งก็มักอยู่ภายใต้กรอบราคาของ TF month
**ตีเส้น Trend lines, Support and resistance zones** ใน **TF Day, Week**– > ดูว่าราคาเกิด price action ใด เช่น Breakout หรือ Rebound ฯลฯ- Volume ที่สูงโดดกว่าวันก่อนๆที่ผ่านมา หรือมากผิดปกติ(Volume มาก แต่ราคาไม่ค่อยขยับ) อาจสามารถใช้บอกความเป็นไปได้ของแนวโน้มในอนาคต ว่าเราควรให้ความสำคัญและจับตาดูไว้ให้ดี แต่ไม่สามารถใช้บอก Timing ในการเข้าเทรดได้นะ ให้ใช้ร่วมกับ Trend line/SnR zone ในการรอ price action จะได้ผลดีมาก
- ข้อควรระวังคือ Volume ไม่ได้ใช้บอกว่าควร buy หรือ sell เสมอไป (ใช้เพียงบอกจุดที่ควรให้ความสนใจเท่านั้น) เพราะ อาจให้ผลตรงกันข้าม เช่น TF day มี sell volume สูงมาก แต่กลับกลายเป็นจุดกลับตัว เมื่อกราฟมาชน Trendline(กราฟทองคำ) ดังนั้น การใช้ร่วมกับ Trendline/SNR zone เสมอ จะให้ผลดีที่สุด

- ข้อควรระวังคือ Volume ไม่ได้ใช้บอกว่าควร buy หรือ sell เสมอไป (ใช้เพียงบอกจุดที่ควรให้ความสนใจเท่านั้น) เพราะ อาจให้ผลตรงกันข้าม เช่น TF day มี sell volume สูงมาก แต่กลับกลายเป็นจุดกลับตัว เมื่อกราฟมาชน Trendline(กราฟทองคำ) ดังนั้น การใช้ร่วมกับ Trendline/SNR zone เสมอ จะให้ผลดีที่สุด
-
พึงระลึกไว้เสมอว่า หลักการของ Technical analysis แม้จะใช้ประกอบการตัดสินใจได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีกรณีผิดพลาดได้เสมอ การบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญ
-
-
ส่วน Intraday TF จะใช้เป็นเครื่องมือในการหาจุดเข้าเทรดที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้ Leverage ได้มากขึ้น และ ได้ RRR มากขึ้น โดยส่วนตัวใช้ที่ 5 min สำหรับทองคำ
-
หัวใจสำคัญ คือ
**Technical analysis** = แต้มต่อ(RRR)ที่ดี Leverage ได้มีประสิทธิภาพ, **Trend following** = ความน่าจะเป็นในโอกาสชนะที่มากกว่า -
กลยุทธ์การเข้าเทรด คือ “เทรดตาม Intermediate trend เสมอ” และ ไม่สวนเทรนด์ โดย การเทรด 1 ครั้ง จะแบ่งเข้าเทรด 3 ระยะ ในทุกระยะที่แบ่งเข้า จะใช้ความเสี่ยง 0.1% (x 3 = ไม่เกิน 0.3% ต่อการเทรด 1 ครั้ง) แต่ทั้งนี้อาจไม่ได้ครบทั้งสามระยะ มักจะได้ 2 ใน 3
- เข้าก่อนไปเลย(Trade the anticipation) เพื่อกันพลาดโอกาส ที่จะมาถึง, Stop loss จะกว้าง เพราะ ไม่ได้เป็นจุดเข้าที่ดีที่สุด
- เข้าหลังจากราคาทะลุกรอบแล้ว(Trade the Breakout) เมื่อราคาทะลุ Trendline หรือ SnR zone มีโอกาสที่จะได้ stop loss แคบ และ ใช้ Leverage มากขึ้นได้
- เข้าหลังจากราคากลับมาทดสอบแนวสำคัญ(Trade the rebound) เมื่อราคามาทดสอบเส้น Trendline, SnR zone โดยที่ไม่ทะลุ หรือ ทะลุแต่ราคาปิดกลับเข้ามาในแนว จะเป็นจุดเข้าที่ได้ราคาที่ดี
-
Stop loss จะวางไว้ ใต้ zone ที่สำคัญ
-
Take profit(เก็บกำไร) พยายามถือการเทรดที่ชนะไว้ยาวๆ ให้ได้ RRR อย่างน้อย 3:1(กรณีทองคำ ที่ TF 5min บางทีจะได้ RRR ~ 5-30:1)
- ตอน Run trend มี Trailing stop เพื่อรักษากำไร ไว้ด้วยเสมอ ถ้าถูก Stop out ก็เข้าใหม่ได้เสมอๆ
-
ในแง่ของ Mindset และ Money management
- พึงระลึกไว้เสมอว่า ในแต่ละการเทรดครั้งหนึ่งๆ ก็เป็นเพียงการทดลองเสี่ยงทาย Probe เพื่อหยั่งความลึกตลาด ในจุดที่แต้มต่อดี มีถูก มีผิด มันจะเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล หากเราจะเอาเงินทั้งหมด ไปทุ่มกับการ Probe เพียงไม่กี่ครั้ง หรือ เอาจิตใจไปลุ้นกับการ Probe ที่มันก็เป็นเพียงการลองเดาเพื่อหยึ่งความลึกในครั้งหนึ่งๆ ที่จริงๆแล้ว**อยู่รอดและสะสมกำไรได้ เพราะ_หลักความน่าจะเป็น, แต้มต่อจากจุดเข้าที่ดี และ การคุมความเสี่ยงตามระบบ_**(ไม่ใช่ความสามารถในการทำนายตลาดของผู้เทรดแต่อย่างใด)
- แต่แม้ว่าการเทรดจะเป็นการเสี่ยงทาย แต่มันก็ไม่ใช่การสุ่มแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะ มีปัจจัยอีกมากมาย ที่หากเทรดมั่ว Win rate อาจไม่ถึง 30%และ เกิดการขาดทุนสะสมระยะยาวแทน อย่างน้อยๆ ต้องใช้กลยุทธ์ข้างต้น เช่น การไล่ TF M>W>D, กลยุทธ์การเข้าเทรด 3 ระยะ(Anticipation, Breakout, retest)
- จำกัดการขาดทุนในแต่ละวันอยู่ที่ 1% เ****ทรดได้วันละไม่เกิน 3 ครั้ง จำกัดการขาดทุนครั้งละ 0.3% หากเกินลิมิตที่ตั้งไว้ แสดงว่าตลาดในวันนั้นไม่เหมาะกับการเทรด ให้หยุดเทรด
- พึงระลึกไว้เสมอว่า ในแต่ละการเทรดครั้งหนึ่งๆ ก็เป็นเพียงการทดลองเสี่ยงทาย Probe เพื่อหยั่งความลึกตลาด ในจุดที่แต้มต่อดี มีถูก มีผิด มันจะเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล หากเราจะเอาเงินทั้งหมด ไปทุ่มกับการ Probe เพียงไม่กี่ครั้ง หรือ เอาจิตใจไปลุ้นกับการ Probe ที่มันก็เป็นเพียงการลองเดาเพื่อหยึ่งความลึกในครั้งหนึ่งๆ ที่จริงๆแล้ว**อยู่รอดและสะสมกำไรได้ เพราะ_หลักความน่าจะเป็น, แต้มต่อจากจุดเข้าที่ดี และ การคุมความเสี่ยงตามระบบ_**(ไม่ใช่ความสามารถในการทำนายตลาดของผู้เทรดแต่อย่างใด)
-
Run trend หรือ เก็บสั้น_
- หากเป็นการ buy/long มักจะเป็น impulse wave จะแนะนำให้ถือ Run trend
- หากเป็นการ sell/short มักจะเป็น corrective wave แนะนำให้เก็บสั้น
สรุป การเทรด คือ การทดลอง Probe ตลาด ในจุดที่มีแต้มต่อดีไปเรื่อยๆ โดยมีการคุมความเสี่ยงประจำวันเสมอ