AI เหมือน การที่เราจ้าง คนที่เก่งกว่าเราในด้านต่างๆ มาเป็นที่ปรึกษา
AI สามารถเลียนแบบ Expert ได้ในทุกๆด้าน แต่แม้ว่าคำแนะนำของ “Expert” ไม่ว่าคน หรือ AI เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ผิดได้
AI เหมาะกับการหาความรู้ที่มีองค์ประกอบซับซ้อน แต่เราไม่ได้อยากลงลึก เพราะ สามารถสรุปให้เราได้ดีกว่าเราไปศึกษาเองทั้งหมด เช่น ความรู้ด้านสุขภาพ bio hacking หรืออะไรก็ตามที่เราไม่ได้เรียนมาโดยตรง
AI ช่วยร่นระยะเวลาในการหาความรู้ในเรื่องย่อยๆ ที่ไม่ใช่จุดประสงค์สำคัญสำหรับชีวิต(แต่ทำให้ชีวิตดีขึ้น) เช่น คำแนะนำการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การนอน การถ่ายรูป ฯลฯ และทำให้เรามีเวลาไปศึกษาในสิ่งที่เราชอบหรือต้องการจริงๆ ให้เชี่ยวชาญได้เต็มที่
แต่อะไรที่เรารู้ลึกอยู่แล้ว และมาใช้ AI มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ(มากกว่าที่ปรึกษา)
จะใช้ AI ได้ดี ต้องสงสัยเก่ง และ ช่างสังเกต
ทักษะการหาความรู้ด้วยตัวเอง(search) ยังสำคัญ โดยเฉพาะความรู้ที่ต้องการลงรายละเอียด(ยังไงก็ต้องไปอ่าน source of information เอง) ให้รู้ลึกรู้จริงด้วยตนเอง แต่ AI ช่วยร่นระยะเวลาศึกษาในภาพกว้าง(รู้กว้างๆ เหมือนฟังๆเขามา ทำตามได้ถูก แต่ไม่ได้เก่งจริง ไม่รู้เหตุผลเชิงลึก สร้างองค์ความรู้ใหม่เองไม่ได้)
ถ้าเราเชื่ยวชาญเรื่องหนึ่งๆ แล้วใช้ AI มุมมองการใช้งานจะเปลี่ยนไป คือ AI จะกลายเป็นเหมือนเลขา ที่ช่วยทำงานหลายๆอย่างที่ไม่สำคัญให้เรา แทนที่จะเป็นผู้อธิบายให้เราทุกอย่าง
AI มีประโยชน์คือ
- ใช้ชีวิตในภาพรวมได้ดีขึ้น แม้จะเป็นเรื่องที่เราไม่ได้สนใจ ไม่มีความรู้ใดๆมาก่อน AI ก็ช่วยแนะนำวิธีที่ถูกให้เราได้
- เรามีเวลามากขึ้น สำหรับ ศึกษาสิ่งที่ชอบด้วยตนเองอย่างจริงจัง จนเชี่ยวชาญ รวมไปถึงศึกษาจนสร้างองค์ความรู้ใหม่เองได้
มี AI แล้วก็ใช่ว่าเราจะไม่อ่านสิ่งต่างๆอย่างลงลึกด้วยตัวเอง AI เหมือนกับพี่เลี้ยงที่เก่ง สามารถชี้ทางในการพัฒนาตนเอง อธิบายสิ่งต่างๆในโลกให้เราได้ หรือบางทีเราก็ ลักไก่ให้พี่เลี้ยงช่วยหาทางแก้ปัญหาชีวิตให้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะกลายเป็นคนเก่งคนนั้นด้วยตัวเองไม่ได้ในสักวันหนึ่ง การฝึกอ่านด้วยตัวเอง หรือ หาข้อมูลเองยังคงจำเป็นอย่างมาก รวมถึงยิ่งเรามีความรู้มากขึ้น เราจะยิ่งใช้ AI ได้ลึกขึ้นๆด้วย
อย่าเชื่อหรือไว้ใจ AI ทั้งหมด ให้หาความรู้ด้วยตนเองประกอบเสมอ แม้ว่า AI จะสามารถเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก แต่วันใดวันหนึ่ง มันอาจอยากเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ แล้วให้คำแนะนำผิดๆกับเราได้ หรือ กระทั่งผู้สร้างอยากให้มีคนใช้ AI เยอะๆ อาจทำให้มันพยายาม ยกยอตามใจผู้ใช้ แม้ว่าจะผิดก็ตาม ดังนั้น ไม่ควรไว้ใจ AI เหมือน ไม่ไว้ใจมนุษย์
ส่วนใหญ่คำตอบบรรทัดแรก มักจะยกยอผู้ใช้ก่อน อย่าได้ไปใส่ใจคำชมจาก AI เพราะ มันชมแบบเดียวกัน กับทุกคนที่ถาม(เรานึกว่าเราเป็นอัจฉริยะ แต่จริงๆมันก็ชมทุกคนแบบนี้แหละ เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้อยู่กับมันนานๆ)
AI จะตอบล้อตามไปกับคำถามของเรา ถ้าเราถามแบบไม่มีความรู้ หรือ ถามด้วยความเข้าใจที่ผิด บางที AI ก็อาจตามน้ำ หาเหตุผลมาเสริมความเข้าใจที่ผิดของเราได้ (เวลาคุยกับ AI ขอหลักฐานอ้างอิงจากมันเสมอๆด้วย)
AI อย่างไรก็คือเครื่องจักร ที่แสดงความรู้ที่เราอยากได้ แต่ผู้ควบคุม และตัดสินใจคือเรา หรือบางทีตอบไม่ตรงประเด็น ทำงานผิด อย่างเพิ่งโทษมัน เพราะ มันคือเครื่องจักรที่เพียงแต่ช่วยทำงาน แต่เราต้องช่วย guide เพิ่ม
แต่อย่างไรก็ตาม AI ยังคงเป็น ตัวช่วยย่อยข้อมูลมากๆ ได้ดี และข้อมูลความรู้บางอย่าง ถ้าเราจะศึกษาเองให้เข้าใจ อาจต้องใช้เวลาหลายปี(ซึ่งอาจไม่มีเวลาพอ สำหรับชีวิตคนๆหนึ่ง) แต่ AI มีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว และอธิบายเอาข้อมูลมาแสดงให้เราได้ในทันทีในเรื่องที่อยากรู้ และ อย่าลืม ขอหลักฐานอ้างอิงจากมันเสมอๆด้วย
AI สอบตกในเรื่องการให้คำแนะนำการเจริญสติ เพราะ มันไม่ได้เจริญสติเก่ง, สอบตกในเรื่องการพัฒนาชีวิตในภาพรวม เพราะ เวลาเราถามมันก็ตอบเท่าที่เราถาม มันไม่รู้มุมมองทุกอย่างในชีวิตเรา และเราก็ถามได้แค่ในสิ่งเท่าที่เรามี ความรู้ มากพอ ต่างจากคนที่ประสบความสำเร็จ ที่มักจะรู้ว่าเรากำลังขาดอะไร หรือ ธรรมมะ ที่พัฒนาตนเองจากข้างใน
แต่สอบผ่านในเรื่องการพัฒนาชีวิตในแง่กายภาพ เช่น ด้านสมอง ร่างกาย การเรียน การทำงาน ความรู้ทางการแพทย์ เป็นต้น กระทั่งในแง่จิตวิทยา(เสพติดสิ่งบันเทิง, สมาธิสั้น ฯลฯ) ปรัชญาชีวิต การให้คำปรึกษาชีวิตตามหลักศีลธรรมก็ถือว่าผ่าน
แต่อย่างไรแม้ชีวิตจะดีขึ้น แต่ก็เปรียบได้กับได้อยู่ในกรงขังที่สวยขึ้น สบายขึ้น ยังวนเวียนการกิน นอน ตื่น ยังไม่พ้นทุกข์ ไม่ได้ทำให้ความเข้าใจชีวิตสูงขึ้น จนพ้นกรงได้ ดังนั้น AI จึงไม่สามารถทดแทนธรรมะและการเจริญสติได้ แต่เป็นเครื่องมือยุคใหม่ ในการจัดการความรู้ในโลก เพื่อให้ใช้ชีวิตในกรงขังได้ดีขึ้น สบาย และราบรื่นขึ้น
Leave a Reply