บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

ตารางเวลา = 80% หลัก - ทำสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งอย่าง, 20% ที่เหลือ - ทำเรื่องจุกจิก

2026-07-10 ใน 08 ตารางเวลาเพื่อพัฒนาชีวิต

โดยส่วนตัวพบว่า ตารางเวลาที่เกิดประโยชน์จริงต่อชีวิต ไม่ใช่ตารางที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยกิจกรรมยิบย่อยหลากหลาย หากแต่เป็น ตารางเวลาที่มุ่งเน้นการทำสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวในเวลาส่วนใหญ่ 80% ของแต่ละวัน ส่วนเวลาอีก 20% ที่เหลือ ก็นำไปทำสิ่งต่างๆที่จุกจิกยิบย่อยทั้งหลาย

80% แรกของวัน(~ 14 ชม.) ทำสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งอย่าง

  • 80% แรกของวัน ตั้งแต่ตื่น ให้ทำสิ่งสำคัญ เพราะสมองยังแจ่มใสที่สุด ไม่ล้า
  • โฟกัสกับสิ่งสำคัญเพียง 1 อย่าง จะดึงศักยภาพสมองออกมาได้มากที่สุด เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง หรือเกิดปริมาณงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
    • แต่หากมีงานประจำและทำสิ่งสำคัญไปด้วย ขอเพียงเวลาว่างจากการทำงาน ให้กลับมาโฟกัสสิ่งสำคัญที่จะทำ เพียงอย่างเดียว
  • ทำวันละอย่างเท่านั้น แต่อาจสลับสิ่งสำคัญที่จะโฟกัสไปในแต่ละวันได้ เช่น มีหนังสือ 5 วิชา ก็หมุนอ่านวันละวิชา สลับวนวันละอย่าง เป็นต้น
  • กรณีที่มีกิจกรรมแทรก ก็สามารถทำได้ เช่น จดโน๊ตบันทึกไอเดียที่ผุดขึ้น จดโน๊ต To-do list ที่นึกขึ้นได้ เป็นต้น แต่จะไม่ทำอย่างจริงจังในช่วงเวลานี้ เพราะ สิ่งจุกจิก จะมีเวลาไว้เน้นทำในอีก 20% หลัง
  • เทคนิคการโฟกัส(สำหรับการอ่าน) คือ อ่านแบบ snack เหมือนของขบเคี้ยวเวลาว่างสำหรับสมอง ว่างเมื่อไหร่ ก็กลับมาอ่านสัก 1-2 ประโยค ข้อดีคือ สามารถป้องกันการ distraction เพราะ มันเป็นลักษณะเดียวกับการ distraction โดยตัวมันเอง
  • ข้อดีของการโฟกัสกับสิ่งเดียว คือ
    1. หมุดหมายสำหรับนึกคิด(Cognitive anchor) - จะเป็นการกระทำไว้ในใจเนืองๆ ในเนื้อหาตลอดวัน (*จะเหมือนหลักอิทธิบาท 4 ในข้อจิตตะ) ว่างเมื่อไหร่ก็สามารถหยิบเนื้อหามาคิด วิเคราะห์ต่อ ซึ่งมีประโยชน์ 2 อย่างหลักๆ
      • กระบวนการคิดเบื้องหลัง(Background process) แม้ไม่ได้อยู่กับกิจกรรมนั้นๆ - การที่เราโฟกัสในเนื้อหาเดียวตลอดวัน สมองจะสามารถจดจำบริบทได้ชัดเจน และนำมาขบคิด หรือ เชื่อมโยงข้อมูลเบื้องหลังเงียบๆ ขณะทำกิจกรรมอื่นๆที่สมองว่าง และอาจตกผลึกความคิดดีๆขึ้นมาได้
      • ดำดิ่ง ลึกซึ้ง(Deep dive, deep focus) - การมีเวลามากพอ มีเวลาคิดทั้งวัน ทำให้สามารถทำความเข้าใจได้อย่างดำดิ่งและลึกซึ้งกว่า หากเทียบกับ ตารางยิบย่อย หรือการสลับเปลี่ยนเนื้อหาไปเรื่อยๆ(เช่น ทุก 2 ชม.) ที่ความคิดยังไม่ทันจะตกผลึกก็ต้องเปลี่ยนเนื้อหาแล้ว
      • ไม่ต้องกังวลเรื่อง distraction เพราะ การกลับมาโฟกัสกับสิ่งเดียวในเวลาที่ว่าง คือ เป็นลักษณะเดียวกับการ distraction ด้วยตัวมันเอง เช่น อย่างเวลาเราสนใจ hobby บางอย่าง พอมีเวลาว่าเมื่อไหร่ เราก็จะเอาเวลามาสืบค้นหาข้อมูล เป็นต้น การกลับมาโฟกัสกับสิ่งๆเดียวทุกครั้งในเวลาที่ว่าง ก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกัน
    2. ไม่มีการหักมุมทางความคิด (No context switching) - ไม่สลับเนื้อหาไปมาทำให้สมองไม่ต้องเปลี่ยนบริบทกระทันหัน สามารถทบต้นของการโฟกัสให้เข้มข้น และความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ตามระยะเวลาที่อ่าน ได้มากกว่าการสลับเนื้อหาไปเรื่อยๆ
    3. การรู้จำรูปแบบและจับเคล็ดวิชา (Pattern Recognition) - การที่สมองมีเวลาอยู่กับกิจกรรมหนึ่งๆตลอดวัน จะมีเวลาให้สมองสามารถสังเกตเห็นรูปแบบและโครงสร้างของข้อมูลได้ชัดเจน และ จะกระตุ้นการสร้างโครงข่ายประสาท(Neuroplasicity) เพื่อรับมือกับกิจกรรมนั้นๆได้ดีกว่า ทำให้จับเคล็ดวิชา หรือเกิดเป็นทักษะในการรับมือกับกิจกรรมนั้นๆได้เร็วกว่า
    4. พื้นที่แห่งการลองผิดลองถูก (Freedom to Experiment) - การที่มีเวลามากกว่า ทำให้สามารถลองผิดลองถูกในวิธีการได้หลากหลายกว่า จนมีโอกาสได้พบวิธีการที่ทำแล้วที่ได้ผลดีที่สุด ต่างจากการที่มีเวลาจำกัด ที่เราจะต้องทำด้วยความเร่งรีบ ไม่กล้าเสี่ยงเอาเวลาไปลองผิดลองถูก
      • เช่น หากเป็นการอ่านหนังสือ ถ้าเรามีเวลาต่อเนื่องทั้งวัน
        • เริ่มแรก เราอาจจะไปทวนของเก่าเล็กน้อย(space repetition) ช่วย warm-up สมอง และ ช่วยให้จำได้ดี
        • หลังจากนั้นก็ อ่านเพื่อความสนุก(Flow state) ในเวลาส่วนใหญ่
        • ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้าย เป็นต้น
      • ซึ่งถ้าจำกัดเวลา 2 ชม. จะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้โดยถนัดได้เลย
    5. เรียบง่าย(Simplicity) แต่ได้ประสิทธิภาพ - ดีกว่าการทำหลายๆอย่างสลับกันไป ที่ค่อนข้างวุ่นวาย และเมื่อนับจำนวนวันเท่ากัน การทำวันละอย่างเดียว แม้จะสลับเนื้อหาไปวันละอย่าง(เช่น 5 อย่าง ก็หมุนสลับจนครบ 5 วัน) จะให้ผลดีกว่าการทำวันเดียวเฉลี่ยกันหลายๆอย่าง(เช่น วันละ 5 อย่างเฉลี่ยกัน) ทั้งในแง่ปริมาณงาน ความลึกซึ้ง ความจำ
  • ทั้งนี้ หากในวันนั้น เวลาถูกเบียดบังด้วยภาระหน้าที่ จนทำกิจกรรมหลักไม่เต็มที่ อาจทดเวลาทำต่อตอนเย็นในช่วงท้ายของวันได้ แต่อาจต้องเคลียร์เรื่องจุกจิก "ที่สำคัญ" ให้เสร็จสิ้นก่อน ตามกำหนด และข้ามเรื่องจุกจิกไม่สำคัญที่เหลือออกไปก่อน
    • หรือหากเอาเวลาไปเล่นพักผ่อนในตอนเช้า(ซึ่งตามกำหนดควรจะเป็น20%ท้าย) ก็จะทดเวลากิจกรรมหลักเข้ามาในช่วง 20% หลังด้วย เพราะ หลักๆคือ ต้องการให้สมองได้ออกกำลัง เจอกับความหนักอย่างเหมาะสมในทุกวัน เพื่อให้เกิดการพัฒนา ถ้าเล่นตอนเช้าแล้วยังเล่นตอนเย็นได้อีก ก็จะเคยตัวและไม่พัฒนา
  • แต่ในท้ายที่สุด หากจบวันแล้ว ก็จะถือว่าสิ้นสุดกิจกรรมหลักในวันนั้น และวันต่อมาก็เปลี่ยนกิจกรรมหลักใหม่ตามคิววนต่อไป ไม่มีการทำกิจกรรมเดิมมาทำซ้ำนอกวันในตาราง

20% ~ 3-4 ชม. ทำเรื่องจุกจิกต่างๆ

  • เรื่องจุกจิก(รวมเวลาพักผ่อน) ให้เวลามันเพียง 20% ของวัน ก็พอแล้ว และจะเป็นการบีบให้เราทำเรื่องจุกจิกที่ "สำคัญ" จริงๆ เท่านั้น ถ้าให้เวลามากกว่านี้ สมองจะสามารถเอาเรื่องจุกจิกอื่นๆ มาเพิ่มได้อัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิตอย่างแท้จริงมากขึ้นแต่อย่างใด และเสียเวลาไปเปล่าๆ
  • กิจกรรมจุกจิก(แต่สำคัญ) มี 2 อย่าง
    1. จุกจิกที่ช่วยเพิ่มพลัง เช่น ออกกำลังกาย, กินอาหารที่มีประโยชน์, นั่งสมาธิ, ทำ pencil push up(warm up กล้ามเนื้อตา), อ่านพระไตรปิฎก(warm up สมอง) เป็นต้น ให้ทำตอนเช้าหลังตื่น โดยสามารถทำก่อนการเริ่มกิจกรรมหลัก 80% ได้ เพราะ เป็นการเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนการใช้ชีวิตจริง เหมือนนักกีฬาระดับโลก(Elite) ที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งในชีวิตจริงเลย จริงไหม?!)
    2. จุกจิกที่ทำให้เสียพลัง หรือสมาธิ เช่น บันทึก log, จัดการ to-do list, trade, บันทึกประจำวัน, กิจกรรมบันเทิง, hobby อื่นๆ เป็นต้น ให้ทำตอนก่อนนอน เพื่อเป็นการจัดการชีวิตทั้งวันให้เรียบร้อย และเตรียมการสำหรับวันรุ่งขึ้น
    • ทั้งสองอย่าง ให้แบ่งเวลาตามความเหมาะสม แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินจากช่วง 3-4 ชม(20% ของวัน) และ ไม่ควรมีการนำไปแทรกในช่วงเวลาหลัก 80% โดยไม่จำเป็น และมีเพียงกิจกรรมจุกจิก"ที่ช่วยเพิ่มพลัง" ที่สามารถนำไปทำก่อนหรือแทรกในระหว่างช่วงเวลาหลัก 80% ได้
🛠️ The First Draft (20% Raw Concept)
  • เราต้องการระบบที่ช่วยเหลือ ให้พันธะในชีวิตลดลง อิสระขึ้น คล่องตัวมากขึ้น ไม่ใช่ระบบที่เพิ่มพันธะให้กลายเป็นโซ่ตรวน เพิ่มความวิตกกังวลในชีวิตมากขึ้น2026-07-18 08:27

    • ถ้าระบบดีจริง จะต้องสามารถรองรับความแปรปรวน ยืดหยุ่นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีการช่วยเหลือหรือใช้ will power ในการบังคับให้ทำตามตาราง
    • น่าจะต้องบันทึก log เพื่อเก็บสถิติและพิสูจน์ว่า ระหว่าง 2hr block rotation(พิสูจน์แล้วว่าเสถียร) กับ day by day rotation(แนวคิดใหม่) อย่างไหนที่สามารถรันไปได้ด้วยตัวเองมากกว่ากัน
  • กรณีมีกิจกรรมจุกจิก ที่สำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง แต่ให้นำมาลบออกจากโควต้าเวลา 20% แล้วที่เหลือ คือเวลาสำหรับทำเรื่องจุกจิกที่สำคัญในตอนเย็น

    • ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
    • กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
    • แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
  • ?ตอนเย็น อาจทำกิจกรรมจุกจิกวันละอย่าง ไม่ทำหลายๆอย่าง ก็น่าจะดีเหมือนกัน เพราะ เหมือนถ้าอัดหลายๆอย่างในช่วงเวลาที่เหลือ สมองจะมึนคิดอะไรไม่ออกในช่วงเวลาท้าย(ได้แต่นั่งเอ๋อจนถึงเวลานอน) เพราะ สมองจะต้องเสียพลังงานมากไปกับการดึงข้อมูลในหัวออกมาขณะเริ่มกิจกรรมใหม่(AI: Context Loading & Working Memory Retrieval) ถ้ามีหลายกิจกรรมยิบย่อยเรียงกัน สมองก็จะต้องเสียพลังตรงนี้ไปมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะลดลง และหมดแรงก่อนถึงเวลานอน2026-07-18 12:05

  • เราสามารถอ่านหนังสือตอนกินอาหารได้ โดยอาหารต้องไม่ถูกปรุงแต่งรสชาติมากเกินไปจนดึงสมาธิ วิธีการกินที่ซับซ้อนไม่เกี่ยว(เช่น แกะเปลือกไข่) แต่รสชาติอาหารที่ปรุงแต่งจัดๆ ฟินๆ(กระทั่งแม็กกี้ที่เหยาะไข่) จนส่งผลให้เกิด dopamine spike และ ดึงพลังสมาธิและ will power ไม่ต่างจากการเสพสิ่งบันเทิงทางตา หู2026-07-17 07:04

    • อาหารรสธรรมชาติ เป็นอาหารที่ไม่หวือหวา แต่กินได้เรื่อยๆ และพอชินแล้ว จะไม่อยากกลับไปกินอาหารปรุงแต่งจัดๆอีก เพราะมัน "ไม่อร่อย"
    • ทั้งนี้เกลือหรือซีอิ๊วที่ไม่มีชูรสกินได้นะ แต่อย่างพวกซอสปรุงรสที่มีน้ำตาลทรายและชูรส(MSG)ผสมอย่างเข้มข้น กินไม่ได้
  • อาจใช้การอ่านเนื้อหาเก่า เป็นการ warm up น่าจะดีกว่า อ่าน Tripitaka(ที่น่าจะเหมาะกับไว้อ่านก่อนนอน) 2026-07-13 15:38

    • หลายๆครั้ง การอ่านเพียงรอบเดียว อาจมีเนื้อาหบางส่วนที่ตกหล่น การอ่านแบบ overlapping ในแต่ละหัวข้อ ก็น่าสนใจนะ จะทำให้ทุกเนื้อหามีการอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดซ้ำ 2 ครั้ง แต่ต้องไม่ลืม ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้ายของการอ่าน 2026-07-14 12:09
  • กรณีมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆที่ต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง

    • ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
    • กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
    • แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย

โดยส่วนตัว หาวิธีจัดตารางเวลาให้ วิธีคือ ถ้าเรานอน 7 ชม ก็จะมีเวลาตื่น 17 ชม เวลา 14 ชมแรกของวัน ให้มุ่งทำสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว จะสามารถโฟกัส และได้ผลงานที่ดีเยี่ยมที่สุด และเวลา 3 ชม ท้ายสุดของวัน ใช้ในการจัดการเรื่องจุกจิก

แต่ไม่ใช่ว่าช่วงเวลา 80% แรก เราจะทำอย่างอื่นเลยไม่ได้นะ เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราตั้งใจไว้เป็นหลัก พอว่างจากกิจกรรมอื่น ก็จะมาทำสิ่งที่เราตั้งใจไว้

not work

2026-07-18 12:06 อ่านพระไตรปิฎกแล้วสมาธิไม่เกิดอย่างที่หวัง ก็เลยลากยาวจนหมดครึ่งเช้า ตื่นมาก็ตั้งใจอ่านเพียงอย่างเดียวไปเลยดีกว่า ให้สมองค่อยๆปรับเข้ากับเนื้อหาเอง 5-10 นาทีก็ได้แล้ว

  • เพิ่มเติม

    • กรณีมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆที่ต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง
      • ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
      • กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุดก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
      • แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
  • จริงๆเรายังคงรู้สีกว่าการอ่านพระไตรปิฏก เป็นการ วอร์มอัพสมองที่ดีที่สุด แต่ปัญหาคือ อ่านตอนกินข้าวไม่ค่อยสะดวก ถ้าจะจับเวลา 30 นาที เพราะ ต้องจัดการอาหารตรงหน้าที่มีวิธีกินซับซ้อน(เช่นแกะเปลือกไข่) ก็จะไม่ได้อ่านไปนาน แล้วจะกดหยุดเวลาก็มือเลอะ คิดว่าจะอ่านจนกว่าจะอิ่มตัว ถ้าสมองบอกว่าพออแล้ว พร้อมแล้ว หรือ เนื้อหาเริ่มไม่เข้าหัว ก็จะหยุด

2026-07-23 13:12 รู้สึกแหม่งๆ เพราะ เหมือนเวลาตอนเช้า ที่สมองดีๆ ไม่ควรเอามาทำเรื่องจุกจิกแฮะ เหมือนเอาสมองที่ใส พร้อมพัฒนา ไปเสพขยะ สิ่งบันเทิงทางออนไลน์

  • อาจนำเรื่องจุกจิก 20% มาทำในเวลาช่วงต้นของวัน แล้วตัดจบในเวลาที่กำหนด(เช่น 3 ชม.) แล้วหลังจากนั้นก็ทำเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียวในเวลาที่เหลือ 80% จนถึงเวลานอน ก็นับว่าดีเหมือนกัน เพราะ จะโฟกัสกับเรื่องสำคัญได้ดีมาก เพราะ เคลียร์เรื่องจุกจิกไปหมดแล้ว
    • ข้อดี
      • ต่อให้ตื่นสาย ก็กระทบแค่ช่วงเวลาจุกจิก20% ไม่กระทบช่วงเวลาโฟกัสกับสิ่งสำคัญ
      • เวลาเช้าจะควบคุมตัวเองทำได้ดีกว่าในหลายปัจจัย ทั้งสมองส่วนหน้ายังไม่ล้า ควบคุมตัวเองได้ดี รวมถึงมีกิจกรรมภาคบังคับอื่นๆที่เป็นตัวตัดหมดเวลา(เช่น ต้องออกไปทำงาน กินอาหารเสร็จ ฯลฯ) หากเป็นเวลาเย็น มักให้ความรู้สึกของการเป็นเวลาส่วนตัว(private time) และมีแนวโน้มที่จะทำจนเลยเวลาได้ โดยเฉพาะหากในเรื่องจุกจิก มีรายการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงด้วย
      • การโฟกัสในสิ่งสำคัญที่เหลือระหว่างวัน ทำได้แบบไม่มีเรื่องจุกจิกมากวนใจ เพราะ เคลียร์ไปก่อนแล้วในช่วงต้นของวัน และสามารถโฟกัสในสิ่งๆเดียวที่เหลือได้ดีกว่ามาก
    • ข้อเสีย
      • หากทำสิ่งบันเทิงในตอนเช้า อาจส่งผลต่อ dopamine ในสมอง และ ในช่วงเวลาสำหรับโฟกัสสิ่งสำคัญ อาจยังหวนไปนึกถึงสิ่งบันเทิง เป็นตะกอนสมาธิได้ แต่หากเทียบกับการไม่มีเรื่องจุกจิกมากวนใจ ที่อาจกินหน่วยความจำในสมองได้มากกว่าแล้ว ก็นับว่าคุ้มค่ากว่า
    • ข้อควรรู้
      • สิ่งบันเทิง คือตัวปัญหา ไม่ว่าจะไว้ตอนเช้า หรือตอนเย็น ก็มีปัญหาเสมอ
        • ตอนเช้า สร้างปัญหาชัดแจ้ง คือ ผลต่อระดับ dopamine และ เกิดตะกอนสมาธิ ทำให้โฟกัสทื่อลงตลอดวัน
        • ตอนเย็น ก่อปัญหาซ่อนเร้น คือ การทำสิ่งบันเทิงในตอนเย็น ที่มักเป็นเวลาส่วนตัว(Private time) มักจะทำจนเลยเวลานอน และส่งผลกระทบอย่างลับๆต่อวันถัดไป และชีวิตระยะยาว
          • บางทีเราอาจจะคิดว่า เราอาจสามารถคุมเวลาเล่นได้ แต่โดยปกติ ตอนเย็นหลังทำงานใช้สมองเหนื่อยๆมา will power จากสมองส่วนหน้า มักจะใกล้หมดลงแล้ว และมักจะเสี่ยงคุมตัวเองไม่ได้อยู่ดี(ซึ่งแก้ไขไม่มีทางสำเร็จ)
log

2026-07-24 12:55

  • ตั้งแต่ที่เปลี่ยนมาอ่านหนังสือแบบ day by day rotation ประมาณ 1 สัปดาห์(โฟกัสกับการอ่านอย่างเดียวทั้งวัน) ไม่ใช่ 2hr block rotation(ที่อ่านวนหลายๆอย่าง) เหมือนสมองถูกเคี่ยวกรำในด้านการอ่านอย่างเข้มข้น ทำให้มีการพัฒนาทักษะการอ่าน และ การคิดอย่างก้าวกระโดดเลยแฮะ (ตามความรู้สึก คือ day by day rotation จะอ่านหนังสืออย่างจริงจังมากขึ้น ส่วน 2hr block rotation เหมือนเด็กเล่นขายของ)
    • อ่านอย่างเดียวทั้งวัน เป็นการกระตุ้นสมองให้โฟกัสได้ดีกว่า การอ่านวนอย่างละ 2 ชม. และ เห็นความเปลี่ยนแปลงใน 1 สัปดาห์
    • อ่านได้อย่างตีแตก ในเนื้อหาที่เคยอ่านไม่ได้เลย เมื่อสัปดาห์ก่อน เหมือนทักษะ pattern recognition ถูกพัฒนาขึ้น จากการโฟกัสเพียงวันละอย่างตลอดวัน ถ้าพิจารณาวันละหลายๆอย่าง(2hr block rotation) สมองจะไม่สามารถจับ pattern ได้ดี ว่าจะต้องพัฒนาตรงไหน
    • 2hr block rotation ไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีเท่านี้มาก่อน - > สรุปว่า day-by-day rotation น่าจะค่อนข้างดีกว่า?
      • แต่ช่วงที่ผ่านมาค่า HRV ก็อยู่ใน range สูงทุกวัน(60+) เป็นอีกปัจจัยเกื้อหนุน ให้พัฒนาได้เร็วขึ้น แต่ปัจจัยหลักยังคงเป็น day-by-day rotation 2026-07-18 15:34
  • วันนี้อ่านหนังสือไม่ได้เลยทั้งวัน ไหลไปเรื่อย ตั้งสมาธิไม่ได้ อ่านแป๊บเดียวก็หลุด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราระบบอ่านวันละอย่าง ให้อิสระมากเกินไป มันทำให้ขาดแรงจูงใจหรือไม่ แต่จริงๆส่วนหนึ่งคือออกกำลังกายหนักมากมาเมื่อเช้า คือ 4x4 เลยอาจทำให้เกิด CNS fatigue
    • พรุ่งนี้วิ่ง zone2 แล้วดูอีกทีว่าสมาธิในการอ่านจะกลับมาไหม