บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

จงทุบทำลายอัตตาของตน ให้แหลกไม่เหลือชิ้นดี และจงทำตัวให้ล่องหนต่อคนพาล(be invisible)

2026-06-17 ใน Life

ผู้ใดทุบอัตตาตัวตนให้สูญสลาย ย่อมเป็นที่รักของบัณฑิต
ผู้ไม่มีตัวตน(invisible) คนพาลย่อมทำอันตรายใดๆไม่ได้

  • จงทุบทำลายภาพลักษณ์ ภาพพจน์ ที่ตนเองยึดถือให้แหลกสลายไป เมื่อแหลกสลาย ก็ไม่ต้องมีภาพพจน์ ให้รักษา ให้ยึดถืออย่างไร้สาระ และถ้าเป็นไปได้ก็ใช้ชีวิตอย่างผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
  • คนที่ไม่ยึดติดในภาพพจน์(เพราะทุบจนแหลกสลายไปแต่แรกแล้ว) แม้จะถูกด่าว่า นินทา หรือสรรเสริญ ก็ไม่ยินดี ยินร้าย และ ที่เหลือคือ พิจารณาด้วยเหตุผล เปลี่ยนแปลงตนเองในทางที่เหมาะสม และ ยังมีสมาธิทำสิ่งสำคัญของตนเองต่อไปได้
  • อย่าไปให้ค่าการตัดสินของผู้อื่น ไม่ว่าดีหรือไม่ดี - คำสรรเสริญ บางทีก็ไม่ประกอบขึ้นจากเหตุผลที่ถูกต้อง คำติเตียน บางทีก็ไม่ประกอบขึ้นจากเหตุผลที่ถูกต้องเช่นกัน อย่าให้ ค่าสิ่งที่คนอื่นให้ค่ากับเรามากนัก หลายๆครั้งมักจะเต็มไปด้วยความลำเอียง อคติ ไม่เที่ยงแท้ เจริญและเสื่อม เป็นโลกธรรม
  • แม้ว่าจะไม่ให้ค่าใดๆกับการตัดสินจากผู้อื่น แต่จงปฏิบัติกับการให้ค่าของผู้อื่น อย่างนุ่มนวล อ่อนน้อม ถ่อมตน และ ไม่หลงระเริง (ชีวิตเราจะสงบสุข มีสมาธิทำสิ่งที่สมควรทำต่อไป)
  • การใช้ชีวิตด้วยการตัดความกังวลถึงภาพพจน์ที่คนรอบข้างมองเราออกไป เราจะตัด noise ในชีวิตไปได้กว่า 90%
  • ที่เหลือ ยังคงเป็นปัญหาชีวิต และ อุปสรรคต่างๆ ที่ต้องแก้ไข พัฒนาตนเอง ด้วยความเพียร ความอดทน สติ และ ปัญญา
🛠️ The First Draft (20% Raw Concept)
  • จริงๆ เหมือนระบบชีวิตเรายังไม่แกร่งพอแฮะ เพราะ พอเจอคนพาลเข้ามาทีเดียว ระบบก็ล่มไปเยอะ กว่าจะกู้กลับมารันได้ 100% focus คงต้องใช้เวลา มันเหมือนเป็น ecosystem ที่ดี แต่ไม่มี Security คอยป้องกันเลย
  • แทนที่จะรอให้คนพาลเข้ามาHack เราทดลองHackตัวเองก่อน ลองทำนิสัยพังๆบ้าง ทำผิดพลาดให้คนอื่นเห็นบ้าง แต่ยังทุ่มเทกับจริงจังกับการพัฒนาตนเอง(หรือจริงจังให้มากขึ้นจนลืมโลกไปเลย) หรือทั้งคู่
    • ภายนอกทำตัวพังๆ ให้มีความผิดพลาดบ้าง ภายใน จริงจังจนลืมโลกรอบข้าง(ความสำคัญของโลกรอบข้างลดลง)
  • เราต้องการเกราะป้องกัน อัตลักษณ์ภายนอก ที่คนจะมาโจมตีได้ยาก เพราะ บางทีอัตลักษณ์ถูกโจมตี ระบบภายในก็สั่นคลอน
    • หรืออีกวิธีคือ ทำตัวให้ invisible ไม่ยึดกับตัวตน
  • อย่างกินทามะ เหมือนคุณกินไม่ถูกคนพาล hack อัตลักษณ์ได้ง่าย อาจเพราะมันแตกสลายจนไม่เหลือเศษซากไปนานแล้ว เราอาจจะทุบอัตลักษณ์เราให้แหลกสลายไปเลย แล้วที่เหลือคือ ความ invisible
  • ทุบอัตลักษณ์ ที่หลงยึดติด และไม่เที่ยงแปรปรวน(ตามโลกธรรม มีเจริญมีเสื่อม)ทิ้งไป
  • รักษาไว้คือดาบในใจที่เที่ยงตรงและไม่มีวันหัก แบบคุณกิน
  • แต่เหมือนคุณกินก็มีเขี้ยวเล็บไว้ตอบโต้ หรือผดุงความยุติธรรม ที่อยู่ในใจได้อยู่นะ อย่างน้อยๆก็ดาบไม้(ที่แทบไม่เคยหัก) และ ขาที่วิ่งหนีได้เสมอ
  • แต่ว่าเราคงปรับบุคลิกให้เป็นเกราะได้ยาก เราว่าจะปรับเปลี่ยนที่ความคิดให้ invisible ได้ง่ายกว่า
  • จริงนะ เราว่า cognitive load มันสูงมากเลย เวลาเปลี่ยนบุคลิก เช่น เวลาเราทำตัวผ่อนคลายกับที่นึง แต่ทำตัวเคร่งขรึมกับอีกที่หนึ่ง

ทะเลาะกับคนพาล ชนะไปเราก็ไม่ได้อะไร เราจะมีแต่เสียเวลา เสียสมาธิ อันประเมินมูลค่าไม่ได้ ต่างจากคนพาลเบาปัญญาที่ไม่มีอะไรจะเสีย

จงยอมแพ้แต่แรก แล้วเอาเวลากลับไปสร้างประโยชน์ในชีวิต ใช้เวลาบ่มเพาะ พัฒนาปัญญา ฝึกตน สร้างชีวิตให้สุขสมอภิรมย์ยิ่งๆขึ้นไป

ราชสีห์ ยอมแพ้ สุกรเปื้อนคูถ แล้วเดินจากไป เพราะ รังเกียจความสกปรก ฉันใด บัณฑิต พึงหลีกเลี่ยงคนพาลผู้ชื่นชอบการทะเลาะ เพราะ ไม่เกิดประโยชน์ ฉันนั้น

สุดท้ายสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ คือ "มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ กับคนพาลกะจ้อยร่อยนี้"
อย่าไปให้ค่ากับความคิดของคนอื่นที่มีต่อเรามากนัก เพราะ "มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ"
เราเพียงแต่ยิ้มรับข้อบกพร่องของตน ถอนหายใจให้กับความเขลาของตนเองสักที และพัฒนาตนเองต่อไปให้ดีที่สุด ชีวิตมีแค่นี้แหละ