บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

00 บทนำ

2026-02-09 ใน บันทึกของบี

ในห้องเช่าของอพาร์ทเมนต์เรียบๆแห่งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งในวัย 30 ต้นๆ กำลังนั่งที่โต๊ะทำงาน ตรงหน้าเขามีแล็ปท๊อปสองเครื่องด้วยกันเปิดอยู่ บนหน้าจอของเครื่องหนึ่งเป็นเอกสารทางเทคนิคบางอย่าง ส่วนอีกเครื่องเหมือนกำลังเปิดโปรแกรมเขียนโค้ดโปรแกรม ซึ่งเขากำลังรัวคีย์บอร์ดสลับกับคีย์ลัดเพื่อดูผลลัพธ์ อย่างใจจดจ่อ ดูเหมือนเขากำลังพัฒนาระบบบล๊อก ชื่อ "บันทึกของบี" และดูเหมือนว่าเขาจะสร้างฟังก์ชั่นใหม่ในโปรแกรมสำเร็จ และ พินิจดูบล๊อกของตัวเองด้วยความลิงโลด

ใครจะรู้ว่า เขาเป็นคนเดียวกับที่เมื่อหลายเดือนก่อน ใช้ชีวิตเหมือนคนไม่มีหลักแหล่ง ไม่มีการงาน แต่งตัวปอนๆ เสื้อยืดกางเกงขาสั้น สะพายเป้แบกแล็ปท๊อป นั่งรถประจำทางไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมหาลัยทุกวัน กินอาหารก็กินราคาประหยัดในโรงอาหารมหาลัย เขาในตอนนั้นเพิ่งออกจากงานประจำ เพียงด้วยความหวังอย่างเดียวว่า จะต้องพัฒนาตนเอง หาความรู้ให้ได้มากที่สุด ดีกว่าทำงานประจำที่ไม่ได้รักไปจนวันตาย

เขาเป็นคนที่เชื่อใน ความพยายามของมนุษย์ ว่า มนุษย์เราจะพัฒนาตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตราบใดที่ยังไม่ละซึ่งความพยายาม ซึ่งจนถึงตอนนี้เขาเองก็ยังหาข้อโต้แย้งของความเชื่อนี้ไม่เจอ ความรู้ใหม่ๆที่เขาอ่าน ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้เรื่อยๆเสมอๆ และ ชีวิตยิ่งดีขึ้น ถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ ตามความรู้ที่เราคอยอ่านทำความเข้าใจสะสมมา

แต่สาเหตุที่เขาลาออกจากงานประจำเดิม ไม่ใช่เพราะ ความไม่ชอบในตัวงานแต่อย่างใด เพียงแต่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงาน ที่พยายามบั่นทอน ตัดกำลังใจ พยายามยับยั้งการพัฒนาตนเองของเขา เช่นว่า ไม่ให้อ่านหนังสือในที่ทำงาน ทั้งๆที่การหาความรู้ การทบทวนความรู้ คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้การทำงานดีขึ้น ผิดพลาดน้อยลง แต่เหล่าคนในสิ่งแวดล้อมอันเป็นพิษ(toxic)นั้นกลับ อ้างว่ามันจะทำให้ตัวเขาทำงานได้ช้าลง และใช้การคุกคามทางวาจา น้ำเสียง การกระทำอย่างอันธพาล เพื่อให้ตัวเขาต้องละความพยายามนั้น ซึ่งตัวเขาเห็นถึงความหายนะในอนาคตมาโดยตลอด และ เมื่อสิ้นสุดสัญญาชดใช้ทุนการศึกษา เขาก็ลาออกในทันที รวมเวลา 3 ปีครึ่ง ที่เสียไปในสถานที่นั้น เขาได้แต่พร่ำบอกตัวเองว่า มันเป็นหนึ่งในการเรียนรู้ชีวิต แต่ข้อสรุปของการเรียนรู้ ก็คือ

หลังจากที่ออกจากงาน เขาก็มาเป็น เด็กหนุ่มห้องสมุด(ที่ก็ไม่เด็กเท่าไหร่แล้ว) โดยเขามองว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องเล็ก การพัฒนาความรู้ และ พัฒนาตนเองเป็นเรื่องใหญ่ ประโยชน์จากความรู้ ไม่ได้มีแค่เงิน แต่มันไม่มีที่สิ้นสุด และ ทวีคูณไปได้เรื่อยๆ ถ้าความรู้มากขึ้นๆ เขาจำเป็นที่จะต้องเร่งกลับมาสะสมความรู้ก่อน โดยเขาก็มาเช่าหอพักเล็กๆ ราคา2-3พัน อยู่ตามลำพัง และพยายามอ่านหนังสือหาความรู้ ลองผิด ลองถูก ซึ่งในช่วงแรก มักจะเป็นการลองผิดเสียส่วนใหญ่ แต่ความผิดพลาดที่มีความรู้กำกับ จะเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า ต่างจากความผิดพลาดที่ไม่มีความรู้กำกับ มักจะได้แต่ผิดซ้ำๆ วนไม่จบไม่สิ้น เขาได้พบกับหนังสือดีๆมากมาย ที่เมื่ออ่านแล้ว รู้สึกเหมือนมีผู้เขียนที่เป็นระดับปรมาจารย์กำลังชี้แนะเขาโดยตรงเลยทีเดียว กระทั่งหนังสือที่ไม่ได้ส่งผลกับชีวิตโดยตรง แนวคิดในนั้นก็ยังสามารถเอามาปรับใช้ กับความรู้สาขาอื่นๆ หนังสือเล่มอื่นๆ หรือกระทั่งชีวิตในด้านอื่นๆได้ด้วย โดยตอนนั้น เขาเน้นอ่านตำราการลงทุนของต่างประเทศเป็นหลัก เช่น financial market, 'Art of currency trading' เป็นต้น

ความผิดพลาดที่ใหญ่ๆ อย่างหนึ่งที่เขาได้เจอ คือ ช่วงนั้นเขาศึกษาเรื่องการลงทุน และการเทรด แม้ว่าเขาจะมองภาพใหญ่ของตลาดออก(ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นเหมือนที่เขามองไว้) แต่ความไม่เข้าใจและด้อยประสบการณ์ในกลไกการบริหารความเสี่ยง บวกกับแรงกดดันจากผู้ใหญ่ที่บ้าน ที่ไม่เข้าใจ(ปกติของคนอายุมากที่ไม่ทันโลก) และ คอยพูดจา toxic ไล่ให้ไปทำงาน (ช่วงนั้นเขาใจอ่อนกลับไปอยู่บ้านแล้ว เพราะ เข้าใจว่าที่บ้านจะเป็นที่ปลอดภัย) ทำให้เขา overrisk หวังว่าจะรีบรวยแล้วจะได้พ้นไปจากความเป็นอยู่แบบนี้ และสุดท้ายถูก liquidate จนหมดตัว จากการกระชากของราคาเพียงเล็กน้อย แล้วราคากลับพุ่งทะยานไปอย่างที่เขาคาด

แต่เขาไม่มองว่าความผิดพลาด คือ ความล้มเหลว เขากลับรู้สึกประทับใจ ที่เขาได้เจอและเรียนรู้มันตั้งแต่ตอนนี้ ในตอนที่เงินเก็บเขายังมีไม่มาก จะได้จดจำเป็นบทเรียนสำคัญ และไม่พลาดตอนที่มีเงินเก็บเยอะๆแล้ว และ เขาก็ได้ทดลองใช้ชีวิตกับความอับจนไร้หนทาง เรียนรู้ความรู้สึกของคนที่ "ไม่มี" ซึ่งน้อยคน น้อยครั้งจะได้สัมผัสความรู้สึกขาดแคลนอันน่าประทับใจนี้ แต่เรื่องเงิน เขาก็ต้องรีบขาย laptop อีกเครื่อง เพื่อให้มีเงินพอจะใช้ชีวิต และ หาหนทางต่อไปอีกสัก 4-5 เดือนแบบประหยัดสุดตัว

ใครจะรู้ว่า เขาคนนี้ในปัจจุบัน ที่เคยถูกทับถมว่าไร้ศักยภาพ กำลังทำงานเป็นทันตแพทย์ ที่แม้เพิ่งกลับมาทำงานได้ไม่ถึงปี (หลังจากวางมือไปร่วม 3 ปี) ฝีมือก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนกลับมาอยู่ในระดับยอดฝีมือ และ สามารถทำงานที่ยากกว่าระดับตนเองประมาณหนึ่งได้ (เช่น อุดฟันยากๆในมุมที่ลึกที่สุด ที่ต้องใช้ทักษะทั้งการมองกลับด้านผ่านกระจก และ มือที่แม่นยำตลอดการรักษา) แถมยังมีความรู้เรื่องการลงทุนในระดับสากล มีความรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม รู้จักใช้เงินในสิ่งที่มีประโยชน์ รวมถึงสามารถหาความรู้แขนงอื่นๆศึกษาด้วยตนเองได้ นับว่าช่วงที่ลาออกมาหาความรู้ ค้นหาตัวเอง ก็เป็นช่วงที่คุ้มมากๆช่วงหนึ่งในชีวิตเขาเลย

จบเรื่องราวในอดีตไว้ก่อนเพียงเท่านี้ ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องราวในปัจจุบัน