ตำราเรียน Grammar ที่เรียนแบบใช้ได้จริง
2026-03-15 ใน 05 LanguageGrammar แบบวิชาการ VS การเรียนรู้ภาษาแบบเป็นธรรมชาติ
รูปแบบการเรียน Grammar จาก textbook ต่างๆ จะมีหลายแบบ แต่โดยส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็น Grammar แบบวิชาการ โดยมีการแจกแจงทุกรายละเอียดยิบย่อย ซึ่งโดยส่วนตัวได้พยายามอ่านตำราทำนองนี้มานานหลายปี ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้การใช้ภาษาดีขึ้นในระดับที่สื่อสารได้จริงแต่อย่างใด เพราะ ตอนจะใช้จริงก็จะต้องวนนึงถึงแกรมม่ายิบย่อยต่างๆ ปรับเปลี่ยนหลายตลบในหัวไปมา ซึ่งกว่าจะได้พูดแต่ละประโยคก็กินเวลาประมวลผลนาน และ พอจะพูดก็ติดๆขัดๆ กลายเป็นพูดไม่รู้เรื่อง ผิดๆถูกๆอีก นอกจากนี้ภาษาก็ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและมีการเปลี่ยนแปลงเสมอๆ การจะจำกฎเกณฑ์ทุกอย่าง โดยเฉพาะ เช่น สำนวน(idiom), คำที่ใช้ preposition เฉพาะตัว, กฎเกณฑ์ในการใช้คำๆหนึ่งที่ใช้ไม่เหมือนกับอีกคำหนึ่งๆ อย่างไม่มีเหตุผล, ฯลฯ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในคนปกติ
โดยส่วนตัวจึงคิดว่า การเรียน Grammar แบบวิชาการ จะเหมาะกับนักภาษาศาสตร์มากกว่า หรือกรณีที่ต้องการปรับปรุงการใช้ภาษาอย่างลึกซึ้งภายหลังจากที่เชี่ยวชาญระดับหนึ่งแล้ว ถ้าเราจะหวังว่าจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน มันก็จะเหมือนกับพยายาม "แก้สมการภาษา ที่มีอย่างน้อย 10ตัวแปร ก่อนจะพูดสักประโยค" ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะคนละอย่าง ใช้สมองคนละส่วนกัน ไม่ใช่สมองส่วนที่จะทำหน้าที่ด้านภาษาโดยตรง ไม่ได้เป็นรูปแบบที่จะสร้างให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านภาษาจริงๆแต่อย่างใด
ไม่นานมานี้ได้พบตำรา Grammar อีกแบบ จะเป็นรูปแบบที่เน้นจุดที่ต้องใช้จริง ไม่ได้ใช้การอธิบาย Grammar แบบเป็นวิชาการ แต่จะเป็นการฝึกสมอง ให้จดจำ รูปแบบ(pattern)มูลฐานต่างๆ ในการสื่อสาร ที่เรียบง่าย แต่สำคัญและใช้สื่อสารกันจริงๆ ร่วมกับรูปภาพประกอบที่เข้าใจได้เลย ไม่ต้องมาจดจำกฏเกณฑ์ยิบย่อยใดๆ แต่จะเป็นการฝึกใช้รูปแบบมูลฐานในการสื่อสาร จนสมองจดจำเป็นอัตโนมัติ และสามารถนำรูปแบบมูลฐานย่อยๆ ไปประกอบกันเป็นประโยคสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ
โดยในกระบวนการฝึก จะเป็นการฝึกเรียบเรียงประโยคโดยใช้ pattern มูลฐาน ผ่านตัวอย่างในหนังสือ ซ้ำๆ จนสมองด้านภาษาจดจำ pattern เหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติ เหมือนกับการที่เราซ้อมกีฬา เช่น ฝึกเสิร์ฟแบดมินตันซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อสามารถจดจำท่วงท่าได้เองอย่างไหลลื่น โดยไม่ต้องคิด หรือฝึกขับรถเกียร์ธรรมดา ใช้ระยะคลัช คันเร่งอย่างเหมาะสม เป็นต้น โดยเราต้องฝึกใช้ pattern ต่างๆ ซ้ำๆไปเรื่อยๆ จะทำให้จำได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ และนำกลับมาใช้ได้ตลอดไป ไม่ลืมง่ายๆเหมือนการพยายามจดจำเพียงหลักการแบบการเรียนทางวิชาการ รวมถึงพอชำนาญ เราจะจับ pattern ใหม่ๆ เทคนิคใหม่จากคนอื่นได้ด้วย
- ถ้าเรียนภาษาได้ถูกทาง ระหว่างเรียนจะเกิดความรู้สีกแบบว่า
อ๋อ ต่างชาติ เขาใช้คุยกันแบบนี้นี่เอง
แต่ถ้าเป็นการเรียนแบบวิชาการ จะกลายเป็นแบบว่า ถ้าเราเห็นอันนี้อยู่ด้านหลัง จะต้องกลับไปเติม...ที่ข้างหน้าและเปลี่ยนตรงนี้ และอาจลดรูปที่ตรงนั้นซึ่งเป็นการคิดหลายตลบไปมา ซึ่งไม่สามารถใช้สร้างประโยคได้ทันการสื่อสารในชีวิตจริง และไม่เป็นตามหลักธรรมชาติอย่างมากมันอาจดูล้ำ แต่ใช้ได้เพียงทำข้อสอบหรือเรียนหลักภาษาขั้นสูง เท่านั้น อย่างในภาษาไทยเวลาเราจะพูด คงไม่ต้องมานั่งร่างประโยคว่าตรงนี้เป็นประธาน กิริยา ส่วนขยาย ต้องผันวรรณยุกต์แบบนี้ เว้นวรรคตรงนี้ๆ ถ้าแบบนั้นคงยากน่าดู - ข้อเสียอีกอย่างของการเน้นเรียนวิชาการ หรือเข้าใจว่าการเรียนภาษาแบบวิชาการ เหนือกว่าการใช้งานแบบเป็นธรรมชาติ คือ บางทีภาษามีบางจุดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ถ้าเราพยายามเรียนแบบวิชาการ(แบบคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์) เราจะพยายามเอาเหตุผลไปจับให้ได้ในทุกรายละเอียด สุดท้ายก็ทำไม่ได้อยู่ดี และการเรียนก็ล้มเหลวในที่สุด
แต่ถ้าเราเรียนแบบเป็นธรรมชาติเป็นหลัก เราจะเข้าใจธรรมชาติภาษา ว่ามัน It is just what it is แล้วค่อยไปเสริมต่อยอดทางวิชาการทีหลัง จะทำให้ต่อยอดได้ดีที่สุด
การที่สมองคุ้นชิน และจดจำ pattern มูลฐานได้แม่น จะต่างจากการท่องจำ Grammar ตรงที่
"เราสามารถพูดได้โดยไม่ต้องคิด"(ไม่ต้องคิดถึง Grammar)
เพราะ สมองส่วนภาษาสามารถนำ pattern มูลฐานเหล่านี้มาประกอบกันแบบอัตโนมัติได้เลย ส่วนความคิดก็สามารถนำไปใช้ในการกำหนดเนื้อความที่จะสื่อสารได้อย่างเต็มที่ดังนั้น ตัวกำหนดว่าเราเรียนภาษาได้สัมฤทธิ์ผลหรือไม่ หลักๆเลยคือ วิธีการเรียนนั้นๆ สามารถทำให้ เราพูดได้โดยไม่ต้องคิดถึง Grammar โดยที่ Grammar ยังถูกต้อง ได้หรือไม่?
โดยตำรานั้นอยู่ในซีรีย์ ของ Cambridge มี สามเล่ม เรียงตามลำดับความลึก ดังนี้
Essential Grammar in use- ปูพื้นฐานให้แน่น เนื้อหาเล่มนี้อาจจะดูง่ายมาก(ง่ายจนเรามองข้าม) แต่ใครที่ยังไม่มั่นใจเวลาใช้ภาษาอังกฤษ ต้องเริ่มที่เล่มนี้ก่อนเลย ไล่ทำไปเรื่อยๆ ทุกบท ทุกหัวข้อ หนังสือเล่มนี้ จะสอนเราในการใช้ pattern มูลฐาน ที่เรียบง่ายแต่เป็นการเรียนรู้แบบใช้จริง เหมือนการเรียนรู้แบบเจ้าของภาษา ที่พอเรียนไปเรื่อยๆ จะเริ่มใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และมั่นใจได้เองEnglish Grammar in use- เป็นรูปแบบประโยค ที่ซับซ้อนขึ้น เหมือนแบบที่เจ้าของภาษาที่เป็นผู้ใหญ่ ใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไปมากขึ้นAdvance Grammar in use- ใช้งานระดับทางการหรือธุรกิจ
*สามารถใช้ AI ประกอบการเรียนรู้ได้ โดยสอบถามในจุดที่สงสัย หรือตรวจคำตอบให้เรา
