August, 2026
2026-08-10 ใน Wildflowers2026-08-10 06:36
- การคิดแทนคนอื่น เป็นอะไรที่ใช้พลังสมองสูงมาก โอกาสถูกต้องต่ำ เพราะ เราไม่รู้ว่าข้อมูลในชีวิตผู้อื่นมีอะไรบ้าง มีอะไรที่เรายังไม่รู้ เราควรทำเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่คาดหวังผลลัพธ์ใดๆ ว่าเขาจะต้องทำตามเราบอก สุดท้ายคือการสะสมเหตุปัจจัยของเขาที่ผ่านมาเอง
- บางคนแม้ไม่เคยได้รับความรักฉาบฉวยจากคนรอบข้าง แต่ก็สะสมปัจจัยในการเห็นความรักที่ซ่อนอยู่ ที่พร้อมจะมอบความรักเป็น กลายผู้เสียสละให้ผู้อื่น
- บางคนแม้จะได้รับความรักความเอ็นดูจากคนรอบข้าง แต่ก็สะสมปัจจัยในการเป็นคนเหลวไหล และกลายเป็นผู้สร้างความทุกข์ให้ตนเองและคนรอบข้าง
2026-08-15 16:02
- เราไม่สามารถคิด หรือพลิกมุมมองความคิด หรือเกิดปัญญาในชีวิต ด้วยเพียง แค่อาศัยการนั่งจินตนาการสิ่งต่างๆโดยปราศจากการเห็นตัวอย่างจริงในโลกกว้างได้ แต่เรามีอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ต้องออกไปสัมผัสทุกสิ่งด้วยตนเองเสมอไป คือ การเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ ที่บันทึกประสบการณ์ที่ตกผลึกมาแล้วของผู้อื่น
- เราไม่สามารถคิด จินตนาการ หรือวางแผนชีวิต ไปได้ไกลกว่าวิสัยทัศน์ที่เรามองเห็นหรือสิ่งที่เราพอจะเอื้อมถึง แต่เราสามารถขยายขอบเขตของวิสัยทัศน์ได้ด้วยการอ่าน การอ่านจะทำให้เราเห็นโลกกว้าง เห็นความซับซ้อนแต่เรียบง่ายในชีวิตที่ซ่อนอยู่ได้มากขึ้นๆ
2026-08-21 07:30
Hydrocolloid bandage(หนังเทียม)
- wound dressing บริเวณข้อพับ ให้แปะ bandage ตอน skin หย่อน(หนังย่น ไม่ตึง) แล้วพอ skin ตึง จะเกิดแรงกดแผลเล็กน้อยทำให้แนบสนิทดีกว่า
- เช่น แผลถลอกที่เข่า ถ้าแปะ bandage ไว้ตอนเหยียดเข่าตรง (หนังที่เข่าจะหย่อน) -> พอมี activity ที่ต้องงอเข่า หนังที่เข่าจะตึง และ bandage จะตึงมีแรงกดแผลเล็กน้อยอย่างเหมาะสม(firm) ช่วย healing ดีกว่าการที่ bandage หย่อนจากแผล เกิดเป็น void ขนาดใหญ่ ให้น้ำเหลืองออกมาขัง
- ถ้าแผลใหญ่ สามารถแปะหลายๆแผ่นผสานกันได้ มันจะสามารถยึดติดกันได้แน่นเหมือนเป็นเนื้อเดียว อาจติดเหลื่อมกันสัก 1 cm ก็เพียงพอที่จะยึดได้แข็งแรง
- ขอบควรกว้างกว่าแผล สัก 2 ซม ถ้าตรงไหนเริ่มมีน้ำเหลืองซึมจากแผลและใกล้รั่ว ตัดส่วนหนึ่งมาแปะเพื่อขยายเพิ่มได้
- วัสดุแม้จะเป็น Hydrocolloid แต่ถ้ามีกาวยึดในตัว ไม่ควรแปะลงบนแผลสดที่เกิดบริเวณรอยย่นโดยตรง เพราะ ทุกครั้งที่ขยับ hydrocolloid จะต้องบิดรูปตัวเอง จะเจ็บทุกครั้งที่เคลื่อนไหว และรบกวนการหายของแผล ควรใช้ Hydrocolloid หรือ foam dressing แบบที่มีเทปกันน้ำรอบนอกแทน
- จริงๆที่เจ็บอาจไม่ได้เกิดจากการที่แผ่น hydrocolloid บิดตัวเวลาเคลื่อนไหวเสมอไป แต่สามารถเกิดได้จากการที่แผลยังอักเสบอยู่เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าครบ 1 สัปดาห์ แผลหายอักเสบ การตอน Hydrocolloid ที่เข่า แม้ว่าจะมีการบิดตัวตอนเคลื่อนไหว ก็ไม่เจ็บแล้ว
- อีกกรณี ที่จะทำให้เจ็บแผลได้คือ การที่ผ้าก๊อซติดกับแผลสด โดยเฉพาะเวลาที่น้ำเหลืองแห้ง ทางป้องกันคือ ใช้วาสลีน(Sterile) ทาเคลือบแผลสดก่อนเอาก๊อซลง หรือ เอาตาข่ายขี้ผึ้งพาราฟิน ลงก่อนชั้นแรก
- การแต่งแผลโดยใช้ Hydrocolloid patch ร่วมกับการติดขอบด้วยเทปบางกันน้ำ(ยืดหยุ่นพิเศษ) เป็นวิธีหนึ่งที่ดีมาก เพราะ hydrocolloid แม้ว่าจะติดแนบกับผิวอย่างอ่อนโยนด้วยตัวมันเอง แต่จะมีจุดอ่อนที่ขอบเผยอได้ง่าย ทำให้ติดได้ไม่ทนทาน การมีเทปกันน้ำแปะอีกทำให้สะดวกขึ้นมาก
- แผลวันที่ 7 ความเจ็บลดฮวบเหลือ เพียง 10-20% ของ 5-6 วันแรกแฮะ เหมือนช่วงการอักเสบผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีน้ำเหลืองออกจากแผลแล้ว
- เหมือนน้ำเหลืองเกิดจากการทำลายเชื้อโรคของ neutrophil และ macrophage ในช่วงแรกของการอักเสบ(3-7 วัน ตามขนาดแผล) ซึ่งผลข้างเคียงคือเจ็บปวดบริเวณแผล พอแผลเริ่มมีการสร้าง collagen มาปิด จนเชื้อโรคไม่เข้า ก็ไม่เกิดการอักเสบรุนแรงอีก(ความเจ็บหายไปเหลือแค่ 10-20%)
สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะไม่ได้ออกกำลังกาย
- ข้อดี
- ไม่มี ตอนแรกคิดว่าลองให้ร่างกายได้พักบ้าง น่าจะมีอะไรดีขึ้น แต่ปรากฏว่าก็เฉยๆ ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แสดงว่าความเข้มข้นในตารางการออกกำลังกายเดิม เหมาะสมดีแล้ว
- เสพติดในการฟังเพลงน้อยลง อาจเพราะ ปกติจะวิ่งตอนเช้าและฟังเพลงไปด้วย ทีนี้พอไม่ได้วิ่ง ก็ไม่ได้ฟังเพลงในตอนเช้า ทำให้ระหว่างวัน ไม่ได้โหยหาเสียงเพลง
- ข้อเสีย
- HRV ตก
- Routine ย่อยๆ เริ่มไม่ได้ทำ ถูกละเลย รู้สึกขึ้เกียจ ไม่มีพลังการควบคุมตนเองและความกระฉับกระเฉงมากพอที่จะทำทุกอย่างได้ครบ
- พอไม่ได้ขยับ ก็ไม่กระฉับกระเฉง ไม่เกิดความคิดสังเคราะห์ไอเดียใหม่ๆเท่าไหร่
- พอผ่านไป 1 สัปดาห์ ในวันที่ 8 พบว่าฝีมือตก, ultrafine handskill เริ่มหายไป, Hyperfocus ก็หายไป
- เหมือนพอเราไม่ได้วิ่ง เราก็จะเริ่มขาด Catecolamine ซึ่งปกติเราสมาธิสั้น เราเลยมีสารนี้น้อยกว่าคนปกติ
- แนวทางการแก้ไขคือ เอา Catecolamine กลับมา ด้วยการ Fasting ในตอนเช้า(ตอนทำงานที่ต้องใช้สมาธิ) และกินอาหารในตอนเย็น
- การ Fasting ทำให้มีการหลั่ง adrenarine, dopamine ระหว่างวันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อสมาธิ, การโฟกัส และ fine motor control ช่วยพยุงการทำงาน และ โฟกัสลึกได้ง่ายขึ้น
- ดีกว่าการใช้ Caffeine เพราะ ไม่มี withdrawal effect ซึ่งเกิดใน caffeine ได้ง่ายมาก
- อาจเดินบริหารร่างกายในตอนเช้าบ้าง(เดินจงกรม) สัก 30 นาที ก็จะช่วยให้สมาธิดีขึ้นไปอีก
2026-08-21 07:38
กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เราเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์ ไม่ควรใช้พลังศรัทธาหรือความเชื่อใจเป็นรากฐาน เพราะ หลายๆครั้ง เรามักจะคิดด้วยความลำเอียง อคติ กับคนๆหนึ่ง เช่น ว่าเขาพูดดีกับเรา แม้ว่าเขาก็ไม่น่าจะหลอกใช้ประโยชน์จากเรา เป็นต้น ทั้งๆที่ความเป็นจริง เขาอาจจะไม่ได้ แต่สิ่งที่เหมาะสม คือ กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม คือ ทุกฝ่ายควรจะได้ประโยชน์จากกันและกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องใช้พลังศรัทธาในความสัมพันธ์(จนเหนื่อย) ให้ลองพิจารณาดีๆ ในความสัมพันธ์ต่างๆ ว่า อย่างน้อยๆ เมื่อเราทำประโยชน์ให้เขาแล้ว อย่างน้อยๆ เราควรสามารถทำประโยชน์ตนได้ด้วย อย่าให้เขามาล่วงล้ำประโยชน์ของเรา ในความสัมพันธ์ อย่าใช้ความรู้สึกเป็นหลัก เพราะ ความรู้สึก มักจะนำมาซึ่งความไม่สมดุล (ไม่ว่าเราจะยอมเสียเปรียบให้เขา หรือ เขายอมเสียเปรียบให้เรา ซึ่งจะนำมาสู่การแตกหักในระยะยาว) แต่หากเราใช้กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมเสมอ จะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยที่ไม่มีได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบใคร
- การ Fasting ทำให้มีการหลั่ง adrenarine, dopamine ระหว่างวันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อสมาธิ, การโฟกัส และ fine motor control ช่วยพยุงการทำงาน และ โฟกัสลึกได้ง่ายขึ้น
วันนี้ลองทำสมาธิ ตอนอ่านหนังสือไม่ได้ พอทำเสร็จก็อ่านหนังสือได้ดีเลย
- วันนี้หลังทำเคสคนไข้เสร็จ ก็รู้สึกเหนื่อยล้า เลยนั่งหลับตา จับกับลมหายใจแผ่วๆ อยู่กับความรู้สึกว่างๆ โล่งๆ ไปเรื่อยๆ มันจะหลับก็ให้มันเผลอหลับไป พอทำเสร็จรู้สึกสว่างขึ้น รู้สึกเหมือนมีออร่าที่ผิว(อาจจะเป็นเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า เลยทำให้รู้สึกสว่าง) และกลับมามาสติ สมาธิ จดจ่อ อ่านหนังสือได้ดี
- แต่มันจะติดความรู้สึกเซื่องซึมหน่อยๆด้วย ไม่ได้แจ่มใสอย่างเดียวแบบฌาณ
2026-08-22 05:11
- บริหารความสุข มาใช้เป็นพลัง ถ้าเราทำได้จะทำให้การจัดตารางเวลาอ่านหนังสือ หรือทำงานดีขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่ทำแบบ robot ไร้อารมณ์
กองทุนบี เพื่อการเกษียณก่อนวัยอันควร
-
หลักการคือ เทรดทองคำ
- อ่านข่าว Reuters วันเว้นวัน
- ดูกราฟ TF day-week-month เท่านั้น ห้ามดูลงไปใน intraday(4h, 1h ,15min, 5min)
- เพราะ TF ที่ใหญ่มากพอ จะตัด noise จากการสุ่มไม่แน่ใจของตลาดออกไปได้ทั้งหมด เหลือเป็นกลุ่มแท่งเทียนชัดๆ ตามแนวรับ-ต้าน ทำให้ไม่ถูกตลาดหลอกจนเกิด overtrade และมีเวลาตัดสินใจหรือ hold ตามกลยุทธ์
- เปิด order แบบหุ้น คือ DCA ทีละน้อย week ละครั้ง เปิดในจุดที่คิดว่าได้ราคาดีใน week นั้น
- คุมความเสี่ยงทั้งหมดให้ไม่เกิน 5% อยู่เสมอ
-
ตกผลึกจากหนังสือ
- The Art of currency trading ของ
- Technical analysis ของ John Murphy
- ตำรา Financial market and institution เล่มใดก็ได้ที่ถูกจริต(เพื่อให้อ่าน Reuters เข้าใจมากขึ้น)
บันทึกการเซ็ตอัพ native development environment ใน Android tablet ด้วย Termux และ Code-server
- การติดตั้ง VS code ใน Android และ set up native development environment https://www.youtube.com/watch?v=Fr171RhEx4g
- ฟิล์มด้าน ทำให้อ่านได้ง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว สายตาสามารถโฟกัสที่ข้อความได้ทันที เหมือนกับว่าชั้นผิวของฟิล์มด้าน เป็นที่ที่แสงจะสะท้อนและถูกกักไว้ให้ปรากฏบนผิวพอดี(เหมือนฉากรับของ projector) ทำให้สายตาโฟกัสในระนาบที่ภาพปรากฏได้ง่าย แต่ถ้าเป็นฟิล์มใส เหมือนสายตาจะต้องพยายามแยกโฟกัสผ่านชั้นใสๆ ไปที่ข้อความ(แม้จะไม่มีแสงสะท้อน) จะอ่านยากกว่าฟิล์มด้าน เพราะชั้นกระจกใส มีความลึกหลายระดับทำให้โฟกัสยากกว่า สายตาล้าง่ายกว่า
ติดตั้ง VS code ใน Android Tablet
เดี๋ยวนี้ Tablet มีพลังการประมวลผลที่ดีขึ้น และหน้าจอส่วนใหญ่ ในรุ่นระดับกลางก็เป็นจอ 2.5-3.5k แล้ว ให้ความละเอียดชัดอย่างกับโรงพิมพ์เหมือนกระดาษจริง ทำให้อ่านข้อความเยอะๆ(เช่น code) ง่ายขึ้นกว่าอ่านบน Laptop ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นจอ FHD+มาก(อนาคต laptop ก็น่าจะมีจอความละเอียดสูงมากขึ้นๆแหละ)
ดังนั้น ถ้าเราสามารถ dev เล็กๆน้อยๆ (เช่น ฝึกเขียนโปรแกรม ที่ไม่ได้ต้องการพลังประมวลผลสูง) บนอุปกรณ์ที่พกพาง่าย บางรุ่นกันน้ำ น้ำหนักเบา และ หน้าจอความละเอียดสูง ราคาไม่แพงได้ ชีวิตคงจะดีมาก (โดยส่วนตัวในปี 2026 ใช้ Lenovo idea tab pro 2 ข้อดีคือ จอ 3.5k 13"[ความละเอียด 300 ppi - ระดับโรงพิมพ์] กันน้ำ ใส่ SD card เพิ่มได้ แต่ข้อเสียคือ RAM 8gb อาจน้อยไปนิด ทำให้เวลาสลับหน้าต่าง App ไปมา จะโหลดช้าหน่อย แต่พอรับได้สำหรับการ dev เล็กน้อยๆ และแก้ขัดได้ด้วย ram expansion ใน android setting)
ซึ่งในปัจจุบัน พบว่าเราสามารถทำได้แล้ว ด้วยการติดตั้ง Termux ซึ่งเป็นแอพ Linux Terminal บน android แล้วติดตั้ง Code-server ซึ่งเป็น VS-code ที่ทำงานแบบ native บน Browser รวมถึง complier ภาษาใดๆที่เราต้องการ ก็ติดตั้งจาก Termux ได้เลย
เนื้อหามาจากคลิปนี้เลย https://www.youtube.com/watch?v=Fr171RhEx4g แต่จะเขียนบันทึกไว้ในแบบของตัวเองแล้วกันนะ
ติดตั้ง Termux และตั้งค่า
- โหลด Termux จาก Github
- อย่าโหลดจาก Google PlayStore เพราะจะเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่สมบูรณ์
- คำสั่งตั้งค่าพื้นฐาน(พิมพ์คำสั่งเหล่านี้ ใน Termux)
termux-setup-storateตั้งค่าการอนุญาตการเข้าถึงไฟล์ต่างๆในเครื่องtermux-change-repoตั้งค่า souces ในการดาวน์โหลดไฟล์ > เลือก All mirrors
- คำสั่งติดตั้งโปรแกรมต่างๆ
pkg updateอัพเดต sources ให้ทันสมัยpkg install ชื่อโปรแกรมติดตั้งโปรแกรมที่ต้องการ ถ้ามีหลายๆโปรแกรม ก็ให้เว้นวรรคระหว่างกัน เช่นpkg install python rust clang makepkg upgradeอัพเกรดโปรแกรมให้เป็น version ล่าสุด(ต้องใช้pkg updateก่อนเสมอนะ)
- ติดตั้ง Termux repo ซึ่งเป็น sources ของ Termux เอง ที่มีความหลากหลายครบถ้วน
pkg install tur-repo
- เปิดใช้ Android Developer options โดยไปที่ Android Settings > About > กดรัวๆ ที่ Software version/Build number
- ไปที่ Developer options มักจะอยู่ที่ General setting
- เปิดใช้
Disable child process restrictionจะทำให้ Termux สามารถเปิดโปรแกรมต่างๆได้ โดยไม่ถูกจำกัดจำนวน
- กดค้างที่ icon ของ app Termux แล้วไปที่ info และ ไปที่ App battery usage > กดที่"ข้อความ" Allow background usage > เลือก
Unrestricted
ติดตั้ง VS-code
- VS code จะไม่มีเวอร์ชั่นที่เป็น app บน android โดยตรง แต่จะมีแบบ Web app สำหรับเปิดใน browser ซึ่งก็ใช้ได้เหมือนกันเทียบเท่าแบบ Native
- การติดตั้งคือ เปิด termux แล้วพิมพ์คำสั่ง
pkg install code-server - เปิด VS code ครั้งแรก พิมพ์คำสั่ง
code-server - จะมีการแจ้งรายละเอียดว่า สามารถเข้าใช้ผ่าน browser ได้ที่
http://127.0.0.1:8080(หรือจริงๆแบบง่ายๆ คือlocalhost:8080) และการเข้าใช้ จะต้องใส่ password ที่อยู่ในไฟล์/data/data/com.termux/files/home/.config/code-server/config.yaml- แต่เพื่อความสะดวก เราสามารถแก้ ให้ไม่ต้องใช้ password ได้ โดยเข้าไปแก้ที่ไฟล์ config ดังกล่าวโดยตรง โดยใช้ text-editor(ในที่นี้คือ nano) ด้วยการพิมพ์คำสั่ง
nano /data/data/com.termux/files/home/.config/code-server/config.yaml- จะเจอกับ config ประมาณนี้
bind-addr: 127.0.0.1:8080 auth: password password: 21d4a3ca5f4bac98f7bb1158 cert: false - ให้เปลี่ยนเป็น
bind-addr: 127.0.0.1:8080 auth: none cert: false
- จะเจอกับ config ประมาณนี้
- แต่เพื่อความสะดวก เราสามารถแก้ ให้ไม่ต้องใช้ password ได้ โดยเข้าไปแก้ที่ไฟล์ config ดังกล่าวโดยตรง โดยใช้ text-editor(ในที่นี้คือ nano) ด้วยการพิมพ์คำสั่ง
- การติดตั้งคือ เปิด termux แล้วพิมพ์คำสั่ง
- ทำเป็น Web App shortcut เพื่อเข้าใช้งานได้สะดวกจากหน้า Home
- ใน browser เราสามารถสร้างรูปแบบการใช้งานแบบ Web app ได้ เพื่อให้สะดวกในการเข้าใช้งาน โดยจะเปิดแบบหน้าต่างแยก และไม่มีพวก url, tab bar มากินพื้นที่
- สำหรับใน browser ตระกูล chrome ก็กดปุ่ม install app ที่ url bar ได้เลย หรือ ใน browser อื่นๆ อาจเลือก add to home
- ปัญหา autocorrection ภาษาไทยใน VS code
- มันเกิดจาก gboard กับ vs code มีระบบ autocorrection ที่ทำงานขัดแย้งกันอะไรสักอย่าง(โดยเฉพาะ Gboard ที่แม้จะสั่งปิด autocorrection สำหรับ Physical keyboard ไปหมดแล้ว แต่ก็ยังดื้อทำงานอยู่)
- ทางแก้คือ ให้เปลี่ยนมาใช้ Microsoft Swiftkey ซึ่งแม้จะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ปิด autocorrection ได้แบบเชื่อฟังกว่า
- ทั้งนี้ Swiftkey จะมีแถบ suggestion bar ที่ด้านล่างของหน้าจอ ซึ่งบังพื้นที่ UI แม้ว่าจะปิดไปเลยไม่ได้แต่ เราสามารถปรับ
Modesจาก Full ให้เป็นแบบ Float ได้ จะได้กล่อง suggestion เล็กๆ ลอยไปตามบริเวณที่ cursor แป้นพิมพ์โฟกัสอยู่ และมีความ Transparent ไม่ขัดตา
- การเปลี่ยนภาษาใน physical keyboard
- สำหรับ gboard จะใช้ Ctrl + Space bar ส่วน Swiftkey จะใช้ Ctrl + Shift
- สามารถใช้แอพ Key Mapper เพื่อทำการ remap key ได้ โดยส่วนตัวจะเปลี่ยน Grave key(`) เป็น Ctrl + Shift และ ตั้งค่าให้ Esc + Grave key กลายเป็น Grave key ปกติ
- สำหรับปุ่ม Caps lock พบว่า แม้จะ remap แล้ว ก็ยังคงติดความเป็น caps lock แก้ไม่หาย
- อีกส่วนหนึ่ง คือ ปัญหา save file ไม่ได้
- ส่วนหนึ่งคือ เพราะ ตำแหน่งเริ่มต้นของ VS code จะอยู่ที่ root ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใช้แก้ไขหรือบันทึก
- ทางแก้ไขคือ ให้สร้างหรือบันทึก project ภายใต้ folder
Storage(root > Storage ที่มีพวกโฟลเดอร์ Downloads, Pictures, Movies,...etc.) - หรืออีกทางแก้ไข คือ ใช้คำสั่ง
chmodเพื่อตั้งค่า permission โฟลเดอร์ใหม่ไปเลยchmod -R 777 your_project_folder
container tool by apple for linux
upgrade graphic card memory
2026-08-22 19:22
- อ่านบทความเก่าๆ บางทีก็อ่านไปยิ้มไป ในตอนนี้ยังไม่มีใครคุยกับเราได้อรรถรสเท่าตัวเราเองอีกแล้ว ฮ่าๆๆ
2026-08-24 12:26
- แต่ก่อนเรากลัวการให้ทาน เพราะ เราไม่มี แต่ตอนนี้เรามีเยอะขึ้น มั่นคงขึ้น ก็เผื่อแผ่ได้มากขึ้น