บันทึกการหัดขึ่มอเตอร์ไซค์
2026-04-13 ใน Motorcycleมอเตอร์ไซค์มีเกียร์
- เกียร์ 1 กดลงสุด ใช้ตอนออกตัว เวลาออกตัวไม่ต้องเบิ้ลเครื่อง แรกๆลองหาจังหวะคลัทช์ก่อน โดยการค่อยๆปล่อยคลัทช์โดยที่เครื่องไม่ดับ สำหรับ CBR เราสามารถค่อยๆปล่อยคลัทช์ให้รถไหลออกตัวได้โดยไม่ต้องเดินคันเร่งเลย พอจับจังหวะได้ เวลาขี่ออกตัวปกติก็เดินคันเร่งช่วยนิดนึง
- พอรถไหลไปได้สักพัก งัดขึ้นแรงนิดนึง เพื่อเข้าเกียร์ 2 ถ้างัดเบาๆ จะเข้าเกียร์ว่างแทน เกียร์ว่างอยู่ระหว่างเกียร 1 กับเกียร์ 2 ถ้าอยู่เกียร์ 2 จะเข้าเกียร์ว่างก็กดลงเบาๆ ถ้ากดแรงจะลงไปเกียร์ 1
- ใช้เกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็วและรอบเครื่อง ถ้าเริ่มลดความเร็วลง ก็เปลี่ยนเกียร์ลงด้วย เกียร์สูงความเร็วต่ำเดี๋ยวดับ
- ตอนหัดใหม่ๆ อย่าเพิ่งไปพะวงกับเกียร์ครับ ฟังเสียงเครื่องเอา ถ้าเสียงเครื่องเริ่มดังก็งัดเกียร์เพิ่มเข้าไป
- เวลาหัด ก็หาที่ว่างๆหัด วนไป วนมาเปลี่ยนเกียร์ให้คล่อง เดี๋ยวก็เป็น https://pantip.com/topic/40308420
ฝึกทักษะต่างๆให้คล่องจนหลับตาทำได้ ทำแบบใช้ไขสันหลัง(muscle memory) แล้วค่อยออกถนนจริง
2026-04-19 09:50
ฝึกใช้มอเตอรไซค์ใหม่ CB150r
หัวใจสำคัญของรถเกียร์-คลัช สำหรับทุกสถานการณ์ คือ ฝึกเปลี่ยนเกียร์ให้พริ้ว ตามความเร็วรถเสมอ ไม่ต้องท่อง ใช้ความรู้สึก สับเปลี่ยนเสมอ ไม่แช่เกียร์ใดเกียร์หนึ่ง ไม่มีเกียร์ใดที่สมบูรณ์สำหรับทุกสถานการณ์ ขับแบบนี้จะสนุกเหมือนเกียร์ auto หลักๆคือ...
- ถ้ารู้สึกรถหนึด หน่วง ให้สับไปเกียร์สูงขึ้น
- ถ้ารู้สึกรถเริ่มกระตุก เครื่องยนต์สำลัก ให้สับไปเกียร์ต่ำลง
- ถ้ารู้สึกรถกระชาก ให้สับไปเกียร์สูงขึ้น
- ถ้ากำลังจะเบรค แต่รถไหลเร็วไป ให้ตบเกียร์ลง
- ถ้ารถรู้สึกเร่งไม่ไป ให้ลงมาเกียร์ต่ำลง ถ้าเร่งแล้วรู้สึกว่าความเร็วมันอั้นๆ แม้เครื่องยนต์เสียงดังแล้ว ให้ไปเกียร์สูงขึ้น
จับแฮนด์หลวมๆเสมอ โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง ห้ามทิ้งน้ำหนักตัวบนแฮนด์ หรือทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างหลังและดึงแฮนด์ไว้
- บางทีอาจต้องเอนตัวมาข้างหน้าช่วยด้วย
ออกตัว, เตรียมจอด หยุดรถ ใช้ เกียร์ 1
- ฝึกออกตัวยเกียร์ 1
- ขณะออกตัว มองว่าคลัช คือกล่องปล่อยพลังงาน คันเร่งมือขวาคือ ที่สร้างพลังงาน ซึ่งพลังงานที่สร้างจากมือขวา จะถูกกักและควบคุมการปล่อย ด้วยกล่องปล่อยพลังงานในมือซ้ายอีกที
- ฝึกออกตัวซ้ำๆ จนสมองจำระยะ friction zone ของคลัชได้
- ฝึกออกตัวตอนขึ้นเนิน จะทำให้ออกตัวได้เก่งยิ่งขึ้น และ จังหวะปล่อยตัวคมมากยิ่งขึ้น
- ฝึกให้รถขยับทีละนิด โดยที่เท้าไม่แตะพื้นก็เป็นการฝึกที่ดีเช่นกัน จะทำให้เรารู้จักรถ และควบคุมได้ดีขึ้นมากๆ
- ขณะหยุดรถใช้เกียร์ 1 โดยส่วนตัวจัดให้อยู่ในกลุ่มเกียร์จอดเช่นกัน แต่ต่างจากเกียร์ N คือ จะเป็นการจอดโดยที่ยังเตรียมพร้อมสำหรับการออกตัว ส่วนเกียร์ N ใช้ตอนจะจอดแบบนานๆ
สำหรับจราจรความเร็วต่ำ ใช้เกียร์ 1-2
- จริงๆที่เราเข้าใจว่ารถช้า ในเกียร์ 1-2 แท้จริงแล้วนับว่าเร็วกว่า fazzio เกือบเท่าตัว
- มีวิธีคุมรถที่ความเร็วต่ำไม่ให้กระชาก และรถไม่ดับ คือ เปิดคันเร่งเบาๆ โดยที่ปล่อยคลัชไม่สุด โดยคาไว้ใน friction zone แล้วไปคุมกำลังส่งจากคลัชแทน
- ขับในซอยช้าๆ ที่ต้องมีการหยุด, ออกตัว, ไหลไปช้าๆ สลับกันบ่อยๆ ให้ใช้เกียร์ 1-2 จะเหมาะสมที่สุด การใช้เกียร์ 3-4 ไม่ practical เพราะ หากใช้เกียร์สูง เสี่ยงเครื่องจะดับง่ายมาก เวลาต้องลดความเร็วกระทันหัน หรือ หากไม่ดับ ก็ต้องตบเกียร์รัวๆจนเหนื่อย
- ส่วนใหญ่จะใช้เกียร์ 2 ที่ Rev 3000-4000 rpm ซึ่งถือว่าเหมาะสม และ ประหยัดน้ำมันที่สุดแล้ว และหากรถจะหยุดก็ บีบคลัช แล้วตบลงมาเกียร์ 1 ได้อย่างรวดเร็ว และจะออกตัวใหม่(หลังจากหยุดไปแว๊บเดียว ตามประสาจราจรติดขัด) ก็ออกตัวในเกียร์ 1 ได้ทันที ซึ่งหากใช้ เกียร์3-4 กว่าจะตบเกียร์ลงมาเกียร์ 1 ตอนจอด จะใช้เวลาและแรงกระทืบเกียร์ ซึ่งทำให้เสียจังหวะและการทรงตัวได้ง่าย และบางทีตบลงมาถึงแค่เกียร์ 2 ก็ต้องออกตัวแล้ว ซึ่งจะออกตัวยากกว่าเกียร์ 1 มาก(ไม่ practical โดยเฉพาะมือใหม่ หรือ คนชำนาญแล้วก็ยังไม่อยากใช้เกียร์ 2 ออกตัวเพราะเครื่องจะสึกหรอง่าย)
AIแต่ถ้าชำนาญแล้ว เกียร์ 3 ก็จัดว่าพอใช้ได้ ในตอนไหลไปกับการจราจร ซึ่งจะประหยัดน้ำมัน และเครื่องยนต์ทำงานในรอบเบาขึ้น(ความร้อนน้อยลง) แต่ต้องไม่ลืมตบเกียร์ลงมาเร็วๆ หรือ บีบคลัช แล้วตบมาเกียร์1 เร็วๆ ตอนจะจอด ถ้ามือใหม่จะเสี่ยงดับ- ส่วนเกียร์ 1 ใช้ตอนชะลอเตรียมจอด, คาไว้ขณะจอดเพื่อเตรียมออกตัว หรือ ออกตัว ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ขับบนถนนทั่วไป
- ฟังเสียงเครื่องยนต์
- เร่งความเร็ว: ถ้ามันเริ่มรู้สึกอืดและส่งเสียงดังแล้ว แต่ความเร็วไม่เพิ่ม แสดงว่า เรามาถึงจุดที่เครื่องยนต์ไม่ effective แล้ว ต้องเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นได้แล้ว
- ชะลอ? ถ้าความเร็วต่ำเกินไป แต่คาเกียร์สูงไว้ เครื่องยนต์จะสำลัก ให้ตบเกียร์ต่ำลงมา จนเครื่องยนต์หายสำลัก
ฝึกกลับรถ
- หาลานโล่งฝึก ฝึกเลี้ยวโดยใช้เกียร์ 1 โดยเปิดคันเร่งเบาๆ และ สลับกับการค่อยๆบีบ-ปล่อยคลัชในโค้งไปเรื่อยๆ จนใช้ระยะคลัชได้อย่างเหมาะสมในการควบคุมกำลังส่งจากการเปิดคันเร่ง ที่ความเร็วต่ำ
- การ counterbalancing ใช้ได้ดีมาก ตอนกลับรถ นั่งมาที่สันเบาะของฝั่งตรงข้ามที่จะเลี้ยว และกดแฮนด์รถฝั่งที่จะเลี้ยวลงด้วย(และหักสุดได้เลย) อาจโน้มตัวไปข้างหน้าเพิ่มเพิ่มแรงเกาะของล้อหน้า
AIThe Rear Brake Secret: เทคนิคที่ชัวร์กว่าคือการใช้ เกียร์ 1 + เติมคันเร่งค้างไว้เล็กน้อย + เลียเบรกหลัง (Rear Brake Dragging) วิธีนี้จะสร้างแรงดึง (Tension) ในระบบขับเคลื่อน ทำให้รถนิ่งเหมือนมีแรงดึงจากด้านหลังตลอดเวลา และคุมความเร็วได้ละเอียดกว่าการปล่อยไหลเฉยๆ ครับ = เบรคหลังช่วยให้รถหนึดขึ้น- ชีวิตจริง, ตัวอย่าง2(อธิบายดีมาก) คือ ใช้เกียร์1 ออกตัว เติมคันเร่ง 1 ครั้ง ให้รถไปข้างหน้าตรงๆเล็กน้อย แล้วค่อยๆหักเลี้ยว ตอนอยู่ในโค้งก็ปล่อยคันเร่ง ไม่เติมคันเร่ง หรือคาคันเร่งแบบเบามากๆเพื่อล๊อคความเร็วรถไว้ในเกียร์ จะไม่กระชาก(แต่เกียร์ 1 จะกระชากมาก ต้องฝึกให้ชำนาญ)
- ศีรษะมองข้ามไหล่ไปในเป้าหมาย-ทิศทางที่จะเลี้ยว(ควบคุมรถแบบไม่ต้องมองแฮนด์ ใช้ความรู้สึกติดตามเครื่องยนต์และอาการรถ ช่วยให้ vision ดีขึ้น) จะเกิดสมดุลการควบคุมอย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัย ไม่จำเป็นและไม่ควรที่จะก้มมองพื้นหรือล้อตัวเอง เพราะนอกจากจะไม่เห็นรถข้างหน้าแล้ว ยังอาจเสียการทรงตัวได้ง่าย จากท่าทางและมุมมองที่ไม่เหมาะสม
- ขณะ u-turn ขาจะแตะพื้นก็ได้(ใครห้าม?) ไม่ผิดกฏ และปลอดภัย อาจจะลากเท้าขวา ไปกับรถที่ปล่อยไหลช้าๆในเกียร์ 1 เพื่อวัดระยะเอียง หรือ จะหย่อนเท้าขวาไว้รอช่วยพยุง-ถีบพื้นในบางจังหวะก็ได้ แต่การแตะพื้นจะค่อยๆลดลงเมื่อเราชินกับน้ำหนักและสมดุลรถมากขึ้น
- ไม่ใช้เกียร์ 2 ใน u-turn เพราะ หากตอน u-turn ต้องหยุดกลางคัน(รถติด) การจะออกตัวใหม่ในเกียร์ 2 ขณะที่ล้อกำลังหักเลี้ยว หรือ รถไม่ตั้งตรง เสี่ยงเครื่องจะดับและล้มแปะมากที่สุด เพราะ เพียงแค่เติมคันเร่งน้อยไป หรือ ปล่อยคลัชผิดจังหวะ ก็กระตุกดับทันที และแรงกระตุกบนรถหนักร้อยกว่ากก. ที่ล้อหน้ากำลังหักเลี้ยวหรือรถกำลังเอนอยู่ จะดึงรถให้เสียศูนย์ได้ทันที
- มีวิธีคุมรถที่ความเร็วต่ำไม่ให้กระชาก และรถไม่ดับ คือ เปิดคันเร่งเบาๆ โดยที่ปล่อยคลัชไม่สุด โดยคาไว้ใน friction zone แล้วไปคุมกำลังส่งจากคลัชแทน คลิปที่ดีอื่นๆ
- https://www.youtube.com/watch?v=2MmLldIRfKU
- https://www.youtube.com/watch?v=cM4YrRjKVUc
- https://www.youtube.com/watch?v=cM4YrRjKVUc
- https://www.youtube.com/watch?v=VFZoZLMZGqQ
เทคนิคการเลี้ยว
- counter balancing ใช้การเลี้ยวในที่แคบ ความเร็วต่ำ(เช่น กลับรถ) เพราะ สามารถหักแฮนด์ได้สุดที่ความเร็วต่ำโดยไม่ล้ม(แต่ที่ความเร็วสูง = อันตราย เสี่ยงลื่นไถล เพราะ รถจะเอนมาก ยิ่งเอนรถมากที่ความเร็วสูง ยางจะทำงานหนักมาก เสี่ยงที่ยางจะเกาะไม่ได้)
- Cornering with Body steering การโหนตัว เอนไปพร้อมกับตัวรถ(lean with) ใช้ในการเลี้ยวในโค้งกว้าง ที่ความเร็วสูง เพราะ การโหนตัว ช่วยลดจุด CoM ให้ต่ำลง และรถตั้งตรงขึ้น(ลดการเอนลงได้) ยางทำงานได้ดีขึ้น(ลดภาระของยาง) ปลอดภัยกว่า(แต่ที่ความเร็วต่ำ = ไม่ช่วยให้วงเลี้ยวแคบลง และเสี่ยงความเร็วไม่พอและจะล้มแทน)
- มีสองกรณีที่จะทำให้รถตั้งตรงขึ้น คือ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง(ก้มให้มาก) เป็นวิธีหลัก และ วิธีเสริม(ช่วยได้อีกนิดหน่อย) คือ ย้ายจุดศูนย์ถ่วงเข้าไปด้านในโค้ง(โหนตัว) เพื่อ counteract กับแรงหนีศูนย์กลาง
- นอกจากนี้การลดความเร็ว(แต่ห้ามเบรคหนักในโค้ง เบรคได้แค่เบาๆ เพื่อถ่ายน้ำหนักไปล้อหน้า จะเกาะถนนและคุมรถในโค้งได้ดีขึ้น) ก็เป็นหนึ่งในอีกวิธีที่ทำให้รถตั้งตรงมากขึ้น หรือ รัศมีความโค้งลดลงได้
เทคนิคสำหรับจัดท่าทางตอนเอนตัวในโค้ง
- การ cornering ในรถมีถังนำมัน ให้ทำความรู้สึกเหมือนกำลังกอดเสาขนาดเท่าถังน้ำมัน โดยเอนหมุนเอวไปรอบถังน้ำมันไปฝั่งด้านในโค้ง และโน้มตัวต่ำลงไปข้างหน้า(ระดับสายตาอยู่เหนือกระจก) เหมือนกำลังจะกอดถังน้ำมัน จะช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรถมากขึ้น
- แต่เป็นการกอดแบบหลวมๆ ที่พร้อมจะปรับท่าทางให้สมดุลกับโค้งได้ตลอดเวลา และที่สำคัญจับแฮนด์เพียงแค่ "ประคอง" ห้ามเกร็งแขน ฝืนแฮนด์เด็ดขาด
- ส่วนเรื่องการคุม handle bar ก็ countersteering ตามปกติ
- ตอนเข้าโค้งให้ค่อยๆลดความเร็ว ด้วยการ Trailing brake เบาๆ หรือใช้ engine brake เบาๆให้เกิดความหน่วง แรงเฉี่อยที่หลงเหลือเมื่อเจอกับความหน่วง จะกลายเป็นแรงกดลงที่ล้อหน้า(น้ำหนักถ่ายลงล้อหน้า) ซึ่งจะทำให้ล้อหน้าเกาะถนนและควบคุมรถในโค้งได้ดีขึ้น จนถึง apex(ยอดโค้ง) รถจะมีความเร็วต่ำสุดและองศาการเอนสูงสุด และพอออกจาก apex ก็ค่อยๆเร่งความเร็ว(ค่อยๆเปิดคันเร่งให้สัมพันธ์กับองศาลดที่ค่อยๆตั้งตรงขึ้น)
- ห้ามเร่งความเร็วขณะที่รถยังไม่พ้น apex (กำลังจะเอนมากขึ้นๆ)เป็นอันขาด เพราะ เมื่อเร่งความเร็ว น้ำหนักจะถ่ายไปที่ล้อหลังมากขึ้นแทน และจะทำให้แรงกดที่ล้อหน้าลดลง เมื่อต่างกันมากๆจนแรงจับถนนของล้อหน้าน้อยกว่าล้อหลัง รถมีโอกาสล้มและไถลในโค้งได้เลย
- ตอนลดความเร็วก่อนถึง apex แนะนำให้ใช้ trailing brake มากกว่า เพราะ engine brake นั้นคล้ายๆกับเบรคหลังมาก ถ้าลดเกียร์ลงเยอะ ยิ่งเหมือนเบรคหลังหนัก เสี่ยงที่ท้ายจะสะบัด(ถ้าจะใช้ engine brake ไม่ต้องลดเกียร์ แค่ปล่อยคันเร่งลงเฉยๆ)
ออกตัวให้เร็ว
- ตอนออกตัว ให้เติมคันเร่งเบาๆใน friction zone(ตอนรถเริ่มขยับ)
- ออกต้วยเกียร์ 1(แรงบิดดี แต่ไม่เร็ว จะรู้สึกความเร็วถูกอั้นไว้) แล้วรีบตบขึ้นไปเกียร์ 2(แรงบิดยังดีพอควร อัตราเร่งเร็วขึ้นมาก) และ ไปเกียร์3,4.. ตามความเหมาะสม
การเบรคให้มีประสิทธิภาพ การเบรคหนักๆ และลดความเร็วกระทันหัน
- ใช้ engine brake, front & rear brake ร่วมกันเสมอ จะมีประสิทธิภาพสูงสุด
- engine brake ไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอ เพราะ เป็นเพียงการอาศัยความเป็นสูญญากาศในระบบลูกสูบ ขณะไม่ได้จุดระเบิด ทำให้เกิดความหน่วงไปที่ล้อเท่านั้น เครื่องยนต์ไม่ได้สึกหรอแต่อย่างใด
- คลัชไม่ได้สึกเร็ว คลัชจะสึกเร็วก็ต่อเมื่อ มี "ความต่างของความเร็ว" ระหว่างการหมุนที่แผ่นคลัช กับแผ่นเหล็กที่ไปจับ ซึ่งจะเกิดเมื่อเราปล่อยคลัชช้าๆ เลียคลัชที่ความเร็วต่ำๆ การใช้คลัชเพื่อลดเกียร์ ไม่ได้ทำให้อายุการใช้งานลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
- นอกจากนี้ หากเราฝึกเบิ้ลเครื่อง ขณะกำลังปล่อยคลัชเพื่อลดเกียร์ จะทำให้ความเร็วรอบของแผ่นคลัชใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ จะช่วยลดการกระชากของล้อหลัง และ ลดการสึกหรอของแผ่นคลัชได้ด้วย
- ข้อควรระวังในการใช้ engine brake มีเพียงการเกิดเครื่องยนต์รอบเกิน(Over rev) ขณะลดเกียร์ด้วยอัตราทดต่างกันมากเกินไป ทำให้เกินรอบเครื่องยนต์จะรับไหว วาล์วหรือชิ้นส่วนภายในอาจเสียหายได้ แนะนำให้ค่อยๆลดทีละเกียร์ลงมาเรื่อยๆ จนถึงความเร็วที่ใช้เบรคหน้าหยุดได้ง่ายๆ
- คลัชไม่ได้สึกเร็ว คลัชจะสึกเร็วก็ต่อเมื่อ มี "ความต่างของความเร็ว" ระหว่างการหมุนที่แผ่นคลัช กับแผ่นเหล็กที่ไปจับ ซึ่งจะเกิดเมื่อเราปล่อยคลัชช้าๆ เลียคลัชที่ความเร็วต่ำๆ การใช้คลัชเพื่อลดเกียร์ ไม่ได้ทำให้อายุการใช้งานลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
- engine brake ไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอ เพราะ เป็นเพียงการอาศัยความเป็นสูญญากาศในระบบลูกสูบ ขณะไม่ได้จุดระเบิด ทำให้เกิดความหน่วงไปที่ล้อเท่านั้น เครื่องยนต์ไม่ได้สึกหรอแต่อย่างใด
Slow is smooth, Smooth is fast, not the one who always goes with the fastest speed
- อ่านสถานการณ์ล่วงหน้าบนถนนเสมอ
- การขับเน้นทักษะ ไม่ใช่การขับให้เร็ว
- ขับเร็วเกินทักษะที่มี = อันตรายและเครียด ให้ขับในความเร็วที่ตนเองรู้สึกว่า ทักษะของตนยังควบคุมรถได้หากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน