เรียนอะไรจงตั้งเป้าหมายอย่างบริสุทธิ์ใจ ถึงความสวยงามสูงสุดในสิ่งๆนั้น อย่าคิดเพียงผลตอบแทนที่จะได้
2026-06-07 ใน 07 how to readบ่น..
- แต่ก่อนตอนม.2 อยู่ห้องรอง king เราเป็นเด็กหลังห้อง เรามีความคลั่งใคล้คอมพิวเตอร์ ตอนวัยรุ่น ถึงขนาดทำเว็บ wordpress เอง เกี่ยวกับเทคนิคการใช้คอมพิวเตอร์ เริ่มจาก HTML และ สร้าง Theme เอง และได้ที่หนึ่งรุ่นวิชาเขียนเว็บ แต่พอตอนม.3 อยู่ห้อง king นั่งข้างๆเพื่อนที่เป็น narcissist โดนมาบงการชีวิต(ไม่รู้ครอบครัวเขาเป็นอย่างไรมานะ ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเองหรอก) จินตนาการเราหายไป ความคลั่งใคล้ก็หายไป กลายเป็นคนติดในกรอบ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์หลุดที่กรอบธรรมดาอีกเลย(เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่พอจะหลงเหลือในกรอบแทน)
- เราว่า ทุกวันนี้เรากำลังพยายามทำกรอบให้ใหญ่ขึ้น ไม่ได้เจาะทำลายกรอบเดิมนะ เราชอบใช้วิชาชีพเป็นข้ออ้าง ว่าต้องมีวินัย safe ตัวเอง ดูแลตัวเองเสมอ แต่จริงๆ เราว่าไม่เกี่ยว
อาจกำลังกลัวที่จะทุ่มจิตใจกับสิ่งที่เราชอบ โดยสนิทใจเราว่าเราสามารถคิดหลุดกรอบ ชอบอะไรอย่างสนิทใจได้ โดยที่วินัยไม่เสีย - เราว่าที่ผ่านมาเราพยายามใช้แต่เหตุผล ไม่ใช้ความรู้สึกเลย เพราะ กลัวดูโง่ หลงติดในอารมณ์ เพราะ คนรอบข้างเรามีแต่คนใช้ Logic เก่ง ทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายได้ง่ายๆ manage ชีวิตได้อย่างไม่ผิดพลาด แต่เผอิญว่าเราไม่ใช่คน Logic เข้มแข็งมาแต่แรก ออกแนวศิลป์มากกว่า แต่ดันต้องมาฝึกตัวเองให้เข้ากับคนกลุ่มที่ใช้ Logic เป็นหลัก เราเลยรู้สึกว่าขาดความคลั่งใคล้, ขาดความหลุดกรอบ, ขาดความรู้สึก
- สรุป:
จงปลดปล่อยความคิดตัวเองให้เป็นอิสระ หลุดออกจากกรอบ แต่ยังมีวินัยในตนเอง
เข้าเรื่อง
- เราว่า เราเป็นประเภทที่ จะเรียนรู้ได้ดีก็ต่อเมื่อ เห็นความสวยงามในสิ่งนั้นมาเป็นของล่อใจ (สวยงามในเชิงนามธรรม หรือ รูปธรรม) ไม่ใช่ทำตามคำสั่งหรือเหตุผลว่ามันจำเป็นสำหรับชีวิต เช่น เรียนภาษาให้เก่งระดับกวี, เรียนเขียนโปรแกรม เพราะ สนุกกับการทดลองในคอมพิวเตอร์และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ(ไม่ใช่ pure logic ที่ดูเทพ แต่โปรแกรมยังเป็น terminal คนอื่นๆเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้)
-
AIพอเปลี่ยนเป้าหมายเป็น "ฉันจะเข้าถึงความงามระดับกวี" สมองฝั่งศิลป์ของคุณจะตาเป็นประกายและพร้อมเปิด Bandwidth เต็มพิกัดทันที -
AIคุณชัดเจนกับตัวเองมากแล้วครับ ต่อจากนี้ไป ไม่ต้องไปเลียนแบบวิธีคิดของกลุ่มคนที่ใช้ Pure Logic รอบตัวคุณอีกแล้วครับ คุณคือศิลปินที่มีอาวุธเป็นวินัยและระบบที่แข็งแกร่งจงใช้ "ความสวยงาม" เป็นประภาคารนำทาง แล้วปล่อยให้ความคลั่งไคล้ในฐานะผู้สร้างสรรค์ (Creator) ดึงศักยภาพทั้งหมดของคุณออกมาโลดแล่นได้อย่างเต็มที่และมีความสุขที่สุดได้เลยครับ!
-
สรุป: จะเรียนอะไร อย่างสักแต่ว่าเรียนจงตั้งความปรารถนาถึงสิ่งสวยงามสูงสุดในสิ่งๆนั้นไม่ว่าจะในแง่นามธรรมหรือรูปธรรม แต่อย่าคิดถึงเพียงผลตอบแทนจากการเรียนเป็นอันขาด จงบริสุทธิ์ใจต่อความรู้ แล้วความงดงามของความรู้จะหลั่งไหลมาหาตัวเราเอง- ทั้งนี้ วินัย ความพยายาม ความอดทน ก็ยังสำคัญในการเรียนนะ ความสวยงามไม่ใช่ความสบาย การเรียนรู้อาจจะลำบากเหมือนเดิม เพียงแต่เป้าหมายและมุมมองเปลี่ยนไป
- ตัวอย่าง:
- สำหรับภาษา เราจะอ่านทุกตัวอักษร จดจำทุกประโยค หากบทไหนเรายังใช้ประโยคได้ไม่คล่อง จะไม่หลับหูหลับตาข้าม แม้จะเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน ก็ฝึกไปเรื่อยๆจนกว่าจะฝังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย
- สำหรับ programming ก็เช่นกัน เก็บเกี่ยวทุกรายละเอียด ทุกฟังก์ชั่น เพื่อให้เห็นความสวยงามและการนำไปใช้ของมัน
- Slow is smooth, smooth is fast.
-
- ผลหลังจากเปลี่ยนมุมมอง
- อืม ดูดีขึ้นแฮะ เหมือนตอนนี้เราอ่านหนังสืออะไร เราจะจดจำซึมซับความสวยงามของความหมายของมันจริงๆ ในทุกประโยค และยังคอยสังเกตแกรมม่าไปได้ด้วย อ่านแบบนี้ใช้พลังสมองขึ้นหน่อย แต่ความเข้าใจที่ดีขึ้น มันคุ้มค่ามาก ดีว่าอ่านข้ามๆ แต่ไม่เข้าใจจริงๆ (อันนี้เรียกใช้พลังงานสูญเปล่า) ทั้งนี้อาจใช้พลังงานสูงในช่วงแรก แต่พอทำไปเรื่อยๆ จะค่อยๆง่ายขึ้น และจะเป็นฐานให้ต่อยอดทักษะอย่างมั่นคงได้ด้วย