-
เราต้องการระบบที่ช่วยเหลือ ให้พันธะในชีวิตลดลง อิสระขึ้น คล่องตัวมากขึ้น ไม่ใช่ระบบที่เพิ่มพันธะให้กลายเป็นโซ่ตรวน เพิ่มความวิตกกังวลในชีวิตมากขึ้น
2026-07-18 08:27- ถ้าระบบดีจริง จะต้องสามารถรองรับความแปรปรวน ยืดหยุ่นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีการช่วยเหลือหรือใช้ will power ในการบังคับให้ทำตามตาราง
- น่าจะต้องบันทึก log เพื่อเก็บสถิติและพิสูจน์ว่า ระหว่าง 2hr block rotation(พิสูจน์แล้วว่าเสถียร) กับ day by day rotation(แนวคิดใหม่) อย่างไหนที่สามารถรันไปได้ด้วยตัวเองมากกว่ากัน
-
กรณีมีกิจกรรมจุกจิก ที่สำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง แต่ให้นำมาลบออกจากโควต้าเวลา 20% แล้วที่เหลือ คือเวลาสำหรับทำเรื่องจุกจิกที่สำคัญในตอนเย็น
- ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
- กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
- แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
-
?ตอนเย็น อาจทำกิจกรรมจุกจิกวันละอย่าง ไม่ทำหลายๆอย่าง ก็น่าจะดีเหมือนกัน เพราะ เหมือนถ้าอัดหลายๆอย่างในช่วงเวลาที่เหลือ สมองจะมึนคิดอะไรไม่ออกในช่วงเวลาท้าย(ได้แต่นั่งเอ๋อจนถึงเวลานอน) เพราะ สมองจะต้องเสียพลังงานมากไปกับการดึงข้อมูลในหัวออกมาขณะเริ่มกิจกรรมใหม่(AI: Context Loading & Working Memory Retrieval) ถ้ามีหลายกิจกรรมยิบย่อยเรียงกัน สมองก็จะต้องเสียพลังตรงนี้ไปมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะลดลง และหมดแรงก่อนถึงเวลานอน
2026-07-18 12:05 -
เราสามารถอ่านหนังสือตอนกินอาหารได้ โดยอาหารต้องไม่ถูกปรุงแต่งรสชาติมากเกินไปจนดึงสมาธิ วิธีการกินที่ซับซ้อนไม่เกี่ยว(เช่น แกะเปลือกไข่) แต่รสชาติอาหารที่ปรุงแต่งจัดๆ ฟินๆ(กระทั่งแม็กกี้ที่เหยาะไข่) จนส่งผลให้เกิด dopamine spike และ ดึงพลังสมาธิและ will power ไม่ต่างจากการเสพสิ่งบันเทิงทางตา หู
2026-07-17 07:04- อาหารรสธรรมชาติ เป็นอาหารที่ไม่หวือหวา แต่กินได้เรื่อยๆ และพอชินแล้ว จะไม่อยากกลับไปกินอาหารปรุงแต่งจัดๆอีก เพราะมัน "ไม่อร่อย"
- ทั้งนี้เกลือหรือซีอิ๊วที่ไม่มีชูรสกินได้นะ แต่อย่างพวกซอสปรุงรสที่มีน้ำตาลทรายและชูรส(MSG)ผสมอย่างเข้มข้น กินไม่ได้
-
อาจใช้การอ่านเนื้อหาเก่า เป็นการ warm up น่าจะดีกว่า อ่าน Tripitaka(ที่น่าจะเหมาะกับไว้อ่านก่อนนอน)
2026-07-13 15:38- หลายๆครั้ง การอ่านเพียงรอบเดียว อาจมีเนื้อาหบางส่วนที่ตกหล่น การอ่านแบบ overlapping ในแต่ละหัวข้อ ก็น่าสนใจนะ จะทำให้ทุกเนื้อหามีการอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดซ้ำ 2 ครั้ง แต่ต้องไม่ลืม ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้ายของการอ่าน
2026-07-14 12:09
- หลายๆครั้ง การอ่านเพียงรอบเดียว อาจมีเนื้อาหบางส่วนที่ตกหล่น การอ่านแบบ overlapping ในแต่ละหัวข้อ ก็น่าสนใจนะ จะทำให้ทุกเนื้อหามีการอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดซ้ำ 2 ครั้ง แต่ต้องไม่ลืม ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้ายของการอ่าน
-
กรณีมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆที่ต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง
- ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
- กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
- แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
โดยส่วนตัว หาวิธีจัดตารางเวลาให้ วิธีคือ ถ้าเรานอน 7 ชม ก็จะมีเวลาตื่น 17 ชม เวลา 14 ชมแรกของวัน ให้มุ่งทำสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว จะสามารถโฟกัส และได้ผลงานที่ดีเยี่ยมที่สุด และเวลา 3 ชม ท้ายสุดของวัน ใช้ในการจัดการเรื่องจุกจิก
แต่ไม่ใช่ว่าช่วงเวลา 80% แรก เราจะทำอย่างอื่นเลยไม่ได้นะ เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราตั้งใจไว้เป็นหลัก พอว่างจากกิจกรรมอื่น ก็จะมาทำสิ่งที่เราตั้งใจไว้