แสงธรรมชาติ (ที่มีช่วง Infrared) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฟื้นฟูร่างกายและการบาดเจ็บเร็วขึ้น
2026-03-26 ใน 03 biohackingบทความ จาก Nature: The surprising science behind red-light therapy — and how it really works
- มีการศึกษามากมายในปัจจุบัน พบว่าแสงในช่วง spectrum ที่เป็น แสงสีแดง และ near-infrared ช่วยในการหายของแผลได้ โดยช่วยตั้งแต่ เรื่องผิว(ageing skin), จอประสาทตา(retinal degeneration) ไปจนถึง Neurological disorders เช่น ADHD, Parkinson
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาและหลักฐานทางการรักษาอื่นๆมากมายในปัจจุบัน เช่น- นักวิทยาศาสตร์ NASA พบว่า ขณะปลูกพืชด้วยแสงสีแดง(red LED) มือที่มีแผลต่างๆ หายอย่างรวดเร็วกว่าปกติ
- แสงสีแดงช่วยให้หนูทดลองมีขนงอกเร็วขึ้น
- ใช้รักษาแผลในปาก(ulcer, mucositis)
- ช่วยให้การบาดเจ็บกล้ามเนื้อของนักกีฬาหายเร็วขึ้น
- ผู้ป่วยที่เป็น covid หายเร็วขึ้น 4 วัน
- ในการผสมเทียมเด็กหลอดแก้ว พบว่า การใช้แสงสีแดง ทำให้ได้ embryos ที่แข็งแรงกว่า
- สมมติฐานในปัจจุบัน คือ แสงที่มีช่วงคลื่นยาว คือ ช่วงแสงสีแดง และ ช่วงคลื่น infrared, near-infrared ทำให้ Photon ของแสงเหล่านี้สามารถทะลุผ่านชั้นเสื้อผ้า เข้าสู่ชั้นผิวหนังของเรา และเข้าไปมีผลกับเซลล์อวัยวะที่อยู่ในชั้นลึกลงไปหลายเซนติเมตรโดยตรงได้ โดยอวัยวะของเซลล์ ที่มีผลและรับพลังงานจากPhotonแสงได้โดยตรงคือ
Mitochondria - the power plants of the cell- ช่วงคลื่นแสงที่พบว่ามีการตอบสนอง จะอยู่ที่ 600-700 และ 760-940nm ซึ่งพบว่าสามารถถูกดูดซับได้โดย Cytochrome c oxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญใน Electron transport chain ใน mitochondria ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต ATP
- ผลลัพธที่เกิดขึ้น คือ Mitochondria สามารถทำงานได้ดีขึ้น สามารถผลิต ATP ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์มีพลังงานมากขึ้น ลดการอักเสบ(inflammation) และ อนุมูลอิสระ (oxidative stress) ในระดับเซลล์
- แต่ทั้งนี้ผลอาจไม่ได้เกิดจาก mitochondria เสมอไป มีการทดลองพบว่า แม้จะยับยั้ง mitochondria ไป ผลก็ยังเกิดอยู่ดี
- ทั้งนี้ปริมาณ dose ที่ใช้ในการรักษาโดยตรง ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา ได้แก่ ความยาวคลื่น(optimal wavelength), ความเข้ม(intensity), ระยะเวลา(timing), วิธีการฉายแสง(delivery method), การฉายเป็นจังหวะ (pulse rate) เป็นต้น
- ความจำเพาะของความยาวคลื่น ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน เพราะ มนุษย์เราวิวัฒนาการมาภายใต้แสงที่เป็น spectrum กว้าง (300-2500nm) จึงมีข้อเสนอว่า
ในคนทั่วไป การเดินรับแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติ ก็น่าจะเพียงพอ (อย่างน้อยๆ วันละ 15-20 นาที)[AI แนะนำว่า การรับแสงตอนเช้า จะเหมาะสมที่สุด เพราะมีช่วงแสง Near-infrared สูง UV ต่ำ]
- มนุษย์เราในยุคปัจจุบัน ใช้ชีวิตในที่ร่ม ทำให้ได้รับช่วงคลื่นแสงธรรมชาติน้อยลงมาก บางทีปัญหาต่างๆ อาจจะเกิดจากการที่ร่างกายของเรา ไม่ได้รับสิ่งที่ปกติควรจะได้รับอย่างเพียงพอ ในที่นี้ คือ แสงธรรมชาติ ที่มี Spectrum ครบถ้วน
- หลอดไฟ Fluorescent และ LED เป็นแสงสังเคราะห์ ที่ขาดช่วงแสง near-infrared ไป
มีเพียงหลอดใส้ (Incandescent lamp) ที่ยังคงให้แสงในช่วง infrared ได้ครบ(90% ของพลังงานถูกเปลี่ยนเป็น แสงในช่วงคลื่น infrared)เหมาะกับการใช้งานในร่ม/อาคาร ควบคู่กับการได้รับแสงธรรมชาติวันละ 15-20 นาที
ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมจาก AI
- คำแนะนำนี้ไม่ใช่แนวทางการรักษา ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยทางคลินิก เพียงแต่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการปรับใช้ในวิถีชีวิตให้เหมาะสมขึ้นเท่านั้น
- Biphasic Dose Response: ในวงการ PBM มีหลักการว่า "น้อยไปไม่ได้ผล มากไปกลับเป็นโทษ" การได้รับแสงเข้มข้นเกินไปอาจกระตุ้นให้เกิด Oxidative stress แทนที่จะลดลง ดังนั้นการ "เดินรับแดดธรรมชาติ" 15-20 นาทีจึงปลอดภัยกว่าการใช้เครื่องฉายแสงแรงสูงเองโดยไม่มีความรู้เรื่องโดสที่เป๊ะครับ
- Wavelength Specificity: แม้แสงอาทิตย์จะมี Spectrum กว้าง แต่การรักษาอาการเฉพาะอย่าง เช่น จอประสาทตาเสื่อม อาจต้องการความยาวคลื่นที่เฉพาะเจาะจงและมีความเข้มข้นคงที่ ซึ่งแสงอาทิตย์ที่มีเมฆบังหรือความเข้มเปลี่ยนตามเวลาอาจให้ผลไม่สม่ำเสมอเท่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ครับ
- Evolutionary Mismatch: แม้เราจะวิวัฒนาการมากับแสงอาทิตย์ แต่ร่างกายเราก็มีกลไกป้องกันแสง (เช่น การสร้างเม็ดสี) การพยายามเลียนแบบแสงอาทิตย์ด้วยหลอดไฟในร่มในปริมาณมากเกินไปอาจรบกวนระบบอื่นของร่างกายได้ครับ